หลวงพระบาง ตอน 2

2. (ต่อจากตอน 1)
     คืนแรกในห้องนอนของเฮือนพักนกน้อยที่
ไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงขนาดสำหรับสองคน
โต๊ะและเก้าอี้เขียนหนังสือเล็กๆ เตี้ยๆ ทำง่ายๆ
จากไม้ และพัดลมติดผนัง ผ่านพ้นไปอย่างแสนสบาย
ทีถูกปลุกออกมาจากผ้านวมอุ่นหนาด้วยเสียง
สะเทือนโสตจากโทรศัพท์มือถือ
     เขารีบลุกมากดปิดเสียงด้วยกลัวว่าจะดัง
เล็ดรอดไปกระแทกหูแขกห้องอื่นเข้า แล้วซุกตัว
เข้าผ้านวมต่อ ก่อนที่แจนจะยันกายพาตัวเอง
ไปล้างหน้าแปรงฟัน
     “อย่าจากฉานไป ได้ม้า…ย อย่าปล่อยฉานไว้
ให้อยู่ลำพัง…” เสียงแหบๆ ของเพลงไทยสตริง
สมัยนานนมมาแล้วแว่วลอยเข้าหูทีตอนเดินออก
จากห้องน้ำหลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ
     นอกจากเสียงเพลงแล้ว ทียังได้ยินเสียงแจน
ถามไถ่ตุ้ยเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดังมา
จากด้านนอก
     ทีจัดผมเผ้าลวกๆ ยัดกระเป๋าตังค์ลงกระเป๋ากล้อง
แล้วสะพายเฉียงพาดบ่า เดินออกมาสมทบในชุดนอน
เสื้อกล้ามกางเกงเล
     ทีออกจากห้องมาก็เห็นแจนคุยกับตุ้ยอยู่แล้วใน
ล็อบบี้…ล็อบบี้ที่ดูเหมือนห้องรับแขกเล็กๆ ของบ้าน
ชนบทสักหลัง
     ล็อบบี้ของเฮือนพักนกน้อยประกอบด้วยโซฟายาว
หนึ่งตัววางชิดติดผนัง โซฟาแบบอาร์มแชร์อีกหนึ่งตัว
ตั้งติดกัน พร้อมโต๊ะกลางที่ตะกร้าใส่กล้วยหอมมี
รอยช้ำๆ นิดหน่อยวางเด่นรอให้หยิบชิม ถัดจาก
ชุดเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ เหล่านี้ก็เป็นทีวีจอนูนเก่าๆ
ชุดรับสัญญาณเคเบิ้ล และเครื่องเล่นวีซีดีที่ตอนนี้
กำลังทำหน้าที่บรรเลงเพลงไทยให้นักเดินทางฟัง
รับอรุณ
     “สบายดี” ตุ้ยทักทายทียิ้มแย้มเมื่อเห็นเขา
เดินออกมาจากห้องพัก
     “หวัดดีครับ” ทียิ้ม ทักทายตอบด้วยคำไทย
เขายังไม่ค่อยคุ้นปากกับการทักทายด้วยการบอก
คนอื่นว่า “สบายดี” อันเป็นคำทักทายที่ชาวลาวใช้
ทักกันเป็นเรื่องปกติ
     “ถามที่ไปเที่ยวอยู่เหรอ” ทีเอ่ยถามแจน
     “อืม ตุ้ยบอกว่าพระจะมาตอนประมาณหกโมง
เดี๋ยวออกไปซื้อข้าวเหนียวข้างหน้าเนี่ย”
     ตีห้าห้าสิบนาทีทั้งคู่ก็มาถึงริมถนนที่ขบวนพระสงฆ์
จะเดินบิณฑบาตผ่าน ซึ่งห่างจากเฮือนพักนกน้อยไม่ถึง
สองร้อยเมตรและใช้เวลาเดินไม่ถึงห้านาที!
     หลังยืนมองดูบรรยากาศโดยรอบที่เงียบราวกับ
มีเพียงทีและแจนเท่านั้นที่แหกขี้ตาขึ้นมาใส่บาตร
แม่ค้าก็เดินเข้ามาหาพร้อมหาบ เสนอขายชุดใส่บาตร
ให้ทีและแจนในราคาเงินไทยชุดละร้อย ซึ่งประกอบด้วย
ข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊บน้อยๆ และข้าวต้มมัด
อีกหนึ่งถาด แถมเสื่อให้ปูนั่งใส่บาตรริมถนน
พร้อมสรรพ
     อากาศช่วงใกล้หกโมงเช้าหนาวเย็นพอให้เส้นขนที่
เรียงตัวบนเรียวแขนลุกซู่ชูชัน หมอกขาวยามใกล้เช้า
โรยตัวคลี่คลุมถนนหนทางเป็นม่านบางๆ กลางแสง
ไฟถนนสีเหลืองสลัว ขับภาพเมืองหลวงพระบางยามนี้
ให้ดูเงียบสงบ…สวยงามอย่างเป็นสุข
     หกโมงเกือบสิบนาที ทีและแจนจึงได้เห็นขบวนพระสงฆ์
ห่มจีวรเหลืองอมส้มเดินเรียงแถวเป็นระเบียบเลียบมา
บนทางเท้า ทั้งคู่เตรียมพร้อม ทีช้อนกล้องถ่ายรูป
Pentax K1000 รุ่นโบราณใช้ฟิล์มระบบแมนวล
ขึ้นมาจากกระเป๋า แจนเตรียมกระติ๊บข้าวเหนียวและ
ถาดข้าวต้มมัด
     พระสงฆ์ลาวเปิดบาตรรับข้าวเหนียวและของแห้ง
จากชาวบ้านก่อนหน้าแจนอย่างคล่องแคล่ว ทำให้แจน
ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อพระสงฆ์เคลื่อนแถวใกล้เข้ามา
     แจนปั้นข้าวเหนียวร้อนๆ แทบไม่ทันในขณะที่พระสงฆ์
เดินผ่านไปทีละรูปอย่างรวดเร็ว ปั้นก้อนใหญ่เล็กแค่ไหน
ไม่สำคัญ ขอให้ใส่ทันเป็นพอ ในขณะที่ทีพาตัวเองไปยืน
ส่องกล้องอยู่บนพื้นถนนพร้อมรัวชัตเตอร์อย่างรวดเร็ว
เช่นกัน
     พระสงฆ์บิณฑบาตผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งแถว
แถวถัดมาจึงเป็นตาของทีที่ต้องมาใส่บาตรบ้าง
โดยที่แจนกลายเป็นคนหิ้วกล้องดิจิตอลตัวจิ๋ว
ออกไปยืนยิงภาพจากขอบถนน
     ทีก้มหน้าก้มตาปั้นข้าวเหนียวใส่บาตร
มือเป็นระวิงด้วยความตื่นเต้นบ้าง ในขณะที่
แจนก็สับนิ้วลงบนปุ่มชัตเตอร์จนแทบจะจับภาพ
พระสงฆ์ได้ทุกรูปที่เดินผ่านไป
     ทีและแจนรู้ว่ากิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียว
ของเช้ามืดวันแรกในหลวงพระบางเสร็จสิ้นลง
เมื่อพระสงฆ์แถวที่สามผ่านพ้นไป ชาวบ้านเริ่ม
เก็บเสื่อและม้านั่งเตี้ยๆ แยกย้ายกลับบ้าน
     ข้าวเหนียวในกระติ๊บยังเหลืออยู่ก้อนใหญ่
ทั้งคู่คืนอุปกรณ์ตักบาตรทั้งหมดให้ป้าแม่ค้า
แล้วมุ่งหน้าสู่ตลาดเช้า

     บรรยากาศตลาดเช้าหนาวและคึกคัก
ของที่ขายส่วนใหญ่เป็นอาหารและของสด
หน้าตาแปลกๆ
     “นี่เนื้ออะไรครับ” ทีเอ่ยถามแม่ค้า ชี้เนื้อสัตว์
ชิ้นหนาหน้าตาคล้ายเนื้อปลาที่ถูกแล่วางหรา
แบกะกินอยู่สี่ห้าชิ้น หลังจากที่เดินผ่านแม่ค้าเจ้านี้
เป็นรอบที่สอง
     “เนื้องูเหลือม”
     “งูเหลือม!” ทีทวนคำด้วยความตื่นตะลึงตึงตึง
     “แล้วอันนั้นล่ะครับ” ทีชี้สัตว์อีกตัวที่ยังไม่ถูก
สับหรือแล่ นอนหลับตาสงบนิ่ง ตัวโกร๋นไร้เส้นขน
     “เม่น”
     ทีและแจนตกใจอีกครั้ง และตามมาอีกหลายครั้ง
หลังได้เห็นงู แมว กา และอีกสรรพสัตว์ที่นอนตาย
พร้อมขาย
     ทั้งคู่กลับมาถึงเฮือนพักนกน้อยพร้อมอาหาร
จากตลาดเช้าที่ประกอบด้วยหมี่ผัดจืดๆ ในห่อใบตอง
ขนมคล้ายๆ ถั่วแปบแบบทอดออกรสเค็มนิดๆ
และข้าวจี่ข้าวเหนียวแบนๆ ทาเคลือบด้วย “แจ่วบอง”
ที่ให้รสชาติอร่อยกว่าข้าวจี่ที่เมืองไทยแบบไม่เห็นฝุ่น
     ทีเปิดทีวีที่ล็อบบี้ดูแกล้มมื้อเช้า พิธีกรชายสอง
หญิงหนึ่งแห่ง “เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์” ส่งสำเนียง
เจื้อยแจ้วจนบางเสี้ยวเวลาทีก็เคลิ้มไปว่ากำลังนั่งอยู่
ในห้องรับแขกของบ้านชาวบ้านสักหลังแถบชนบท
ของเมืองไทย
     ฟาดมื้อเช้าและพาร่างกายรับสายน้ำอุ่นๆ จาก
เครื่องทำน้ำอุ่นที่ช่วยคลายหนาวได้ดีแล้ว
ทีและแจนก็เริ่มต้นการเดินทางในหลวงพระบาง
ด้วยการเช่ารถ “จักรยาน แอล เอ“ รุ่นแม่บ้านหนึ่งคัน
เหวี่ยงหนังสือ “Trips Magazine” ฉบับ “ลาวเหนือ”
คัมภีร์ท่องเที่ยวเพียงเล่มเดียวที่ติดกระเป๋ามาจากเมืองไทย
ลงตะกร้าหน้ารถ ผลัดกันปั่น สลับกันซ้อน ช่วยกันเข็น
ขึ้นเนินเขา พลิกหน้าหนังสือหาสถานที่ท่องเที่ยว
ที่ไม่ไกลเกินกว่าสองล้อสี่ขาจะสามารถพาไปได้
     หลังปั่นไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งหลวงพระบางที่คราคร่ำ
ไปด้วยนักท่องเที่ยว ควักเงินกีบคนละหนึ่งหมื่นเป็นค่าเข้า
เสพซึมศิลปะลาวแท้ที่งามงดชดช้อยน่าชื่นชมของวัดเชียงทอง
วัดชื่อดังทรงคุณค่าที่สุดแห่งหลวงพระบางแล้ว
ร้าน “เฝอ” ริมถนนก็กลายเป็นสถานที่ฝากท้อง
ในมื้อเที่ยงแดดเปรี้ยง
     “ข้าวซอยหมูครับ” “เฝอหมูค่ะ” ทั้งคู่สั่งหลังคนขาย
ไล่เรียงรายการอาหารให้ฟัง
     ข้าวซอยและเฝอที่จืดจนต้องปรุงเยอะพอสมควร
ก็พอกินได้ในยามที่คนทั้งสองเหนื่อยและหิวจากการ
ปั่นจักรยานท่องเที่ยวมาตลอดช่วงเช้า
     ทีและแจนใช้เวลาช่วงบ่ายปั่นจักรยานสูดซับ
กลิ่นอายและลมหายใจของหลวงพระบางทุกซอกมุม
ก่อนกลับไปนอนพักเอาแรงที่เฮือนพักนกน้อยเพื่อ
ตื่นขึ้นมามุ่งหน้าสู่เป้าหมายสุดท้ายในยามเย็น
ที่ที่ใครหลายๆ คนเคยกล่าวไว้ว่า “มาหลวงพระบาง
ถ้าบ่ได้ขึ้นที่นี่ ก็เท่ากับว่าบ่ได้มาหลวงพระบาง”
     ที่นั่นคือ…พูสี!
     พูสีเป็นภูเขาสูงประมาณร้อยห้าสิบเมตร
ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองหลวงพระบาง
ต้นไม้น้อยใหญ่ในป่าศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ
ของชาวบ้านแห่งนี้สยายใบให้ร่มเงาคลี่คลุม
บันไดซีเมนต์ที่ทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขา
     ธนบัตรลาวสองหมื่นกีบสำหรับค่าขึ้นชื่นชมพูสี
ของทั้งคู่เปลี่ยนที่อยู่สู่มือเจ้าหน้าที่ชาวลาวในป้อม
ตรงเกือบครึ่งทางก่อนขึ้นสู่ยอดพู ทีและแจนหยุดพัก
อย่างหอบโยน แม้ไม่สูงเท่าไหร่แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกหายใจ
ไม่ค่อยจะทัน เก็บเรี่ยวเกี่ยวแรงกันไม่นานก็กัดฟันดั้นด้น
ขึ้นต่อไปเพื่อให้ทันดูพระอาทิตย์ตกจากจุดที่ดีที่สุด
สวยที่สุด ของเมืองหลวงพระบาง
     เมื่อขึ้นมาถึงยอดด้วยอาการหอบแบบไม่อายคนแก่
พระธาตุพูสีสีทองเหลืองอร่ามที่ตั้งตระหง่านสะท้อน
แดดยามเย็นอยู่บนยอดพูสีแลดูสวยงามอย่างน่าพิศวง
ก็ปรากฏแก่สายตาหนุ่มสาวชาวไทยทั้งคู่ อีกทั้งทิวทัศน์
ที่มองเห็นหลวงพระบางจากมุมสูงได้โดยรอบก็ไม่ชวนให้ผิดหวัง
ทีและแจนกดชัตเตอร์กล้องทั้งสองตัวด้วยความเพลิดเพลิน
กลุ่มหมอกและควันขาวลอยกระจายเป็นหย่อมๆ ออกมาทั้ง
จากตัวเมืองและหุบเขา นักท่องเที่ยวทยอยขึ้นมาจนเริ่ม
เรียกได้ว่าแออัด
     ทีและแจนรวมทั้งนักท่องเที่ยวอีกหลายชีวิตเริ่ม
เขยิบขยับจับจองพื้นที่เพื่อยิงภาพตะวันตกในแผ่นดินลาว
ที่กำลังลอยลับเหลี่ยมเขา ใช้เวลาเพียงไม่นาน
ช่วงเวลาที่ทุกคนดั้นด้นขึ้นมาเฝ้าชมก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ดวงตะวันลอยลาโลกไปตรงหลังเขา ทิ้งร่องรอยไว้เป็น
ผืนฟ้าแดงก่ำให้ทีและแจนยืนดื่มด่ำความสวยงามจาก
ยอดพูอยู่ต่อไป
     ท้องฟ้าเริ่มมืด อากาศเริ่มเย็น ทีและแจนลงจากยอดพูสี
เพื่อปั่นจักรยานไปคืนร้านเช่า ก่อนจะกลับไปตั้งหลักที่เฮือนพัก
เตรียมลุย “ตลาดมืด” อันลือชื่อแห่งหลวงพระบาง
     แตกต่างจากตลาดมืดทั่วไป ตลาดมืดที่หลวงพระบาง
เต็มไปด้วยสินค้าไม่ผิดกฏหมายวางเรียงรายเต็มถนน
ชื่อ “ตลาดมืด” มาจากการเริ่มปิดถนนตั้งร้านเมื่อฟ้ามืด
ปูผ้ากางแผงแบกะดินริมสองฝั่งรวมทั้งแนวยาวกึ่งกลางถนน
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ตรงข้ามทางขึ้นพูสี ของที่ขายมีหลากหลาย
ตั้งแต่ผ้าลาว เสื้อผ้าพื้นบ้านลาว กางเกงเลผ้าลาว
ตุ๊กตาผ้าปักหน้าตาแปลกๆ แต่น่ารักอย่างประหลาด ไม้แกะสลัก
กระเป๋าปัก ภาพวาดวิถีชีวิตชาวลาว กล้องสูบฝิ่น ชา กาแฟ
โคมไฟ ไปจนกระทั่งสินค้าของฝากยอดฮิตอย่างเสื้อยืด
สกรีนลาย “ลาวๆ” ที่เท่สุดๆ หลายสิบลาย
     ทีและแจนเดินสำรวจสินค้าตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด
ทั้งสองฝั่ง หมายตาสินค้าของฝากไว้หลายชิ้น ก่อนจะไป
ปักหลักตัก “บุฟเฟ่ต์มังสวิรัติ” จากรถเข็นข้างถนนแถวๆ
ตลาดมืดเป็นมื้อค่ำ
     แจนรู้ตั้งแต่ก่อนมาว่าบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติเป็นอีกหนึ่งสิ่ง
ที่มาถึงหลวงพระบางแล้วไม่ควรพลาด หลังจากจ่ายไป
จานละห้าพันกีบ เส้นแป้ง ผัก ธัญพืชนานาชนิดที่กองพูน
อยู่ในสองจาน ก็กำลังรอให้ทีและแจนจ้วงจิ้มไปลิ้มลอง
     “จืดสนิท!” ทั้งคู่พูดออกมาแทบจะพร้อมกัน
ซอสแม็กกี้ขวดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะจึงกลายเป็น
เครื่องปรุงรสช่วยชีวิตที่ทำให้พอกินได้อย่างมีรสชาติ
     ระหว่างเพลิดเพลินกับพืชผักธัญญาหารที่ค่อยๆ พร่องลงไป
สายตาของทีเหลือบเห็นใบปลิวเล็กๆ สองสามใบบนโต๊ะ
เขาหยิบขึ้นมาแล้วพบว่า…มันเป็นใบปลิวภาษาอังกฤษ
     “เฮ้ยๆ ดูดิ น่าสนป่ะ” ทียื่นใบปลิวให้แจนดูพร้อมถามความเห็น
     แจนรับใบปลิวมาดู เป็นโฆษณาผับบาร์สองสามแห่งที่ไม่น่า
จะไกลนัก
     “น่าสนเนอะ อยากลองเที่ยวผับลาวดูว่าเป็นยังไง” ทีเอา
ใบปลิวใบหนึ่งมาดู
     “อยากกินเหล้าอีกล่ะสิ” แจนเหลือบมองที ยิ้มเหมือนรู้ทัน
     “ไม่ใช่” ทีพูดกลั้วหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็อยากรู้…
ว่าผับที่นี่จะต่างจากที่กรุงเทพฯ รึเปล่าไง วู้…”
     “ไปสิ เดี๋ยวลองไปดูกัน” แจนก็คิดว่ามาแล้วก็น่าจะลอง
ไปดูเหมือนกัน
     ทีพินิจใบปลิวอยู่สักพัก
     “ผับพวกนี้มันของคนลาวรึป่าววะ หรือพวกฝรั่ง
แม่งมาเปิดเนี่ยะ”
     “ทำไมอ่ะ”
     “เนี่ย ดูดิ” ทีชี้ที่จุดหนึ่งบนใบปลิวขาวดำ
     “Drink like a fish, pay at the price of water!” ส่วนหนึ่ง
ของใบปลิวว่าไว้
     “มันสำนวนฝรั่งอ่ะ ไม่ได้ดูถูกนะ แต่ถ้าเป็นของ
คนลาวมันคงตรงๆ ซื่อๆ กว่านี้ ไม่น่าจะเล่นคำ
สำบัดสำนวนซับซ้อนขนาดนี้”
     “อืม เออเนอะ” แจนดูแล้วก็คิดเห็นคล้ายๆ กัน
     “ลองไปดูเดี๋ยวก็รู้” ทีว่า แล้วทั้งคู่ก็จัดการบุฟเฟ่ต์
ทั้งสองจานเสร็จพอดี
     เพื่อย่อยบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติทื่อืดอัดยัดอยู่เต็มท้อง
ทีและแจนจึงจูงมือกันเดินวนตลาดมืดอีกรอบก่อนจะ
เดินต่อไปหาเครื่องดื่มเพิ่มความกึ่มที่ย่านผับตามแผนที่
บนใบปลิว
     เดินไปเดินมาจนดูท่าทางว่าจะไม่เจอ
ทั้งคู่จึงลองถามเส้นทางจากเด็กวัยรุ่นที่น่าจะรู้จัก
แหล่งบันเทิงแบบนี้ดี
     ผิดคาด แทบไม่มีใครรู้ว่าผับบาร์พวกนี้แฝงตัวอยู่
ตรงหลืบไหนของหลวงพระบาง หลังจากสามสี่คน
ส่ายหน้าผ่านไป สุดท้ายก็มีคนรู้จัก!
     “วัยรุ่นที่นี่เค้าไม่เที่ยวกันเหรอวะ ไม่มีใครรู้จักเลย”
ทีสงสัยระหว่างเขากับแจนเดินเท้าไปยังสองร้านที่เล็งไว้…
Lao Lao Garden และ Hive Bar
     Lao Lao Garden และ Hive Bar ดูดีในระดับเดียวกัน
และตั้งอยู่ติดๆ กัน ทีและแจนเดินด้อมๆ มองๆ ภายนอก
เปรียบเทียบราคาอาหาร โปรโมชั่น และบรรยากาศของร้าน
ว่าร้านไหนควรค่าแก่การนั่งร่ำสุรามากกว่ากัน
     บรรยากาศดีพอๆ กัน ทีและแจนจึงพิจารณาจาก
โปรโมชั่นแล้วลงเอยที่ร้าน Lao Lao Garden
     “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่เวิร์กเดี๋ยวเราก็เดินไป Hive Bar กัน”
แจนบอกเมื่อเห็นทียังมีอาการรักพี่เสียดายน้องระหว่างสองร้านนี้
     “เออ…ลองนั่งดูก่อนละกันเนอะ ได้นั่งหลายๆ ร้านก็ดีเหมือนกัน”
ทียิ้มร่า
     Lao Lao Garden ตกแต่งร้านได้สวยงามและมีดีไซน์พอสมควร
ทีและแจนเลือกพื้นที่ด้านในสุดของร้านที่มีลานดินสุมฟืน
เป็นกองไฟอยู่ตรงกลาง โต๊ะปูนปูกระเบื้องวางไว้ให้นั่งอยู่รอบๆ
     “เอาอะไรดีครับ” พนักงานเสิร์ฟชายชาวลาวถามหลังจาก
ยื่นเมนูให้ทั้งคู่
     “แค่ดื่มอย่างเดียวละกันเนอะ ไม่ต้องกินหรอก ยังอิ่มอยู่เลย”
ทีถามความเห็นแจนซึ่งเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย
     “เอา…เบียร์ลาว เบียร์ดำนะ”
     “ทำไมกินเบียร์ดำล่ะ” แจนสงสัยหลังได้ยินแฟนหนุ่มสั่งเครื่องดื่ม
     ทีตั้งใจว่ามาถึงที่นี่ต้องดื่มเบียร์ลาวบนแผ่นดินลาวให้ได้อยู่แล้ว
แต่พิจารณาจากเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์แล้วเบียร์ลาวดำ…สูงที่สุด!
     “เชอะ! จะรีบเมาเลยใช่มะ” แจนตัดพ้อยิ้มๆ ก่อนจะสั่ง
ค็อกเทลสไตล์ลาวที่สั่งหนึ่งดริ๊งค์แถมฟรีหนึ่งดริ๊งค์
ตามเงื่อนไขของโปรโมชั่น
     รอไม่นานนักเบียร์ลาวดำในขวดรูปทรงและดีไซน์น่ารัก
ก็ถูกยกมาวางตรงหน้าที เขาไม่รอช้ารินยกกระดกกลืน
ยิ้มระรื่นกับรสชาติละเมียดละมุน
     “ใช้ได้ๆ หวานๆ ยิ่งเมาเร็วใหญ่” ทีบอกแจนหลังซด
ไปอึกสองอึก
     “อร่อยเหรอ”
     “ชิมดูมะ” ทียื่นแก้วให้
     แจนละเลียดเบียร์ลาวดำไปหนึ่งจิบแล้วทำหน้าเบ้ปากแบะ
     “อี๋…ไม่เห็นอร่อยเลย ขมจะตาย”
     “ก็เธอไม่กินเบียร์อยู่แล้วนี่ นั่นน่ะ กินค็อกเทลล้างคอดิ”
ทีบุ้ยใบ้ไปทางค็อกเทลสีส้มสองแก้วที่ตอนนี้วางอยู่ตรงหน้าแจน
เรียบร้อยแล้ว
     “อื้ม…อร่อยดี ลองดูสิ” แจนยื่นแก้วค็อกเทลลาวให้
ทีรับมาชิมดูก็คิดว่ามันอร่อยดีเหมือนกัน
     พนักงานเสิร์ฟยกแก้วช็อตใบเล็กๆ สองใบที่ภายใน
บรรจุของเหลวสีเขียวใสไว้เกือบเต็มมาวางบนโต๊ะของทั้งคู่
     “อะไรครับ” ทีเพ่งมองด้วยสายตาสุดสงสัยก่อนยิงคำถาม
     “เหล้าลาวครับ ฟรี ให้ลองชิมดู”
     พนักงานเสิร์ฟเดินจากไป ทียกแก้วเหล้าลาวขึ้นมาสูดกลิ่น
     “อื้อหือ!” ทีทำหน้ายู่
     “กลิ่นโคตรแรงเลย ดมดูดิ”
     แจนรับไปดมแล้วแสดงท่าทีเห็นด้วยด้วยใบหน้าที่
ยับยู่มู่ทู่ไม่แพ้กัน
     “ไม่กล้ากินว่ะ” ทีรู้สึกแหยงๆ ว่าฤทธิ์เหล้าลาวจะ
รุมเร้าโรมรันพัลวันกับแรงดันของเบียร์ สีของเหล้าก็
เขียวเข้มจัดอย่างกับน้ำมันก๊าด “ไว้ค่อยกินดีกว่า”
     ทั้งคู่วางของเหลวสีเขียวสดดูน่ากลัวทิ้งไว้แล้วสำราญ
กับเครื่องดื่มที่สั่งมาต่อไป
     “เนี่ย! เปิดเพลงแบบเนี้ย เจ๋ง!” ทีชมเพลงสไตล์เร็กเก้
และคันทรี่เท่ๆ ที่ Lao Lao Garden เปิดลอยลมมาเคล้าอารมณ์
     “ผับบ้านเราแม่งไม่ค่อยมีหรอก เปิดเพลงแบบเนี้ย
ที่นี่เปิดเพลงคล้ายๆ ปั๊มน้ำมันตรงข้าวสารที่ชอบไปนั่งไง
คือเปิดเพลงที่ผับทั่วไปเค้าไม่เปิดกันน่ะ แล้วเราก็นั่งฟังสบายๆ
ชิลล์ๆ แต่ที่นี่มันบรรยากาศดีกว่าเนอะ” ทีพูดถึงลานเหล้า
แถวถนนข้าวสารที่ยึดพื้นที่ปั๊มน้ำมันมาให้บริการน้ำเมา
ซึ่งเขาและแจนชอบแวะเวียนไปบ่อยๆ
     แจนพยักหน้าเห็นด้วย
     “แต่ร้านนี้แม่งของฝรั่งแน่เลย แต่งร้านแบบ
“พยายามลาว” น่ะ แบบพยายามให้ดูบ้านๆ” ทีตั้งข้อสังเกต
ถึงวิธีการตกแต่งและดีไซน์ร้านรวมทั้งเพลงที่ใช้เปิด
ซึ่งดูเหมือนจะ “พยายามลาว” หรือ “ลาวประดิษฐ์”
เหลือเกิน
     “นั่นดิ ดูมันสวยเกินไป ถ้าของคนลาวแท้ๆ น่าจะดูบ้านๆ
จริงใจกว่านี้เนอะ” แจนคิดเห็นไม่ต่างจากกันเท่าไหร่
     “เนี่ยะๆ คนนี้เป็นเจ้าของแน่เลย” ทีพยักเพยิดให้แจน
หันไปมองชายฝรั่งหัวทองคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดแดง
กางเกงยีนส์ดำที่กำลังก้มๆ เงยๆ จัดกองฟืนสุมไฟไม่ให้
มอดดับลง
     “เออ น่าจะใช่เนอะ ฝรั่งที่ไหนมาเที่ยวแล้วจะมานั่ง
จัดกองไฟ” แจนสังเกตจนเห็นว่าฝรั่งคนเดียวกันนี้เดินไป
ตรงหน้าแผงควบคุมเครื่องเสียงแล้วทำตัวเป็นพนักงาน
เปิดแผ่นเปลี่ยนเพลงต่อไป
     “ใช่แหงเลยที เจ้าของร้านแน่ๆ เปิดแผ่นเองด้วย”
     “ถ้าเป็นงั้นก็แย่เนอะ อยากนั่งร้านที่มันเป็นลาวแท้ๆ มากกว่า”
ทีจึงขอความช่วยเหลือจากพนักงานหนุ่มชาวลาวสองคนในร้าน
Lao Lao Garden ซึ่งดูอายุอานามไม่น่าจะเกินยี่สิบให้มาชี้แนะ
     “อิน” กับ “วัน” แห่ง Lao Lao Garden จึงพ่วงหน้าที่ไกด์
ผลัดกันเดินเข้าเดินออกโต๊ะของทีและแจนมาให้รายละเอียด
สถานที่เที่ยวกลางคืนแบบ “ลาวๆ”
     “ดาวฟ้า กับ…อะไรนะ…เมืองซัว เหรอ?” ทีทวนชื่อสถานที่เที่ยว
ทั้งสองแห่งที่อินแนะนำอีกครั้ง
     “ครับ เป็นเธคน่ะครับ” อินบอกเพิ่มเติม
     “ไกลมั้ย”
     “ไม่ไกลครับ จ้างรถตุ๊กตุ๊กไปแป๊บเดียว ห้านาทีได้…เนอะ”
อินหันไปขอความเห็น วันพยักหน้าเห็นด้วย
     “เหรอ งั้นขี่จักรยานไปได้มั้ย”
     “ไม่ไกล แต่ถ้าขี่จักรยานไปก็เหนื่อยหน่อยนะครับ
เหนื่อยเลยแหละ”
     “อ๋อ…” ทีพยักหน้าเข้าใจ
     “แล้วดาว…เอ่อ…อะไรนะ” ทีอ้าปากจะถามต่อแต่นึกชื่อไม่ออก
     “ดาวฟ้าครับ”
     “เออ ดาวฟ้ากับ…เอ่อ…เมืองซัวเนี่ย ไกลกันมั้ย”
ทีคิดว่าถ้าใกล้ๆ กันคืนพรุ่งนี้เขากับแจนจะไปลุยให้ครบ
ทั้งสองที่
     “ไกลครับ” อินกับวันพูดเหมือนกันแบบไม่ต้องคิด
“มันไปคนละทางเลยครับ”
     “แล้วที่ไหนดีกว่า” แจนคิดว่าคงเลือกไปได้เพียงที่เดียว
     “เออ วัยรุ่นที่นี่เค้าชอบไปที่ไหนกัน” ทีก็คิดว่าถ้าต้องเลือกไป
แค่ที่เดียวก็ควรจะเป็นที่ที่ “ฮิป” สำหรับวัยรุ่นลาวที่สุด
     “วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็ชอบไปดาวฟ้าแหละครับ มีแบนด์เล่น
มีวงดนตรีเล่นสด”
     “แล้วมีเปิดแผ่นด้วยมั้ย แบบ…แด๊นซ์ๆ น่ะ” ทีถาม
พร้อมทำท่าเต้นโยกๆ เลื้อยๆ ประกอบ
     “มีครับ ก็วงดนตรีจะเล่นตอนหัวค่ำ แล้วดึกๆ
เค้าก็จะเปิดแผ่นให้เต้นกัน”
     “แล้วน้องเคยไปกันมั้ย” ทีถามคู่หูอินวัน
     “เคยสิครับ ก็ไปฟังเพลง ไปเต้นกับเพื่อน”
     ทีและแจนขอบอกขอบใจคู่หูอินวันที่ให้ความรู้เรื่องสถานที่
เที่ยวกลางคืนแบบลาวแท้ๆ ให้ นอกจากนี้ยังบอกทั้งคู่ถึง
วิธีทางไปสถานที่เที่ยวกลางวันอย่าง “ตลาดจีน” และ “ตลาดโพสี”
ไว้เป็นของแถม
     “ตอนแรกนึกว่าจะไม่บอกซะอีก เหมือนนั่งร้านเค้าแล้วมา
ถามถึงที่เที่ยวที่อื่น ที่ไหนได้บอกซะละเอียดเลย” ทีรู้สึกชื่นชมน้ำใจ
อินและวันขณะนั่งกดกล้องดิจิตอลดูรูปตัวเองที่ถ่ายกับเด็กเสิร์ฟ
ทั้งคู่เมื่อครู่
     “นั่นดิ ใจดีกันจังเนอะ”
     ตอนนี้ทีและแจนมีโปรแกรมคร่าวๆ สำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว
     นั่งรินร่ำเริงรสสุราใน Lao Lao Garden จนเครื่องดื่ม
เหือดแห้งระเหยหายไปหมดสิ้นแล้ว ทั้งคู่ก็คิดว่าจะเปลี่ยนร้าน
เพื่อลิ้มรสบรรยากาศให้หลากหลายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า Hive Bar
จ่อคิวมาเป็นตัวเลือกถัดไป
     ก่อนลุกจากโต๊ะก็ไม่ลืมที่จะยกแก้วช็อตใบน้อยขึ้นมาลิ้มรสเหล้าลาว
     ถึงกลิ่นจะแรงราวน้ำมันก๊าด แต่รสชาติกลับไม่บาดคออย่างที่คิด
และทั้งคู่ก็ได้รู้ว่าสีเขียวสดใสดูน่ากลัวนั้นคือน้ำหวานกลิ่นครีมโซดา
ประเภทเฮลซ์บลูบอยที่ผสมมากับเหล้าลาวกลิ่นไม่เบานั่นเอง
     ทีและแจนออกจาก Lao Lao Garden และเดินไปทางขวา
อีกไม่ถึงยี่สิบก้าวก็เข้าสู่อาณาเขตของ Hive Bar
     เสียงเพลงสากลรุกเร้าอารมณ์ลอยออกมานอกร้านที่ตกแต่ง
อย่างดีมีสไตล์แทบไม่ต่างจากผับในเมืองหลวงของประเทศไทย
     “แต่งดีนี่หว่า ของฝรั่งอีกมั้งเนี่ย” ถึงร้านจะสวยอย่างมีดีไซน์
แต่ทีก็เริ่มหน่ายๆ กับบรรยากาศที่ “ไม่ค่อยใช่ลาว”
     ทีและแจนจับจองโต๊ะและม้านั่งเตี้ยๆ ตรงลานกรวดขาวหน้าร้าน
ก่อนจะย้ายเข้าไปนั่งดูบรรยากาศด้านในที่เสียงเพลงกระตุ้นความสนุกดังสนั่น
     Hive Bar ก็คล้ายๆ Lao Lao Garden…ฝรั่งเต็มร้าน!
     ทีและแจนผลัดกันซดค็อกเทลลาวที่สั่งมาเพียงแก้วเดียวจนหมด
ก็คิดว่ากลับไปพักผ่อนเอาแรงน่าจะดีกว่า ทั้งคู่ไม่ได้ดั้นด้นมาไกล
ถึงประเทศลาวตอนเหนือเพื่อมาเที่ยวผับที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจาก
อยู่ในกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่!
     หลังจูงมือเดินเท้าฝ่าความเงียบของหลวงพระบางยามเกือบเที่ยงคืน
ทีและแจนก็ทิ้งตัวลงหลับใหลในเฮือนพักนกน้อย…
     (อ่านต่อตอน 3)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: