หลวงพระบาง ตอน 1

“เท้าสี่ข้าง บนทางหมื่นเส้น”
Chapter 1 – หลวงพระบาง / โดย…โรงน้ำชา (7-12/12/2549)

1.
     หลังคนขับรถประจำทางแบบธรรมดาวิ่งหวานเย็น
สายเวียงจันทน์-หลวงพระบางสาวพวงมาลัยซ้ายทีขวาที
อย่างชำนิชำนาญผ่านถนนลาดยางโค้งคอดซึ่งทอดตัว
เลียบเหลี่ยมเขาลูกที่เท่าไหร่เข้าไปแล้วก็ไม่รู้ “ที” หนุ่มหน้าเข้ม
จากเมืองไทยสะลึมสะลือปรือตาที่เริ่มล้าเหนื่อยขึ้นมาด้วยความ
งัวเงียแต่ไม่งุนงง เขายังรู้ตัวว่าตอนนี้ที่แดดอุ่นๆ พุ่งแยงตา ณ เวลา
ประมาณบ่ายสามตามเวลาท้องถิ่นเมืองลาวซึ่งไม่ต่างจากเมืองไทย
ที่จากมา เขาและ “แจน” สาวไทยหน้าหมวยที่สะพายกระเป๋าก้าวเข้า
ดินแดนแห่งนี้ด้วยกันยังคงนั่งหน้ามันตูดเมื่อยอยู่บนรถที่ค่อยๆ
นำทั้งคู่เลื้อยเรื่อยสู่… “หลวงพระบาง”
     และตอนนี้…ทีรู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่เคยเฝ้าติดตามเขาอยู่…หายไปแล้ว!

     ย่ำค่ำวานนี้ ทีและแจน คู่รักประจำแผนก เสียบบัตรเลิกงาน
ตอนเวลาประมาณหกโมง การเดินทางอันยาวนานของเท้าสี่ข้าง
เริ่มขึ้นที่นาทีนั้น เรือด่วนเจ้าพระยาพาหนุ่มสาวทั้งคู่มุ่งสู่ท่าพระอาทิตย์
ก่อนไปรอขึ้นรถบัสปรับอากาศแถวถนนข้าวสารที่มีหน้าที่ส่งทั้งคู่แค่
นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
     ประมาณตีห้าครึ่ง ทีงัวเงียตื่นขึ้นมาบนรถบัสแอร์เย็นฉ่ำที่นั่งมาจาก
ถนนข้าวสารเพื่อพบว่าแจนกำลังนั่งมองไปรอบๆ ด้วยทีท่าแววตา
กระวายกระวนระคนตระหนก
     “อะไรเหรอ” ทีถามอู้อี้ หรี่ตาปรับสภาพ
     “เค้าจอดทำไม” น้ำเสียงเธอเจือความกังวล ทีคิดว่าแจนคงกลัวจะ
ถูกหลอกมาจอดที่เปลี่ยวๆ…แล้วปล้นหรือทำร้าย!
     ทีกวาดตาปรือๆ มองไปรอบๆ สมองแปลงสัญญาณภาพที่เห็น
เป็นความคิด
     “เออ…มันก็น่ากลัวอยู่หรอก ทางเปลี่ยว มืด จนแทบไม่มีทางรู้ว่านี่มันที่ไหน
แต่ถ้าจะปล้นหรือทำร้ายกันจริงๆ เราสองคนและนักเดินทางทั้งฝรั่งทั้งเอเชีย
สิบกว่าคนบนรถคันนี้คงรวมพลังตีนปกป้องตัวเองกันได้บ้างล่ะน่า”
     เส้นประสาทควบคุมความง่วงคงกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมความกังวล
อยู่หนักพอสมควร ทีจึงไม่ได้กังวลหรือตกใจไปกับแจนด้วย
     “คนขับง่วงแล้วแวะหลับมั้ง หรือไม่ก็ถึงหนองคายแล้วแต่สะพานหรือด่าน
ยังไม่เปิดเลยจอดรอก่อน” ทีปลอบ เพราะตอนนี้เพิ่งตีห้าครึ่ง แต่แจนยังไม่สงบ
ทีเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวให้มากขึ้นเพื่อหาเหตุผลให้แจนสบายใจ
     สายตาทีปะทะกับป้ายใหญ่ๆ ในเงามืด “เรือนริมน้ำ” ทีรู้ทันทีว่าเขายังอยู่ใน
ประเทศไทย และลักษณะของ “เรือนริมน้ำ” นี้ก็ดูคล้ายๆ ร้านอาหารสักแห่ง
     แสงไฟหน้ารถสาดสวนเข้ามาทางด้านหน้ารถบัส ทีเพ่งตามองสวนแสง
ออกไป…รถสามล้อ…
     “ถึงหนองคายแล้วละมั้ง นอนต่อเหอะ” ทีขยับผ้าห่มคลี่คลุมกายอีกครั้ง

     ประมาณหกโมงกว่าๆ เรื่องจึงแดงขึ้นเมื่อผู้โดยสารทั้งรถพร้อมพาสปอร์ต
ถูกเชิญลงสู่ “เรือนริมน้ำ” ร้านอาหารใหญ่ริมแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดหนองคาย
ที่สามารถมองเห็นสะพานมิตรภาพไทยลาวอย่างชัดเจนจากระเบียงริมแม่น้ำ
     “ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” ทีหัวเราะร่าระหว่างแซวเรื่องนี้ แจนรู้สึกเสียฟอร์มเล็กน้อย
แต่ก็อดอมยิ้มกับความตื่นตูมของตัวเองไม่ได้
     แม่น้ำโขงยามเช้าตรู่ถูกปกคลุมด้วยผืนหมอกขาวบางเบา เรือชาวบ้าน
ริมตลิ่งลอยเหงาๆ ออกจากฝั่ง อากาศเย็นสบายลอยละเลียดผิว ท้องฟ้า
ถูกแดดระบายให้เป็นสีชมพูอ่อนๆ นักเดินทางทุกคนจรดปากกากรอก
เอกสารต่างๆ ที่ต้องใช้ข้ามพรมแดน
     นาทีนั้นเองที่ทีรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังเฝ้าติดตาม! แต่มองจนรอบ
ก็ยังไม่มีสิ่งใดให้เห็น!

     การเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาวดำเนินไปโดยสวัสดิภาพ
หลังจากเปลี่ยนเป็นรถบัสไม่ปรับอากาศของฝั่งลาวที่รับทุกคนไป
ส่งยัง “น้ำพุ” ซึ่งอยู่ส่วนไหนไม่รู้ของนครหลวงเวียงจันทน์แล้ว…
     ต่อจากนี้…ทีและแจน คู่รักนักเดินทางจากสยามประเทศต้อง
รับผิดชอบชีวิตและดูแลกันและกันไปให้ถึงปลายทาง…หลวงพระบาง

     รถที่สามารถพาทั้งคู่สู่หลวงพระบางจอดสงบนิ่งอยู่ที่ท่ารถสายเหนือ
รถวีไอพีคันสุดท้ายเพิ่งทิ้งฝุ่นแดงๆ ใส่หน้าตอนทีและแจนนั่งสามล้อตุ๊กตุ๊ก
เข้ามาถึงท่ารถ รถสายหลวงพระบางที่เหลืออยู่เป็นเที่ยวสุดท้ายของวันนี้
และเป็นแบบธรรมดา ซึ่งจะออกเดินทางตอน “สิบโมงครึ่ง” ตามคำบอก
ของ “คนขับ”
     ราคาค่า “ปี้โดยสาร” หรือตั๋วรถในภาษาลาว คนละเก้าหมื่นกีบ
ถือว่าไม่ถูกไม่แพงสำหรับระยะทางที่ทอดตัวยาวไกลอยู่ข้างหน้า
     “ก็ดีเหมือนกันเว้ย” ทีคิด “นั่งแบบธรรมดาสุดๆ จะได้สัมผัสว่า
คนที่นี่เค้าใช้ชีวิตกันยังไง รายทางก็คงมีนู่นนี่ให้ดูเยอะแยะ”
     หลังจากผุดลุกผุดนั่งเดินขึ้นเดินลงรถประจำทาง ใช้เงินไทยสองพันบาท
แลกเงินกีบฟ่อนใหญ่ฟ่อนแรกในชีวิตจากกระเป๋ารถหญิงที่กำลังท้อง
เพื่อความสะดวกในการจับจ่ายเนื่องจากหากทั้งคู่ใช้เงินไทย เงินทอนที่ได้จะ
เป็นเงินกีบซึ่งทำให้มึนกะโหลกปวดกบาลในการคำนวณความถูกต้องแล้ว
     เป็นเวลา “สิบเอ็ดโมงครึ่ง” ล้อรถประจำทางถึงเริ่มหมุนพาทีและแจน
เคลื่อนตัวออกจากท่ารถสายเหนือสู่ดินแดนลาวอันกว้างใหญ่และ
น่าตื่นเต้น…ตื่นตา…ตื่นใจ…

     ทีควักโทรศัพท์มือถือไร้สัญญาณขึ้นมาดูเวลา หกชั่วโมงครึ่งแล้ว
ที่เขาและแจนอยู่บนรถประจำทางไม่ปรับอากาศหวานเย็น บรรยากาศ
ยามหกโมงเริ่มเย็น ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยลอยหลบลงต่ำ
ระบายผืนฟ้าเป็นสีส้มอมแดงสวยงาม บรรยากาศกลางขุนเขาแดนลาว
คงดีกว่านี้…ถ้าทั้งคู่เพิ่งนั่งรถมาได้สองชั่วโมง!
     “แม่งโคตรนานเลยว่ะ” ทีบ่นลอยๆ อารมณ์ยังไม่ถึงกับบ่จอย
แต่เซ็งๆ กับการนั่งรถเอื่อยๆ นานๆ ผ่านทิวทัศน์ซ้ำๆ
     “เมื่อ…หร่าย…จา…ถึง…เนี่ย…อ่า…า…” แจนโอดบ้าง
     รถคลานเข้าข้างทาง ปล่อยผู้โดยสารลงปลดทุกข์อีกครั้ง ทีและแจน
ไม่คุ้นเคยกับวิธีแบบนี้รวมทั้งไม่ได้ปวดฉี่อะไรมากมาย จึงนั่งรอหงุ่ยๆ
อยู่บนรถ
     ผู้โดยสารชาวลาวทยอยลงไปจับจองพื้นที่ข้างทางซึ่งเป็นกอหญ้า
พงไม้ ไม่ก็เนินดินเตี้ยๆ ผู้ชายยืน ผู้หญิงนั่งใช้ซิ่นคลุม ไม่ไกลห่างกัน
มากนัก ปลดทุกข์พร้อมโอ้เอ้ๆ กันอยู่ประมาณสิบนาที รถจึงออกตัว
เดินหน้าต่อไป

     สามทุ่มห้าสิบห้านาที นอกรถมืดสนิท อากาศหนาวเย็น
ทีและแจนนั่งผ่านหมู่บ้านไร้แสงไฟที่หน้าตาบ้านช่องมุงสานง่ายๆ
ดูคล้ายๆ กันมาแล้วจำนวนนับไม่ถ้วน ชะเง้อคอเพ่งตาดู
หลักกิโลฯ หัวแดงจนนับไม่ถูก นอนๆ ตื่นๆ จนนับงีบไม่ได้
แล้วรถก็จอดส่งคนรายทาง…อีกครั้ง
     “ใกล้ถึงหลวงพระบางยังครับพี่ หลวงพระบาง…ใกล้ยัง”
ทีถามคนขับช้าๆ อีกครั้ง หลังจากที่ถามผู้โดยสารท้องถิ่น
คนนู้นคนนี้มาแล้วครั้งสองครั้งตลอดการเดินทาง
     “สองนาที” ภาษาไทยสำเนียงลาวแท้ๆ หลุดเป็นคำตอบ
ออกมาจากปากคนขับ
     “สองนาที โอ้…” ทีทวนคำตอบตื่นเต้น
     “เฮ้ย…อำกันป่าววะเนี่ย” แจนแอบบ่นลับหลัง ไม่ค่อยอยาก
จะเชื่อหลังจากดีใจเก้อมาหลายที
     ประมาณสี่ทุ่ม รถที่ผ่านการเดินทางมาแล้วเหยียบสิบเอ็ดชั่วโมง
ก็เคลื่อนตัวเข้าหากลุ่มแสงไฟของเขตชุมชน ก่อนไปหยุดจอดที่ท่ารถ
แห่งหนึ่ง
     “ถึงแล้วครับ…หลวงพระบาง” คนรถส่งเสียงบอกผู้โดยสารทุกคน
ทีกับแจนรู้สึกตื่นเต้นตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง!
     ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงหลวงพระบาง…ซะที

     ทีและแจนแชร์ค่าสามล้อกับเควินและแอรอน คู่รักนักเดินทาง
ชาวอเมริกัน พร้อมนักเดินทางสาวๆ ชาวไทยอีกสี่ห้าคน จนมาถึง
ตัวเมืองหลวงพระบางชั้นใน
     หลวงพระบางยามสี่ทุ่มครึ่งยังไม่มืดสนิทด้วยแสงไฟ
จาก “เฮือนพัก” หรือเกสท์เฮ้าส์ และไฟถนนเหลืองอร่าม
บรรยากาศเย็นเยียบเงียบสงบ
     หลังจากได้ยินคำว่า “เต็ม” ในสำเนียงลาวจากคนดูแลเฮือนพัก
สี่ห้าที่ สุดท้ายทีและแจนก็ถูกหญิงสาวและคุณป้าชาวหลวงพระบาง
บนอานมอเตอร์ไซค์ใช้น้ำเสียงและคำพูดอันจริงใจเชิญชวนสู่ฐานที่มั่น
สำหรับสามค่ำคืนในเมืองมรดกโลกแห่งนี้ที่ “เฮือนพักนกน้อย”
     หนึ่งแสนหกหมื่นกีบหลังต่อรองแล้วสำหรับการเหมาห้องพัก
สามคืนนับเป็นเงื่อนไขที่ไม่เลวนักสำหรับหนุ่มสาวทั้งคู่ คิดเป็น
เงินบาทก็ตกคืนละประมาณสองร้อยนิดๆ
     เฮือนพักนกน้อยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ขนาดสองชั้นของชาวบ้าน
หลวงพระบางแท้ๆ ที่แบ่งห้องให้เช่าเป็นเกสท์เฮ้าส์ มีห้องน้ำและ
ห้องส้วมส่วนรวมอยู่แถวๆ บันไดขึ้นชั้นสอง แต่ห้องที่ทีและแจน
ได้เข้าพักมีห้องน้ำส่วนตัว ซึ่งดูดีใช้ได้ในระดับชาวบ้าน
     “พักที่ง่ายๆ แบบนี้ดีเหมือนกันเนอะ เหมือนมาอาศัยบ้าน
ชาวบ้านอยู่” ทีบอกแจนตอนที่ทั้งคู่ย้ายตัวและสิ่งของเข้าห้อง
เรียบร้อยแล้ว
     “อื้อ…แบบนี้แหละดี ก็อยู่ได้แล้ว ราคาก็โอเค ไม่เห็นต้อง
พักที่แพงๆ หรูๆ เลย” ท่าทางแจนจะพอใจกับสภาพที่พัก
พอสมควรแม้จะไม่มีแอร์ ซึ่งไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ในสภาพ
อากาศแบบนี้
     อาบน้ำชำระเหงื่อไคลที่ติดตัวมาตลอดการเดินทาง
สองวันเต็มๆ แล้ว ทีจึงออกมาคุยกับ “ตุ้ย” หนุ่มลาว
ผิวขาวสะอ้านผู้ดูแลเฮือนพักนกน้อย ปล่อยให้แจน
อาบน้ำแต่งตัวอยู่ภายในห้องพัก
     ทีตั้งใจจะมาถามตุ้ยว่าเขาพอจะหาอะไรกินได้หรือเปล่าใน
หลวงพระบางช่วงใกล้เที่ยงคืนแบบนี้ ความหิวเริ่มเข้าคุกคาม
เพราะทีและแจนไม่ค่อยได้กินอะไรกันมากนักระหว่างการเดินทาง
     แม้ความเป็นไปได้จะดูริบหรี่ แต่ทีก็แอบหวังเล็กๆ ว่า
เมืองท่องเที่ยวอย่างหลวงพระบางอาจจะมี…เซเว่น-อีเลฟเว่น
     “ไม่ค่อยมีอะไรกินแล้วละครับ มีก็นิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่น่า
จะมีแล้วหละ” ตุ้ยตอบด้วยสำเนียงลาวแสนสุภาพ
     ความหวังถึงเซเว่น-อีเลฟเว่นพังครืน หลวงพระบาง
ช่างเก็บรักษาขนบเดิมๆ ทุกอย่างเอาไว้อย่างดีจริงๆ
     ทีถอดใจจากความคิดที่จะหาอะไรใส่ท้อง รวมทั้งความคิด
ตะลุยเที่ยวผับบาร์ยามราตรีของหลวงพระบางในคืนนี้ก็คง
ลำบากเพราะเกือบทุกที่จะปิดประมาณเที่ยงคืน การนอน
พักผ่อนเอาแรงในค่ำคืนแรกเพื่อตักบาตรข้าวเหนียวในเช้ามืด
วันต่อไปจึงน่าจะจำเป็นกว่า
     ทีจึงถามถึงทางไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ไว้ล่วงหน้า
     “ทางนี้ครับ ดูแผนที่ตรงนี้ดีกว่า” ตุ้ยชี้ชวนทีเดินมายังแผนที่
เมืองหลวงพระบางแผ่นเก่าสีซีดตุ่นที่แปะติดไว้บนผนัง หลังจาก
ชี้มือชี้ไม้อธิบายทิศโน้นทิศนี้อยู่สักพัก
     “แต่ละที่มันไม่ห่างกันขนาดนี้ใช่มั้ยครับเนี่ย ในแผนที่นี่
ดูไกลจัง” ทีสงสัยเพราะดูในแผนที่กับฟังจากคำบอกเล่า
ของตุ้ยแล้วระยะทางมันดูไม่เท่ากัน
     “ไม่ไกลครับ อยู่แถวๆ นี้แหละ เช่าจักรยานปั่นไปก็ได้”
     ทีและแจนพอรู้ทิศทางและจุดหมายคร่าวๆ ของวันพรุ่งนี้แล้ว
ก่อนเข้านอนทั้งคู่ตั้งโทรศัพท์มือถือให้ส่งเสียงปลุกตอนตีห้าเพื่อ
ล้างหน้าล้างตาไปตักบาตรข้าวเหนียวอันเป็นกิจกรรมเลื่องชื่อ
ของหลวงพระบาง
     “LAO GSM” หน้าจอมือถือของทีบอกเครือข่ายโทรศัพท์
ที่ใช้งานอยู่ตอนนี้ สัญญาณเต็ม ทีลองกดโทรศัพท์กลับเมืองไทย…
     “ขออภัย…บ่มีเลขหมายที่ท่านเอิ้น” เสียงหวานๆ แสนสุภาพ
ของสาวลาวเปล่งออกมาจากหูโทรศัพท์
     “เฮ้ยๆ แจน ฟังนี่ดิ! โคตรเจ๋งเลยว่ะ!” ทีร้องเรียกแฟนสาว
แล้วกดเบอร์เดิมอีกที
     “ขออภัย…บ่มีเลขหมายที่ท่านเอิ้น”
     “อุ๊ย! น่ารัก! น่ารักมากเลย! ชอบ” แจนยิ้มชื่นชมชอบใจ
     ทีหัวเราะไปกับแจนทั้งๆ ที่รู้สึกว่ากำลังถูกบางสิ่งบางอย่าง
ที่มองไม่เห็นเฝ้าติดตามอีกครั้งหลังจากที่มันหายไปพักใหญ่
เขาตัดสินใจไม่คิดถึงมัน เวลามีน้อยและเขาควรใช้มันกับแจน
และหลวงพระบางให้มากที่สุด…
     (อ่านต่อตอน 2)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: