outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (10/4/2554)
Lesson 36 : คืนนับถอยหลังและสองร้านริมโขง (บทสุดท้ายแห่งลาวใต้)
วินาทีแรกของปีพ.ศ. 2554 ค่อยๆ เคลื่อนคลานเข้ามาใกล้
ด้วยอัตราเร่งเท่าการหมุนของโลก
แม้ยังตะลอนเตลิดอยู่ในลาวใต้ แต่เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้า
จนแทบถือว่าเป็นปณิธานของทริประห่ำครั้งนี้ว่าต้องกลับไป “Countdown”
นับถอยหลังไม่เข้าคลองแต่เข้าสู่ปีใหม่ในตัวเมืองปากเซให้ได้
จึงได้เวลา “เช็คเอาท์” จากอ้อมกอดของธรรมชาติแห่งนากะสัง
และดอนเดด นั่งรถประจำทางวิ่งหวานเย็น เข้า “เช็คอิน”สู่เมือง “ปากเซ”
ผมกลับเข้ามาถึงปากเซช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 31 ธันวาคม 2554
ซึ่งเป็นคืนเคานท์ดาวน์เข้าสู่ปีใหม่พอดี
ทั้งในคืนนับถอยหลังและคืนวันที่ 1 มกราคม 2554
“ปากเซ” กระซิบบอกผมว่า…
…
31 มกราคม 2553 หลังจากเดินเตร่เทียบราคาหลายแห่ง
ผมตกลงปลงใจพักที่ Royal Pakse Hotel โรงแรมสภาพดีใช้ได้ราคาไม่โหดร้าย
ในตัวเมืองปากเซ แล้วงุ่นง่านกับการเฟ้นหาอัครสถานที่คู่ควรต่อการ
นับวินาทีถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ที่น่าจดจำ
ไถ่ถามจากชาวลาวหลายคน หลายปาก หลากวัย ได้เรื่องว่า…
“Victory” เธคที่วัยรุ่นปากเซนิยมไปแดนซ์ดิ้นปลิ้นเปลี้ยและท่าทาง
จะมีธรรมเนียม Countdown ที่มันถึงใจใช้ได้ช่างไกลแสนไกลถึงหลัก 4
ที่ถ้าไม่มีมอเตอร์ไซค์แว้นไปเองก็คงต้องนอนอยู่หน้าเธค
เพราะหลังเที่ยงคืนคงหารถสาธารณะกลับเข้ามาตัวเมืองได้ยากยิ่งกว่า
หาเพชรในตมงมเข็มในคลองแสนแสบ
บางคนบอกว่า…
ที่สนามกีฬาประจำเมืองมีงานประกวดนางสาวจำปาสัก
(ประกวดนางงามประจำจังหวัด) และจะมีการ Countdown อย่างอลังการด้วย
มีจุดพลุเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่น่าประทับใจใช่เล่น
บางคนก็บอกว่างานประกวดนางสาวจำปาสักที่สนามกีฬาน่ะมี…
…แต่ไม่รู้ว่าจะมี Countdown ด้วยรึเปล่า (?)
ชั่วโมงนั้นผมเลยมีทางเลือกไม่มากนัก
1. นั่งจ่อมตูดสูดลมหนาวจิบเบียร์ลาวที่ร้านเท่ๆ ในตัวเมืองปากเซ
นับถอยหลังสู่ปีใหม่พร้อมเพื่อนร่วมร้านผ่านจอทีวี
2. จ้างรถไป Victory สวรรค์บันเทิงของวัยรุ่นที่หลัก 4
แล้วเสี่ยงตายเอาดาบหน้ากับสภาวะไร้พาหนะและที่ซุกหัวนอน
3. ไปเป็นสักขีพยานในงานประกวดนางสาวจำปาสักที่สนามกีฬา
ประจำเมืองและรอพิธีนับถอยหลัง…
…ที่ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า…
…
ผมตัดสินใจนั่ง 3 ล้อเครื่องพ่วงข้างพุ่งฝ่าลมหนาวสู่สนามกีฬา
อย่างน้อยแม้ไม่ได้ Countdown ตามที่ตั้งใจ ก็ยังได้สัมผัสบรรยากาศ
งานมหรสพใหญ่แบบลาว
งานประกวดนางสาวจำปาสักครึกครื้นคึกคักใช้ได้ รอบสนามกีฬา
ด้านนอกเต็มไปด้วยร้านค้าและเครื่องเล่นอารมณ์งานวัด (มีรถบั๊มพ์ด้วยนะเอ้อ)
ที่นั่งสำหรับผู้เข้าชมแบ่งชั้นวรรณะเป็น 2 โซน
โซนมีบัตรเชิญซึ่งแขกส่วนใหญ่แต่งตัวสวยงามตามธรรมเนียมลาว
จะได้นั่งโต๊ะลักษณะแบบงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่เพียบพร้อมด้วยอาหารเครื่องดื่ม
หน้าเวทีกลางสนามฟุตบอล
โซนมาฟรี แต่งตัวปอนๆ ไม่ไฮโซ นั่งบนอัฒจันทร์ด้านบน ไกลๆ สกปรกๆ
อยากกินอะไรหาซื้อได้ตามอัธยาศัย
ครับ…ชายไทยไร้ศักดินาอย่างผม…
ยึดที่นั่งแถวหน้าบนอัฒจันทร์ด้วยความภาคภูมิ!

การประกวดดำเนินไปอย่างอ้อยสร้อยแต่น่ารักน่าอมยิ้มด้วยภาษาและคำพูด
ของเหล่านางงาม ผมนั่งดูการประกวด ละเลียดบรรยากาศแห่งรอยยิ้มและความสุข
ของพี่น้องชาวลาวร่วมอัฒจันทร์อยู่เป็นชั่วโมงก็เริ่มอยากไป Countdown ริมแม่น้ำโขง
ที่ผมว่าน่าจะบรรยากาศชิลล์กว่าในสนามกีฬาเป็นไหนๆ
คิดได้ดังนั้นจึงเดินออกจากสนามกีฬา หารถเข้าเมือง ไปตั้งหลักที่ Royal Pakse Hotel
แล้วเดินเลาะซอยผ่านเมืองปากเซยามดึกที่เงียบๆ หนาวๆ เหงาๆ ไปเลือกร้านริมโขง

ร้านหนึ่งดูคึกคักแต่เลอะเทอะเละเทะและดูท่าจะเต็มไปด้วยวัยรุ่นรั่วปลิ้น
ผมเลยเฉไปถามร้านติดกัน
“พี่ ที่ร้านมี Countdown ป่าวครับ นับถอยหลังน่ะ”
“มีครับๆ เดี๋ยวก็นับด้วยกันหมดนี่แหละ” พนักงานในร้านตอบด้วยภาษาลาว
ผมพยักหน้าแล้วเดินตามไปนั่งที่โต๊ะ
“ขอนั่งริมน้ำได้ป่าว” ผมถามเมื่อเห็นว่าโต๊ะริมน้ำโขงยังว่างอยู่…เอ่อ…ทุกโต๊ะ
จริงๆ ทั้งร้านก็ยังว่างอยู่…เอ่อ…ทุกโต๊ะ!
“ได้เลยครับ ได้”
ผมนั่งตากลมหนาวสะใจ จิบเบียร์ลาวขวด เบียร์สะหวัน
(เบียร์ที่มาจากสะหวันนะเขต) อีกขวด ขวดนี้ไม่หมดเพราะเบียร์สะหวัน…
อืม…ไม่อร่อยเอาซะเลย
เสียงนับถอยหลังค่อยๆ ดังขึ้นตามเวลาของปีเก่าที่ค่อยๆ ถดถอยน้อยลง
ผมถือแก้วเบียร์ไปยืนริมน้ำ ค่อยๆ ดื่มด่ำวินาทีสุดท้ายแห่งปีพ.ศ. 2553
เวลาคลานเคลื่อนเลื่อนช้าอย่างน่าประหลาด ความสุขโถมท้นล้นทะลักอย่างน่าพิศวง…

…
1 มกราคม 2554 ผมประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเช่ามอเตอร์ไซค์
สวมเสื้อหนาวและแว่นกันแดด Ray Ban คู่ใจ พร้อมสวมวิญญาณแว้นบอย
ตบเกียร์บิดคันเร่งพาตัวถลาพุ่งฝ่ามวลอากาศหนาวออกนอกเมือง!
อากาศเย็นแต่เปลวแดดแผดสาดข้นเข้ม ทางลาดยางสลับลูกรังทอดกาย
พาผมไปยังที่หมายแรก “วัดภู (Vat Phu)” วัดหินมรดกโลกที่สร้างด้วยศิลปะ
แบบเขมรโบราณ จุดเด่นคือในขณะที่ปราสาทลักษณะนี้ที่อื่นจะถูกเสกสร้างให้
“เสมือน” อยู่บนภูเขา แต่วัดภู…อยู่บนภูเขา “จริง”!
นอกจากต้องห้อมอเตอร์ไซค์บนเส้นทางอันยาวไกล ยังต้องควบขึ้นแพ
ที่ใช้แผ่นไม้มายึดเรือหางยาวไม้เล็กๆ 2 ลำติดกันไว้ให้กลายเป็นแพ พาข้ามแม่น้ำกว้าง
เทียบท่าแล้วให้เราบิดขึ้นฝั่งที่เป็นเนินดินชันๆ ไปเจอวัด ขับผ่านทางลูกรังหลุมๆ ฝุ่นๆ
อีก 10 กว่ากิโลฯ จอดด้านหน้าทางเข้าก่อนเดินเท้าอีกไกลโขแล้วปีนป่ายตะกายขึ้นเขา
ไปเชยชม “วัดภู”

ย้อนรอยกลับทางเดิมจากวัดภู บิดห้อพุ่งสู่ “อุทยานบาเจียง” ที่พ่อกำชับว่า
“ถ้าพอมีเวลาก็ไปให้ได้นะ”
เพราะ “วิมล กิจบำรุง” เจ้าของที่ได้สัมปทานปลุกปั้นพัฒนาอุทยานบาเจียง
ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เป็นคนไทยที่ถูกพิษไข้มาเลเรียเล่นงานจนตาบอด
และเป็นผู้เขียน “เขาว่าข้อยบ้า” หนังสือเล่มเขื่องที่พ่อยัดใส่มือให้ผมอ่านก่อนมา
(ใน Lesson 33) เพราะเห็นว่าเป็นเจ้าของชีวิตที่น่าสนใจยิ่ง
หลังชื่นชมอุทยานบาเจียง ผมบึ่งรถย้อนกลับทางเดิมกลับถึงตัวเมืองปากเซ
คืนรถมอเตอร์ไซค์เช่าที่บดเบียดพื้นถนนมาทั้งวันกว่า 100 กิโลฯ

รอเวลาเย็นย่ำไปนั่งชิลล์ร่ำลาราตรีสุดท้ายในลาวใต้ที่ริมแม่น้ำโขง…
“ร้านอาหารเรือแพแม่โขงล้านช้าง” คือที่ที่ผมเลือกเพราะติดใจบรรยากาศ
ซูเปอร์ชิลล์ที่ได้เห็นจากหนัง “สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ” ในฉากที่ปอ
(เร แมคโดนัลด์) มารินร่ำตำจอกสุรากับผู้ว่าจ้างชาวลาวที่ริมระเบียงร้านนี้
แล้วก็ไม่ผิดหวัง ผมได้ที่นั่งริมระเบียงชั้นบนตรงตำแหน่งตามหนังเป๊ะ
วิวแม่น้ำโขงและสะพานยามย่ำค่ำ บรรยากาศดี อากาศหนาว อาหารอร่อย
แถมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วย “Beer Lao Gold (เบียร์ลาวโกลด์)” ที่แพงกว่า
แต่เนียนนุ่มละมุนลิ้นกว่าเบียร์ลาวธรรมดาหลายขุมและหาดื่มไม่ได้ง่ายๆ

เช็คบิลออกจากเรือแพแม่โขงล้านช้าง ความคิดบางอย่างแล่นแว้บมาในหัว
“คืนสุดท้ายแล้วนี่ พรุ่งนี้กลับบ้านแล้ว แค่นี้ยังไม่น่าพอมั้ง”
ผมเดินเล่นเลาะเลียบข้างถนนริมโขง แผงอาหารข้างถนนหลายร้านเรียงราย
บรรยากาศแห่งการฉลองปีใหม่แบบบ้านๆ ดูจะยังไม่หดแห้งเหือดหาย
ผมมาหย่อนก้นปักหลักที่แผงสุดท้ายของร้านข้างถนนริมแม่น้ำโขง
เปิดเบียร์ลาวธรรมดาพร้อมหมูย่างอีกจาน นั่งปล่อยใจ เสพซับบรรยากาศ
แห่งค่ำคืนสุดท้ายท่ามกลางเสียงเฮฮาแบบรั่วๆ กึ่มๆ จากวงฉลองเล็กๆ
ของเจ้าของร้านและญาติๆ

นั่งชิลล์ไปชิลล์มาโดยไม่รู้ตัว ผมกลายเป็นสนิทกับเจ้าของร้านและญาติๆ เค้าทั้งวง
ขอเพลงไปเพื่อนใหม่ชาวลาวก็ลั้นลาเปิดจากมือถือให้ เทไวน์แดงอย่างดีมาให้กิน
แล้วแถมยังชวนไปนั่งกินนั่งดื่มด้วยกันแบบโคตรเฮฮาเป็นกันเอง
แผงข้างถนนเล็กๆ เก่าๆ โทรมๆ บ้านๆ ที่สุด กลับกลายมาเป็นราตรีสุดท้าย
ในปากเซที่น่าประทับใจที่สุด!
…
ผมมองย้อนกลับไป สะดุดใจกับบางอย่างในทั้ง 2 คืนที่ผ่านมา
คืนเคานท์ดาวน์ริมแม่น้ำโขง แม้ในร้านเงียบๆ เหงาๆ ไร้เงาแขกโต๊ะอื่นร่วมร้าน…
วินาทีนั้น ความสุขกลับโถมท้นล้นทะลักอย่างน่าพิศวง!
ค่ำคืนสุดท้ายในปากเซ แม้ในร้านข้างถนนเล็กๆ เก่าๆ โทรมๆ บ้านๆ ที่สุด
ที่ที่ห้องน้ำยามต้องการปลดทุกข์คือพื้นดินตรงไหนก็ได้เพียงเดินไม่กี่ก้าวลงไปที่
เนินดินริมตลิ่ง…
กลับเป็นสถานที่ที่บันดาลความสุข มิตรภาพ เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม
ที่สนุกสนิทติดตรึงความรู้สึกที่สุด ส่งผมกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้นด้วยความรู้สึกดีๆ
ที่คงไม่มีวันลบลืม!

ทั้ง 2 คืนนั้น
“ปากเซ” กระซิบบอกผมว่า…
อาจไม่ใช่สถานที่ อาจไม่ใช่ความสะดวกหรือสบาย อาจไม่ใช่การต้องอยู่คนเดียว
หรือต้องอยู่กับคนอื่นมากมาย อาจไม่ใช่งานเลี้ยงงานเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่…
บางที “ความสุข” ที่เราโหยถวิลอาจไม่ได้ต้องการการ “ค้นหา” หรือ “คว้าไขว่”
แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใจ” สัมผัสความสุขได้…หรือยัง…











ฮือๆ …. เล่าซะเหมือนได้ไปมาด้วยเลยอะ … หายไป นาน นึกว่าจะไม่ได้ อ่านอีกซะแล้ว ^__^ ดีนะคะ.. เหนื่อยนักก็พักหน่อย
ขอบคุณนะคะที่ยังส่งมาให้อ่านอยู่เลื่อยๆ … ชอบอะคะเหมือนได้ไปพักผ่อนเลย
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ ^________________^
-ชอบบรรยายกาศการ”ลุย”ของโรงน้ำชา
อยากไป อยากลุยแต่สงสัย วัย-สังขาร จะไปด้วยกันได้มั้ย?
สิ่งสำคัญ คือ เพศ เดียวกันน่าจะยาก…
-ชอบมุมมอง ที่สะท้อน วีถีชาวบ้าน
-ชอบมุม focus ที่เสี้ยววินาที ที่จับให้หยุดนิ่งไว้ในความทรงจำอย่างงดงาม
-ชอบที่ทำให้ “โรงน้ำชา”ในวิทยาจารย์คิกคัก
แม้แต่ครูอีสาน ก็ติดตาม และ ทึ่งว่ะ
ชีวาพร ทิ่มคีย์บอร์ด
^^ (แอบมายิ้ม ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ)