Short Story 2

IMAGINE / โดย…โรงน้ำชา (22/5/2549)

     สายลมเอื่อยๆ พัดใบเมเปิ้ลแห้งสีน้ำตาลเกรียม
ลิ่วหลุดร่วงจากกลุ่มกอที่กำลังพริ้วไหวอยู่บนลำต้น
ตระหง่านแข็งแรง แสงอาทิตย์รำไรที่ส่องสอดลอดเลาะ
พุ่มใบทึบหนาขับกลิ่นไอดินชื้นๆ ใต้ผืนพรมหญ้าเขียวขจี
ลอยล่องขึ้นปะทะจมูกน้อยๆ ของเด็กชาย “จร” ที่ยื่นหน้า
กลมๆ ออกมาจากหน้าต่างชั้นสองของบ้านไม้รูปทรงเรียบง่าย
อายความสดชื่นที่อวลอยู่ในบรรยากาศภายนอกชวนให้จร
สูดลมหายใจเข้าไปจนสุดปอด
     แก้มยุ้ยๆ อมชมพูอ่อนของเด็กชายวัยแปดขวบถูกโลมไล้
ด้วยแดดอุ่นๆ ของสายวันอังคาร ดวงตาใสสีน้ำตาลเข้ม
กวาดมองไปรอบๆ บริเวณ สิ่งที่เห็นตอนนี้เหมือนกับที่
จรเห็นมาตลอดแปดปีแทบไม่มีเปลี่ยนแปลง
     นอกหน้าต่างไม้บานเล็กที่เจาะทะลุผนังห้องนอนของจร
คือหมู่บ้านเล็กๆ น่ารัก ล้อมรอบด้วยหุบเขาเขียวชอุ่ม
ที่ยอดเขาสูงถูกปกคลุมด้วยปุยหิมะขาวโพลนตลอดเวลา
บ้านทุกหลังดูละม้ายคล้ายกัน เรียบง่าย สร้างด้วยไม้
และทาสีขาวแซมเทาสว่างตา หากแต่ละหลังล้วนมี
เอกลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ดูแยกและแตกต่างจากเพื่อนบ้าน
     นอกจากสิ่งก่อสร้างอย่างบ้านแล้ว ทุกอย่างที่พบเห็นได้
ในหมู่บ้านอันแสนสงบร่มรื่นแห่งนี้ก็จะเป็นต้นไม้ พื้นหญ้าหนานุ่ม
เนินเขาเตี้ยๆ โขดหินรูปร่างสวยแปลกตา และธารน้ำเย็นใสที่
ไหลเรื่อยไปลงทะเลสาบใหญ่กลางหมู่บ้าน เสียงนกร้องเรื่อยเจื้อยแจ้ว
ขับกล่อมบรรยากาศให้สุขสงบ
     ช่างเป็นชนบทที่แสนรื่นรมย์และน่าอยู่
     แต่วันนี้ ครอบครัวของจรกำลังจะย้ายบ้าน…

     “ทำไมเราต้องย้ายด้วยล่ะคับพ่อ” หนึ่งสัปดาห์ก่อน คำถามนี้
ลอยออกจากปากสีแดงอิ่มของเด็กชายจร แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์
กลมโตยามอัสดงเคลือบอาบใบหน้าสองพ่อลูกที่นั่งเล่นเคียงกัน
บนม้านั่งยาวสีขาวริมระเบียงหน้าบ้าน
     “พ่อต้องไปทำงานที่นั่นครับ” เจ้าของแววตาเปื้อนยิ้มภายใต้
กรอบแว่นตาทรงกลมตอบด้วยความเอ็นดู
     “แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ที่ที่เราจะย้ายไปสนุกดีนะ มีอะไรให้ลูกทำเยอะแยะเลย
พ่อว่าลูกต้องชอบ”
     “ไม่จริงหรอก” จรปฏิเสธเสียงแข็ง
     “จรชอบอยู่ที่นี่ ที่นี่เงียบ สบาย คุณลุงกับคุณน้าข้างบ้านเราเคย
เล่าให้จรฟังด้วยว่าพวกเค้าเคยอยู่ที่นั่นก่อนจะย้ายมาอยู่ข้างบ้านเรา”
     “เหรอ เค้าเล่าว่าไงล่ะ” พ่อถามยิ้มๆ
     “อย่างคุณลุงข้างบ้านนะ…” จรเริ่มเล่าสิ่งที่เคยได้รับฟัง
หน้าตาจริงจังจนพ่ออดอมยิ้มไม่ได้
     “เค้าเล่าให้จรฟังว่า เมืองนั้นน่ะคนเยอะ มีแต่ความวุ่นวาย”
     “เดี๋ยวๆ คุณลุงกับคุณน้าข้างบ้านเราที่ลูกว่าเนี่ย เค้าย้ายมานานแล้ว
ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เมืองนั้นมันอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้นี่นา”
     “เค้ามีคนรู้จักอยู่ที่นั่นเยอะคับ ยังติดต่อกันอยู่บ่อยๆ” เด็กชายจรตอบมั่นใจ
     “แล้วคุณลุงยังบอกด้วยว่า…” เด็กชายร่ายต่อ
     “พอคนเยอะก็ต้องแย่งกันทุกอย่าง ทำอะไรก็ต้องแข่งกัน เอาเปรียบกัน
จนบางทีก็ทำอะไรแย่ๆ ใส่กัน คุณลุงพูดถึงสงครามด้วย แต่จรไม่รู้หรอก
ว่ามันเป็นไง” จรหยุดเพื่อทวนความจำ
     “คุณลุงอยากให้เค้ารักกันแต่ไม่รู้จะทำยังไง เบื่อ ก็เลยย้ายมาอยู่ที่นี่เลย”
     “เหรอครับ แล้วคุณน้าเค้าเล่าว่าไงบ้างล่ะ”
     “พูดคล้ายๆ คุณลุงเลยคับ คุณน้าเค้าบอกว่าคนที่นั่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยดี”
หน้าตาสุ้มเสียงจริงจังดังพยายามจะโน้มน้าวให้ผู้เป็นพ่อเห็นเหมือนตัวเอง
     “ที่นั่นบ้านเมืองเจริญกว่าที่นี่มากๆๆๆ เลย” จรออกท่าทางประกอบ
     “แต่อากาศสกปรก คนก็ไม่ค่อยจะชอบความสงบกันเท่าไหร่
คิดแต่เรื่องประโยชน์ตัวเอง มีเยอะแค่ไหนก็ไม่รู้จักพอ ไม่ค่อยทำอะไรเพื่อคนอื่น
แถมบางทียังรังแกคนอื่นเพื่อตัวเองด้วย จรฟังแล้วไม่ชอบเลย
จรว่าคนที่นี่ดีกว่าตั้งเยอะ ถึงบ้านเราจะเล็กกว่า และหมู่บ้านเรามีอะไร
น้อยกว่าก็เถอะ”
     “ดูท่าทางลูกจะไม่ชอบที่นั่นเอาซะเลยนะ” พ่อแหย่ยิ้มๆ
     “ก็พ่อดูสิ ไม่เห็นน่าย้ายไปอยู่เลย จรชอบชนบทสงบๆ แบบนี้
อยู่กันแบบพึ่งพากัน ไม่ต้องไปแข่งไปแย่งกับใคร อากาศก็สะอาด
ฟังคุณลุงคุณน้าเล่าให้ฟังแล้วจรว่าที่นี่บรรยากาศดีกว่าเยอะเลย”
     พ่อเขยิบเข้ามาใกล้ โอบลูกชายไว้แนบตัว
     “จร ฟังพ่อนะลูก” พ่อเอ่ยนุ่มนวล
     “จริงๆ พ่อก็ชอบที่นี่ ชอบมากกว่าที่ที่พ่อต้องย้ายไปเหมือนลูกน่ะแหละ”
     คุณพ่อใจดีถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ
     “แต่เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ตลอดไปหรอก สักวันเราก็ต้องย้ายไป ถึงที่ที่เราไปจะ
แย่ๆๆๆ ซักแค่ไหน พ่อก็คิดว่ามันต้องมีเรื่องดีๆ มั่งล่ะน่า”
     “จริงเหรอคับ” เด็กชายชักสนใจ
     “จริงสิ แต่พ่อเชื่อว่าคุณลุงกับคุณน้าข้างบ้านไม่ได้โกหกลูกเรื่องเมือง
ที่เราจะไปอยู่หรอก มันก็จริงอย่างที่เค้าเล่านั่นแหละ แต่คุณลุงกับคุณน้า
เค้าก็บอกเองว่า “คนส่วนใหญ่” เท่านั้นนี่ที่ไม่ค่อยดี”
     “ใช่คับ” เด็กชายจรนึกได้
     “งั้นก็น่าจะยังมีคนดีๆ อยู่บ้างใช่มั้ย”
     “อืม…ใช่มั้งคับ”
     “แล้วที่พ่อรู้มานะ ที่นั่นก็มีที่สวยๆ แบบบ้านเรา มีอะไรแปลกๆ
ที่ลูกไม่เคยเห็นให้ลูกดูเยอะแยะไปหมด ลูกต้องตื่นเต้นจนอ้าปากหวอแน่ๆ
เมื่อไปถึง”
     “หู…จริงเหรอคับ” เด็กน้อยชักสนใจ
     เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก มีเรื่องสนุกมายุยั่วหน่อยก็เริ่มคล้อยตาม
แต่เหตุผลที่พ่อแม่ลูกครอบครัวนี้ต้องย้ายมันยิ่งใหญ่กว่านั้น
     “จร…”
     “คับ” จรขานรับ จับความจริงจังในน้ำเสียงของพ่อได้
     “ถึงครอบครัวเราจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่พอย้ายไปแล้ว เราต้อง
ช่วยกันทำให้ที่นั่นน่าอยู่กว่านี้นะลูก พ่อว่าเราช่วยกันได้”
     “คับผม” จรรับคำสนุกสนาน เด็กชายไม่ใคร่เชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนแปลง
อะไรให้ดีขึ้นได้เมื่อฝ่าเท้าย่างไปเหยียบพื้นสังคมที่ฟอนเฟะเละเทะขนาดนั้น
แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีเรื่องสนุกๆ รออยู่อย่างที่พ่อเล่าให้ฟัง เรื่องสนุกที่จะ
ทำให้จรตื่นเต้นจนต้องอ้าปากหวอ

     “จร…จร” เสียงพ่อดังมาจากชั้นล่าง
     “ค้าบ” สายตาละห้อยทอดออกไปเป็นครั้งสุดท้าย กำซาบภาพความ
ร่มรื่นสวยงามของหมู่บ้านกลางหุบเขาก่อนค่อยดึงหน้าต่างไม้สองแผ่น
จนแนบสนิทปิดหากัน แสงแดดหุบหายไป ทิ้งไว้แต่ความมืดสลัว
     จรวิ่งผ่านบ้านมืดทึบว่างเปล่าลงไปชั้นล่าง ฝ่าเท้านุ่มๆ ย่ำย่าง
สัมผัสผ่านพื้นผิวแผ่นไม้ที่คุ้นเคยไปจนถึงประตูหน้าบ้าน
     พ่อกับแม่รออยู่ รอยยิ้มอันอบอุ่นของทั้งคู่ช่วยให้การจำใจจาก
ไม่ยากเกินไปนัก
     “ต้องไปแล้วใช่มั้ยคับ” จรถามเสียงอ่อยทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
     “น่าลูก รับรองสนุก”
     “พ่อกับแม่ก็ไปด้วยนี่จ๊ะ” น้ำเสียงและคำพูดของแม่ช่วยให้จรอุ่นใจขึ้น
     “ไปลูก ขึ้นรถ” พ่อชักชวน ฝ่ามือหนาใหญ่โอบไหล่ลูกชายและภรรยา
ก้าวขาเข้าหารถสามคันที่จอดรออยู่หน้าสนามหญ้า
     รถกระบะสีขาวติดหลังคามิดชิดสามคันที่แบ่งเก็บข้าวของ
ของสามพ่อแม่ลูกไว้ภายในติดเครื่องยนต์รอเรียบร้อยแล้วเมื่อ
พ่อแม่ลูกเดินลัดสนามหญ้าสีเขียวสดหน้าบ้านมาถึง
     พ่อผละไปที่รถคันหลังสุด โน้มตัวเข้าไปจัดอะไรบางอย่างด้านหน้า
รถก่อนจะปิดประตูแล้วเดินกลับมาหาแม่ลูกที่ยืนรออยู่
     “เรียบร้อยมั้ยคะ” แม่ของจรเอ่ยถาม
     “เรียบร้อยจ้ะ ไป ขึ้นรถ ออกเดินทางกัน…”
     ออก…เดินทาง…กัน…สิ้นเสียงพูดของพ่อ จรใจหายวูบ
เนื่องเพราะรู้อยู่ว่าการเดินทางครั้งนี้พ่อแม่ลูกต้องแยกกันไปนั่ง
ในรถคันที่บรรทุกสิ่งของของแต่ละคนไว้
     “รถแต่ละคันมันนั่งได้คนเดียวน่ะจ้ะ ไม่เป็นไรนะ ตอนอยู่บนรถ
ลูกก็นอนหลับให้เต็มอิ่มไปเลย แป๊ปๆ ก็ถึงแล้วก็ได้เจอกัน” แม่เคย
บอกไว้ตอนที่พ่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วจรไม่เข้าใจ
     รถกระบะขาวทั้งสามคันเคลื่อนคลานออกไปช้าๆ จนความเร็วค่อยๆ
เร่งขึ้น ภาพทิวทัศน์แสนสวยแล่นผ่านสายตาเด็กน้อยไปอย่างรวดเร็ว
จรได้แต่หวังว่าภาพความทรงจำดีๆ ที่นี่คงไม่พร่าเลือนเลื่อนหายเหมือน
ภาพนอกกระจกรถในตอนนี้
     รถที่เคยโคลงคลอนบนผิวถนนขรุขระของชนบทเริ่มวิ่งได้นุ่มนั่งได้นิ่มขึ้น
แต่ความคิดของจรยังไม่ค่อยนิ่งนัก เด็กน้อยสงสัยว่าจะได้กลับมาเยือนหรือ
อยู่ที่นี่อีกครั้งในสักวันข้างหน้าหรือไม่ เขายังคงตัดใจจากบรรยากาศดีๆ
ของหมู่บ้านชนบทเบื้องหลังไม่ได้ ไหนจะเรื่องราวแปลกๆ ดีๆ ที่
คุณลุงคุณน้าข้างบ้านสรรหามาเล่าให้ฟังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นอีก
     หนังตาน้อยๆ ค่อยๆ คล้อยเลื่อนลงปิดดวงตาใสสีน้ำตาลเข้ม
ตอนที่เด็กชายจรสงสัยว่าจะได้กลับมาเจอคุณลุง “ยะโฮวาห์” กับ
คุณน้า “สิทธัตถะ” เจ้าของเรื่องเล่าเหล่านั้นอีกครั้งหรือเปล่า…

     จรยังคงหลับตาพริ้ม อิ่มเอมอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนานเมื่อ
ยานพาหนะสีขาวลอยเลื่อนเคลื่อนเข้าใกล้ปากหลุมดำ!
     หลุมดำที่ปลายทางเป็น…มิติคู่ขนานกับด้านนี้!
     “รถขนของ” สีขาวของพ่อและแม่ถูก “WARP MODE” กระชาก
หลุดลิ่วเข้าไปและคงพุ่งพรวดไปโผล่ที่ปลายทางแล้วในตอนนี้
     ในยานพาหนะของเด็กชาย คนขับหายไป แผงไฟด้านหน้ารถสว่างวาบ!
     ถ้าจรลืมตาตื่นขึ้นมาตอนนี้คงรู้ได้ทันทีว่าก่อน “ออกเดินทาง”
พ่อโน้มตัวเข้ามาทำอะไรในรถคันที่เขาต้องนั่งมา หน้าปัทม์แผงไฟ
สีส้มส่องสว่างเป็นรูปร่างตัวอักษรในความมืด

     ปลายทาง : โลกคู่ขนาน
     ชื่อ : จร
     เวลาปลายทางที่ไปถึง : พุธ 9 ตุลาคม คริสตศักราช 1940 พุทธศักราช 2483

     ด้านล่างสุดของพื้นที่หน้าปัทม์ กลุ่มไฟสีเขียวกะพริบ
     “WARP MODE WARMING UP”
     ไฟสีเขียวกะพริบถี่ขึ้น ถี่ขึ้น แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงสดสว่าง
     “WARP MODE START”
     ยานพาหนะสีขาวพุ่งเข้าหลุมดำทันที!

     …“ถึงครอบครัวเราจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่พอย้ายไปแล้ว
เราต้องช่วยกันทำให้ที่นั่นน่าอยู่กว่านี้นะลูก พ่อว่าเราช่วยกันได้”
     “คับผม” จรรับคำสนุกสนาน เด็กชายไม่ใคร่เชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนแปลง
อะไรให้ดีขึ้นได้เมื่อฝ่าเท้าย่างไปเหยียบพื้นสังคมที่ฟอนเฟะเละเทะขนาดนั้น
แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีเรื่องสนุกๆ รออยู่อย่างที่พ่อเล่าให้ฟัง เรื่องสนุก
ที่จะทำให้จรตื่นเต้นจนต้องอ้าปากหวอ…

     วันพุธที่ 9 ตุลาคม คริสตศักราช 1940 พุทธศักราช 2483
เด็กชายจรก็ได้อ้าปากหวอจริงๆ เมื่อเดินทางมาถึง แถมยังแหกปาก
ร้องเสียงหลงอีกด้วย
     เป็นเรื่องปกติที่ WARP MODE อันรุนแรงจะกระชากจรให้มาถึง
ในสภาพที่ไม่เหลืออะไรแม้แต่ความทรงจำ อีกทั้งการเดินทางผ่าน
หลุมดำที่เวลาของมิติสองฝั่งแตกต่างอย่างมหาศาล ทุกอย่างจึง
ผันผวนรวนไถลไปสู่จุดเริ่มต้น
     เพียงแต่สิ่งที่พ่อสอนสั่งยังก้องดังกังวานลั่นอยู่ใน
ซอกหลืบลึกสุดของจิตใจ
     โลกคู่ขนานแห่งนั้นจึงได้รู้จักเด็กชาย “จร” ผู้ที่ขณะเดินทางมา
อยู่ในวัยที่ยังทำได้เพียง “เล่นกับนอน”
     โลกคู่ขนาน…ในเขตแคว้นแดนนั้น…จึงถูกบางสิ่งบางอย่าง
ดลจิตบันดาลใจให้เรียกเด็กชายผู้เพิ่งเดินทางมาถึงว่า
…“John Lennon (จร เล่นนอน)”…

     “…Imagine there’s no countries
      It isn’t hard to do
      Nothing to kill or die for
      And no religion, too

      Imagine all the people
      Livin’ life in peace…” – John Lennon

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: