หลวงพระบาง ตอน 3

3. (ต่อจากตอน 2)
     ทีสะดุ้งพรวด! เบิกตาตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด
อากาศหนาวยะเยือกแผ่ซ่านทะลุเสื้อกล้าม
ขับขนกายให้ลุกซู่ เขาสัมผัสได้ว่าตอนนี้บางสิ่ง
ที่มองไม่เห็นซึ่งคอยเฝ้าติดตามเขาอยู่
ตลอดเวลานั้น…มันมีจำนวนมากขึ้น!
     เช้ามืดที่สองในหลวงพระบางดำเนินไป
คล้ายๆ เมื่อวาน แม้เรี่ยวแรงจะเริ่มโรยล้า
และง่วงเงนแต่ทีและแจนก็เต็มใจตื่นมา
ล้างหน้าล้างตาแปรงฟันเพื่อออกไปดักรอ
ตักบาตรข้าวเหนียวอีกครั้ง ใช่ว่าจะได้มา
หลวงพระบางกันบ่อยๆ เสียเวลากับการนอน
มากไปก็คงไม่คุ้ม
     ทั้งคู่ออกมาถึงริมถนนช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย
เพราะรู้แล้วว่าพระจะมาช้าในช่วงหน้าหนาวแบบนี้
ตุ้ยยืนยิ้มๆ อยู่แถวๆ โต๊ะขายของแห้งสำหรับตักบาตร
     “ตื่นแล้วเหรอครับ” ตุ้ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
ท่าทางยังสุภาพเรียบร้อยเช่นเคย
     “ครับ” ทีตอบด้วยท่าทีที่สุภาพพอกัน
     แม่ค้าข้าวเหนียวและข้าวต้มมัดแบบหาบเร่
ปรี่เข้ามาเปิดการขายกับทีและแจนเหมือนเช้าเมื่อวาน
     “วันนี้ลองซื้อเจ้านี้บ้างดีกว่า” แจนบอกที
เธอหมายถึงโต๊ะขายของแห้งซึ่งตั้งอยู่หัวมุมปากซอย
ที่ทั้งคู่เดินออกมา
     “อืม เอาดิ” ทีไม่ขัด
     ราคาข้าวเหนียวใส่บาตรวันนี้แค่สี่สิบบาท
ถูกกว่าที่ซื้อจากแม่ค้าหาบเร่เจ้าเมื่อวาน
เพียงแต่ไม่มีข้าวต้มมัดและกระติ๊บข้าวเหนียว
ก็ใหญ่กว่าเก่า
     ตุ้ยจัดแจงยืมผ้าซิ่นจากแม่ค้าขายข้าวเหนียว
มาห่อห่มให้แจนอย่างสุภาพ แจนในผ้าซิ่นห่มเฉียง
จึงดูเหมือนคนที่ตั้งใจมาใส่บาตรมากขึ้น
     “น่ารักดีนะ เหมือนชาวบ้านดี ดูดิ เค้าใส่แบบนี้
กันทุกคนเลย” ทีเอ่ยชม แจนอมยิ้ม เลือดฝาดชมพูจางๆ
ระบายแก้มขาวเนียน
     แล้วการตักบาตรข้าวเหนียวในเช้าวันนี้ก็ดำเนิน
ไปคล้ายๆ เช้าเมื่อวาน แจนใส่บาตร ทีถ่ายรูป แจนถ่ายรูป
ทีใส่บาตร แน่นอน…ทั้งคู่ใส่บาตรอย่างรวดเร็วและลนลาน
     …และข้าวเหนียวก็เหลืออีกเช่นเคย
     เช้าวันนี้หลังใส่บาตรเรียบร้อย ทีและแจนตั้งใจว่า
จะมานั่งกินอาหารเช้าท่ามกลางบรรยากาศบ้านๆ ง่ายๆ
ของตลาดเช้า เดินชมของขายที่ไม่ต่างจากเมื่อวานมากนักแล้ว
ทั้งคู่ก็เลือกฝากท้องกับ “แหนมข้าว” ข้างถนน
     ร้านขายแหนมข้าวตั้งวางอย่างง่ายๆ ริมทางเดินในตลาดเช้า
มีเตาและอุปกรณ์ไว้ให้แม่ครัวหญิงวัยกลางคนและลูกสาว
ทำอาหารกันสดๆ มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้ยาวเตี้ยๆ ไว้รองรับ
ลูกค้านั่งกินที่ร้านได้ประมาณสี่ห้าคน ทีและแจนโชคดี
ที่พอมีที่ว่างสำหรับทั้งสองคน
     เมื่อได้กัด หนุ่มสาวทั้งคู่จึงรู้ว่าแหนมข้าวที่ขาย
จานละสามเส้นนั้นไม่เปรี้ยวเหมือนแหนมหมูหรือแหนมย่าง
แต่อาหารที่แป้งเปลือกนอกและลักษณะการห่อดูคล้าย
ก๋วยเตี๋ยวหลอดบวกกับข้าวเกรียบปากหม้อหุ้มคลุมไส้ใน
ที่มีส่วนผสมหลักเป็นเห็ดหูหนูและหมูสับละเอียด
เวลากินต้องหั่นให้พอดีคำและราดน้ำจิ้มรสแซ่บนั้น
อร่อยจนต้องฟาดเพิ่มอีกจานเลยทีเดียว
     เดินออกมาปากตลาด ทีไม่ลืมแวะซื้อข้าวจี่ที่ทำจาก
ขนมปังฝรั่งเศสกลับไปตุนเป็นเสบียง เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่
ว่าต้องกินอาหารประเภทนี้ที่ลาวให้จงได้!
     หลังกลับถึงเฮือนพักนกน้อยและอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย
ทั้งคู่เริ่มกำหนดแผนการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในวันสุดท้าย
ที่หลวงพระบาง จนได้ข้อสรุปที่ไม่ต่างจากโปรแกรมคร่าวๆ
เมื่อคืนมากนัก
     ทีและแจนศึกษาเส้นทางและวิธีการพาตัวไปสู่
ตลาดจีนจากตุ้ย แล้วให้สามล้อพ่วงข้างพาไปส่งอีกที
     ตลาดจีนเป็นตลาดขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งอยู่เยื้องๆ
กับสนามกีฬาแห่งเมืองหลวงพระบางที่ดูเหมือน
ร้างกิจกรรมการแข่งขันมานาน
     “โอ้โห ตลาดจีนจริงๆ ว่ะ ยังกะอยู่เมืองจีน” ทีเปรยเมื่อ
ทั้งคู่เดินเข้าสู่เขตตลาดจีน พ่อค้าแม่ขายใส่สำเนียงและภาษาจีน
ลงบทสนทนาเสียงดังจนส่งให้พื้นที่แห่งนี้มีบรรยากาศและ
กลิ่นอายคล้ายเมืองจีน
     สินค้าจากเมืองจีนในตลาดจีนส่วนใหญ่เป็นประเภท
เครื่องจักรและเสื้อผ้ารองเท้าที่คุณภาพพอถูไถใช้ได้
แต่เดินๆ ไปก็ยังไม่มีอะไรถูกใจพอให้ทีและแจนควักเงินกีบ
ออกมาใช้สอย
     “ไปเหอะ ไม่ค่อยมีอะไรเลย” แจนบ่นบอกทีหลังจาก
เดินเตร่ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของพ่อค้าแม่ค้าชาวจีน
มาประมาณยี่สิบนาที
     “เดินให้หมดก่อนละกัน ไหนๆ ก็มาแล้ว นี่มันก็จะหมดแล้วเนี่ยะ”
     ทั้งคู่จึงเดินต่อจนครบจบทั้งตลาด…และไม่ได้เสียเงินให้สินค้า
จากจีนแผ่นดินใหญ่เลยแม้แต่กีบเดียว
     เดินออกมาจากตลาดจีนหันซ้ายหันขวามองหาทางไปตลาดโพสี
ที่เป็นจุดหมายต่อไปในการสัมผัสวิถีชีวิตชาวหลวงพระบาง
ทีและแจนสงสัยว่าตลาดโพสีอาจจะใกล้พอที่จะเดินไปได้
     “ไกลจ๊ะ” เป็นคำตอบจากแม่ค้าริมถนนฝั่งตรงข้ามตลาดจีน
ที่ทั้งคู่เดินไปไถ่ถามถึงเส้นทาง
     “เดินไปไม่ได้ใช่มั้ยครับ” ทียังอยากเดิน บางทีอาจได้เห็น
บางหลืบบางมุมของหลวงพระบางที่อาจจะหลุดหูรอดตา
หากโดยสารยานพาหนะ
     “อู๊ย…ไม่ได้หรอกจ๊ะ ไกล ร้อนด้วย” แม่ค้าอีกคนส่งเสียงบอก
     “ไปสามล้อมั้ยล่ะ เดี๋ยวให้เค้าไปส่ง” แม่ค้าเด็กสาวบอกทั้งคู่
พร้อมบุ้ยใบ้ไปทางลุงสูงวัยที่นั่งจกข้าวเหนียวอยู่ที่เพิงขายของแห่งนั้น
     ทีและแจนมองหน้ากันแล้วก็ตกลงใจใช้บริการคนขับสามล้อ
ที่แม่ค้าแนะนำ ลุงคนขับฝากฝังจานอาหารไว้กับแม่ค้าเชิงว่า
จะกลับมากินต่อ ก่อนขึ้นควบสามล้อคู่ใจพาหนุ่มสาวชาวไทย
สู่ตลาดโพสี
     เส้นทางสู่ตลาดโพสีไกลเกินเดินเท้าไม่ผิดจากคำบอกเล่า
ของบรรดาแม่ค้า ผ่านทั้งถนนลาดยาง ทางดินขรุขระ
และฝุ่นฟุ้งตลบ
     ห้าถึงสิบนาทีจากตลาดจีน ทีและแจนก็มาถึงตลาดโพสี
     ทั้งคู่เดินสำรวจตลาดหลวงพระบางที่สภาพดูไม่ค่อยต่างจาก
ตลาดสดในเมืองไทยเท่าไหร่นัก ผิดกันแต่สินค้าที่ขายซึ่งส่วนใหญ่
เป็นอาหารลาว ขนมลาว สินค้าลาว ในขณะที่บางร้านก็มี
ขนมกรุบกรอบแบบขายส่งปะชื่อสินค้าภาษาไทยหราอยู่หน้าถุง
     “เฮ้ยๆ ดูหน่อยดีกว่า ซื้อเพลงลาวไปฟังดูมะ” ทีร้องตื่นเต้น
     “อือ เอาดิ”
     ทีและแจนหยุดใช้เวลากับร้านขายซีดีและวีซีดีคาราโอเกะ
ทั้งลูกทุ่งไทยและสตริงลาวด้านนอกตลาดหลังจากเตร่
ตลาดโพสีด้านในจนหมด
     เด็กหญิงนุ่งซิ่นหน้าตาน่ารักที่ท่าทางจะเป็นลูกสาวเจ้าของร้าน
บอกราคาแผ่นซีดีและวีซีดีคาราโอเกะลาวด้วยรอยยิ้มหวานๆ
และท่าทีจริงใจแก่หนุ่มสาวทั้งคู่ ซึ่งราคาที่เธอบอกมานั้นถูกเสียจน
ทีและแจนแอบสงสัยว่าจะเป็นแผ่นผีที่ไรท์มาขาย แต่ในบรรดาซีดี
วีซีดี ที่เรียงอยู่เต็มแผง มีศิลปินลาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่
ผลงานแพงกว่าศิลปินคนอื่นๆ
     เธอคือ…อเล็กซานดรา บุญช่วย ศิลปินสาวเบอร์หนึ่งที่ถือเป็น
ความภาคภูมิใจของชนชาวลาว
     “ทำไมแผ่นนี้แพงกว่าแผ่นอื่นล่ะ” ทีสงสัย ซึ่งเขาคิดว่าคง
เป็นเพราะแผ่นนี้คือ อเล็กซานดรา บุญช่วย
     “อ๋อ อันนั้นมันเป็นแผ่นแท้ค่ะ” เด็กหญิงหน้าสวยแบบ
สาวลาวยิ้มตอบ
     ทีและแจนงงๆ ทุกแผ่นก็ดูเป็นแผ่นแท้ทั้งนั้น ทีจึงยัง
เชื่อในการสันนิษฐานของตัวเองมากกว่า
     ใช้เวลาเลือกด้วยความลำบากใจอยู่สักพักเพราะนอกจาก
อเล็กซานดรา บุญช่วย แล้ว ทีและแจนไม่รู้จักผลงานและชื่อ
ของใครสักคน อีกทั้งใจจริงก็อยากลองฟังเพลงของศิลปินลาวทุกคน
แต่ในเมื่อเงินกีบไม่เอื้อให้ใช้จ่ายกับเรื่องนี้มากนัก สุดท้าย
ทีและแจนจึงตัดสินใจลองซื้อผลงานของสองกลุ่มศิลปิน
สองแนวเพลง
     วีซีดีคาราโอเกะของวง “Cells” สำหรับเพลงร็อค
     และซีดีเพลงของวง “Modern Dance” สำหรับเพลงป๊อปแดนซ์สนุกๆ
     ซึมซาบบรรยากาศตลาดโพสีจนหนำใจ ทีและแจนจึงเริ่ม
คิดว่าจะไปไหนต่อ ระหว่างเฮือนพักนกน้อย ตัวเมืองหลวงพระบาง
น้ำตกกวางสี หรือน้ำตกตาดแซะ
     “ไปน้ำตกกันดีกว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว วันสุดท้ายแล้วด้วย
จะได้ไปหลายๆ ที่หน่อย” แจนชักชวนที
     “เอาดิ แต่ไปไหนดีอ่ะ กวางสีหรือตาดแซะ”
     คำถามนี้คงไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่าชาวหลวงพระบาง
     และคำตอบที่ทั้งคู่ได้รับก็…
     “ตาดแซะสิช่วงนี้น้ำเยอะ ใกล้กว่าด้วย”
     “ไปกวางสีไกลหน่อยแต่สวย มีหลายชั้น”
     “ตาดแซะมีต้นไม้ให้ดูหลากหลายกว่า ทางก็ดีกว่า”
     “เค้าชอบไปเที่ยวกวางสีกันนะ มันใหญ่กว่า แต่ช่วงนี้
ไม่รู้มีน้ำรึเปล่า”
     ด้วยระยะทาง เวลา และคำตอบที่ไม่ค่อยเป็นเอกฉันท์
ทั้งคู่คิดว่าไปตาดแซะน่าจะเหมาะกว่า
     “น้ำตกตาดแซะเหรอ จ้างรถวิ่งไปได้เลย ไม่ไกล
แต่ต้องเป็นรถสี่ล้อนะ สามล้อขึ้นไม่ไหว พอไปถึงก็ต้องไปจ้างเรือต่อ
เค้าจะไปส่งที่ทางขึ้นตาดแซะ” แม่ค้าร้านขายยาด้านหน้าตลาด
บอกทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มจริงใจ
     “อ๋อ ต้องนั่งเรือต่อไปอีกเหรอครับ” ทีถามเธอ
     “จ้ะ ต้องนั่งเรือต่อแต่ไม่ไกล ก็ให้รถที่ไปส่งเราเค้ารอรับกลับด้วย
เค้ารอจ้ะ”
     ทีและแจนขอบอกขอบใจทุกคนที่ให้ข้อมูลด้วยรอยยิ้ม
ก่อนจะออกมาหายานพาหนะสู่ตาดแซะ
     ทีและแจนกระโดดขึ้นหลังรถรับจ้างสี่ล้อพร้อมคนขับอัธยาศัยดี
ในราคาหนึ่งแสนสองหมื่นกีบกับเส้นทางตลาดโพสีไปตาดแซะ
และตาดแซะสู่เฮือนพักนกน้อย
     ไอเย็นเยียบเลียบเลียผิวกายทีและแจนเมื่อรถสี่ล้อขับพาทั้งคู่
เคลื่อนเข้าใกล้น้ำตก เส้นทางลาดยางจากตัวเมืองหลวงพระบาง
สิ้นสุดลงตรงทางแยกเข้าน้ำตกที่ฝุ่นฟุ้งคลุ้งเคลือบใบไม้ข้างทาง
ให้เป็นสีขาวอมเหลือง
     คนขับนำทั้งคู่มาจนสุดทางที่รถจะสามารถวิ่งต่อไปได้
     “เดี๋ยวผมต้องเดินต่อไปขึ้นเรือใช่มั้ยครับ” ทีถามคนขับ
หลังจากกระโดดลงจากรถ
     “ครับเดินตรงไปทางนี้เลยครับ จะมีเรือรออยู่ ไม่ไกลครับ”
คนขับชี้ตรงไปข้างหน้า
     “แล้วเดี๋ยวยังไงครับ พี่จะรอรับหรือเดี๋ยวจะกลับมาอีกทีครับ”
     “อ๋อ รอครับ เดี๋ยวรอตรงนี้แหละพวกพี่ไปเที่ยวเลย”
คนขับตอบยิ้มแย้ม
     “เอ่อ…ซักกี่โมงดีอ่ะ” ทีปรึกษาแจน เขาเกรงใจถ้าต้อง
ให้คนขับรอนานๆ
     “ไปเลยพี่ เที่ยวตามสบาย ไม่เป็นไรหรอก” คนขับบอกยิ้มๆ
     ทีและแจนจึงออกเดินต่อไปข้างหน้า โดยไม่รู้ว่าเรือที่ว่านี้เป็นยังไง
หรือต้องไปอีกไกลแค่ไหน
     เมื่อมาถึงริมฝั่งที่เวิ้งว้างร้างต้นไม้และสิ่งปลูกสร้าง
ทั้งคู่ก็เห็นเรือหางยาวลอยเลียบตลิ่งอยู่สองสามลำ
     “ลำไหนไปตาดแซะครับ” ทีเอ่ยถามคนเรือสองสามคนที่กำลัง
ช่วยกันซ่อมหรือทำอะไรบางอย่างกับเรือลำหนึ่ง
     “รอก่อน เดี๋ยวก็มา”
     ทีและแจนจึงต้องยืนรออยู่ริมฝั่งกลางแสงแดดยามบ่ายที่ร้อนได้ที่
ไม่นานนักผู้โดยสารที่ตั้งใจไปรอบเดียวกันก็เดินลัดลานดินกว้างสู่
ริมฝั่งน้ำที่ทั้งคู่รอเรืออยู่
     ผู้โดยสารมาใหม่เป็นชาวลาวสี่คนที่ต่างก็มาด้วยกันเป็นคู่
เหมือนทีกับแจน
     คู่หนึ่งเป็นชายหนุ่มหญิงสาวที่น่าจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียว
กับทีและแจน ยืนรอเรืออยู่ห่างๆ พลางพูดคุยหยอกเย้า
กระเซ้าเล่นกันดูกุ๊กกิ๊กน่ารักไม่เกินงาม
     อีกคู่เป็นสามีภรรยาวัยกลางคน
     “ไปเที่ยวตาดแซะกันเหรอลูก” หญิงชาวลาววัยกลางคน
ในหมวกปีกใบกว้างที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามทั้งคู่
     “ครับ” ทีตอบ
     “มาจากไหนกันเหรอ” เธอถามโดยที่ยังไม่หยุดหยิบแห้วสด
ขึ้นมาจากถุงก๊อบแก๊บที่แขวนอยู่กับข้อมือซ้าย ใช้มีดปอกผลไม้ในมือขวา
ปอกเปลือกสีดำอย่างคล่องแคล่ว แล้วกัดกร้วมดูท่าทางอร่อย
     “มาจากเมืองไทยครับ”
     “อ๋อ…มาจากเมืองไทยเลยเหรอ”
     “ป้าอยู่ที่นี่เหรอครับ”
     “บ่ ป้าก็มาเที่ยวเหมือนกัน ป้ามาจากเวียงจันทน์” เธอยังคงปอก
และกินหัวแห้วอยู่อย่างต่อเนื่อง
     “โห มาจากเวียงจันทน์เลยเหรอครับ” ทีรู้ดีว่าการเดินทาง
จากเวียงจันทน์มาที่นี่มันสาหัสเพียงใด
     “ป้ามากับใครครับ”
     “มากับลุง แฟนป้าน่ะ นั่นน่ะ” เธอหันไปทางสามีที่กำลัง
ก้มๆ เงยๆ ดูนู่นดูนี่อยู่แถวนั้น
     “ป้ามาเที่ยวตาดแซะบ่อยมั้ยคะ” แจนถามบ้าง
     “บ่ บ่เคยมา ก็เลยอยากมานี่แหละ” เธอปอกแห้วลูกใหม่
ยื่นให้ทั้งคู่คนละลูก ทีและแจนขอบคุณก่อนรับมาค่อยๆ กัด
     “กินแบบดิบๆ ก็อร่อยมันๆ ดีเนอะ เราไม่เคยได้กินกัน”
ทีพูดกับแจนเบาๆ เธอพยักหน้าเห็นด้วย น้ำจากแห้วดิบ
ช่วยให้ทั้งคู่ชุ่มคอขึ้นมาบ้าง
     ทีและแจนยืนคุยกับคุณป้าใจดีจากเวียงจันทน์กลางแดดจ้า
ยามบ่ายอยู่อีกสักพัก เรือยนต์หางยาวลำน้อยที่คนทั้งหกกำลัง
รอคอยก็ค่อยๆ แล่นลอยมาเกยฝั่ง
     ที แจน และเพื่อนร่วมเรือลำเดียวกันอีกสี่ชีวิตไม่รีรออยู่
กลางแดดร้อนนานนัก เรือไม่ทันนิ่งทั้งหมดก็ลุยน้ำเย็นฉ่ำ
ขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว จับจองที่นั่งเป็นคู่ๆ เคียงข้างคนที่มา
ด้วยกันด้วยท่าเหมือนนั่งเก้าอี้ซักผ้า ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์
จะเริ่มเร่งดังขึ้น พาทั้งหมดออกสู่ลำน้ำใสเบื้องหน้า
     ทิวทัศน์ริมตลิ่งแม่น้ำทั้งสองด้านเขียวครึ้มด้วยต้นไม้ใบหญ้า
หนาตานานาชนิด มีวิถีชีวิตชาวบ้านชนบทลาวให้ทีและแจน
เห็นพอประทับใจในความสงบเรียบง่ายบ้างเป็นระยะๆ
     เรือหางยาวไม้ลำเก่าแล่นมาได้เกือบครึ่งทาง ทีและแจน
ที่นั่งอยู่ด้านหลังผู้โดยสารทั้งหมดเห็นคุณป้าใจดีคว้ามีด
ด้ามเดิมขึ้นมาพร้อมกับมะละกอสุกผลเขื่อง
     “ดูดิ ป้าแกกินอีกแล้ว” ทีกระซิบบอกแจนเมื่อเห็นคุณป้าปอก
มะละกออย่างแคล่วคล่องแล้วแบ่งกินกับสามีอย่างเอร็ดอร่อย
     “คนลาวเค้าชอบกินผลไม้กันเนอะ” แจนตั้งข้อสังเกต
“ต้องมีผลไม้ติดตัวกันตลอดเลย เห็นตั้งแต่บนรถเมล์แล้ว”
     ลุงและป้ากินมะละกอสุกหมดก่อนที่เรือจะเทียบท่าตรง
ทางขึ้นน้ำตกได้ไม่นานนัก ก่อนย่ำบันไดคอนกรีตจากท่าเทียบเรือ
ขึ้นไปสู่ตาดแซะ ลุง ป้า ที แจน และคู่รักหนุ่มสาวชาวลาวอีกคู่
นัดแนะกันว่าทั้งหมดจะกลับมาเจอกันที่เรือลำนี้เวลาสี่โมงเย็น
เพื่อนั่งกลับไปด้วยกัน
     ทีและแจนสาวเท้าผ่านป่าโปร่งๆ และทางเดินดินฝุ่นๆ เข้าตาดแซะ
โดยระหว่างทางต้องหยุดเสียค่าเข้าที่แพงกว่าชาวลาวสองเท่าก่อนจะ
ได้เข้าสู่อาณาเขตของตาดแซะ
     “หู…ย น้ำโคตรใสเลยว่ะ” ทีอุทานเมื่อเห็นเวิ้งน้ำสีเขียวมรกต
อมฟ้าครามเบื้องหน้า
     “เหมือนสระว่ายน้ำเลยที”
     คำพูดของแจนไม่ค่อยห่างไกลความเป็นจริงมากนัก ตาดแซะ
เป็นน้ำตกเล็กๆ สูงไม่กี่ชั้น อากาศเย็นชุ่มชื่นด้วยเงาไม้ร่มรื่นและ
ละอองน้ำจากภูเขาที่กระทบชั้นหินผาเสียงซู่ซ่ากระเซ็นซ่าน
ลอยล่องโลมไล้ผิวกายอย่างอ่อนโยน เวิ้งน้ำที่ปรากฏแก่สายตา
หนุ่มสาวทั้งคู่ในก้าวแรกที่มาถึงนั้นถูกล้อมรอบด้วยขอบคอนกรีตอย่างดี
แถมยังมีขั้นบันไดตรงทางลงเล่นน้ำลดหลั่นลงไปเป็นชั้น
ให้อารมณ์เหมือนสระว่ายน้ำธรรมชาติกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขา
     สายน้ำเย็นฉ่ำไหลหลั่งลดหลั่นตามชั้นลงมาอย่างรุนแรง
ทีและแจนปีนป่ายก่ายเกาะโขดหินเดินเล่นขึ้นลงซึมซับบรรยากาศ
อันรื่นรมณ์ของตาดแซะอย่างเต็มที่
     ยังเหลือเวลาอีกพอสมควรกว่าจะถึงสี่โมงตามเวลานัด
แต่คนทั้งหกจากเรือลำเดียวก็เดินมาเจอกันอยู่บ่อยๆ
เพราะตาดแซะไม่ได้มีอาณาเขตกว้างขวาง แต่แม้เพียงพื้นที่
ที่มีอยู่นี้ก็สามารถสรรค์สร้างความสุข ผ่อนคลาย และสบายใจ
ให้ทีและแจนจนยากที่จะลืม
     เดินไปเดินมา ทีและแจนผ่านไปเห็นว่าป้าและลุงใจดีเตรียมกินอีกแล้ว
     “กินตำส้มมั้ยลูก มาเร็ว” ป้าเอ่ยชวนมาจากโต๊ะกลางแจ้ง
ของร้านอาหารในบริเวณน้ำตก
     “ไม่ละครับ ขอบคุณครับ” ทีปฏิเสธยิ้มๆ เขากับแจนยังไม่ค่อยหิว
แต่ถึงหิวทั้งคู่ก็อยากเก็บท้องไปนั่งกินมื้อเย็นเคล้าบรรยากาศ
ริมฝั่งโขงมากกว่าและอยากใช้เวลาตอนนี้เต็มที่กับตาดแซะ
     “กินสิ มากินด้วยกัน อร่อย”
     “อื้ม มาสิ กินเร็ว” ลุงออกปากชวนอีกแรง
     “ขอบคุณครับ แต่ยังไม่ค่อยหิวเลยครับ” ทีบอกอย่างเกรงใจ
ที่ต้องปฏิเสธน้ำใจก่อนขอตัวไปเก็บภาพสวยๆ ของแจนกับตาดแซะ

     แดดอ่อนๆ ยามเย็นกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับวับวาม
หกชีวิตล่องเรือกลับด้วยกันตามเวลานัด ทุกคนพกความสุข
ติดตัวกลับมาเป็นของที่ระลึก
     รถสี่ล้อเล็กๆ คันเดิมรออยู่ที่เดิมเพื่อพาทีและแจนกลับสู่
ตัวเมืองหลวงพระบางตามเส้นทางเดิม
     “อุ๊ย! แจน!” ทีอุทานด้วยความตื่นเต้น
     “บอกเค้าจอดเลย”
     ทีเคาะกระจกส่งสัญญาณให้คนขับ
     “จอดหน่อยครับ”
     “โทษทีนะครับ ขอลงถ่ายรูปหน่อย”
     “เชิญครับ เชิญครับ ตามสบายครับ” คนขับตอบยิ้มๆ ด้วยท่าทีสุภาพ
     ทีและแจนกระโจนลง วิ่งตรงไปยัง…หลักกิโลฯ
     หลักกิโลฯที่เป็นแผ่นคอนกรีตหนา ทาสีแดงเป็นแถบไว้ตรง
พื้นที่ส่วนหัวบอกว่าอีกหกกิโลฯจะเข้าสู่หลวงพระบาง…

     “ดูดิ หลักกิโลฯแปลกดีอ่ะ อยากถ่ายรูปจัง” ทีเคยบอกแจนแบบนี้
ตอนที่ทั้งคู่นั่งนับหลักกิโลฯสู่หลวงพระบางอยู่บนรถเมล์อันแสนยาวนาน

     …“เรียบร้อยแล้วเหรอครับ” คนขับถามยิ้มแย้มตอนทั้งคู่วิ่งกลับมาที่รถ
     “เสร็จแล้วครับ ขอบคุณครับ” ทีและแจนกระโดดขึ้นรถมุ่งหน้าสู่
หลวงพระบางบนระยะทางอีก…หกกิโลฯ

     ทั้งคู่ลงจากรถแถว “โจมา” ร้านเบเกอรี่หรูสไตล์ฝรั่งที่ตั้งอยู่
ปากซอยทางเข้าเฮือนพักนกน้อย ทีและแจนเดินเข้าเฮือนพัก
เตรียมตัวออกไปหามื้อเย็นแบบ “ลาวๆ” กินให้หนำใจ

     “ตรงริมโขงนี่มีร้านอะไรอร่อยๆ บ้างครับ” ทีเอ่ยถามตุ้ย
ที่กลายเป็นไกด์จำเป็นทุกครั้งที่เจอหน้าหนุ่มสาวคู่นี้
     ตุ้ยพูดชื่อร้านอะไรบางอย่างซึ่งยากที่จะจำออกมาด้วยหน้าตา
สุภาพยิ้มแย้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเช่นเคย พร้อมทั้งบอก
ทางไปให้ทั้งคู่เสร็จสรรพ
     “ร้านนี้ดังใช่มั้ยครับ” ทีอยากแน่ใจว่าเขาและแจนจะได้กิน
ของขึ้นชื่อสำหรับคนในพื้นที่
     “ดังครับ ดัง เวลาที่บ้านจะไปกินข้าวข้างนอกก็กินที่นี่แหละครับ
แต่ก็กินได้ทุกร้านแหละครับแถวนั้น เค้าก็กินกันทุกร้าน”
     แดดอัสดงนำทางทีและแจนไปจนถึงร้านที่ตุ้ยว่า
     โต๊ะที่นั่งเป็นหินขัด มีร่องรอยวางเตาร้อนๆ ที่กลางโต๊ะทุกตัว
เวลานี้ลูกค้ายังค่อนข้างบางตา
     “มีอะไรบ้างครับ” ทีเอ่ยถามเด็กในร้านที่ยืนรอรับออร์เดอร์
     “มีจิ้มจุ่มครับ” เด็กเสิร์ฟตอบเสียงเรียบ
     “มีแต่เนื้อรึเปล่า” แจนรีบถามเพราะเธอเป็นคนไม่กินเนื้อ
     “หมู ไก่ ก็มีครับ”
     “มีส้มตำมั้ยครับ”
     “ไม่มีครับ มีแต่จิ้มจุ่ม”
     “อ้าวเหรอ กินมั้ย” ทีถามแจน
     “อยากกินรึเปล่าล่ะ แล้วแต่ ยังไงก็ได้”
     “งั้นไม่เป็นไร ไม่เอาดีกว่า ขอบคุณครับ” ทีคืนเมนู
ด้วยความสุภาพแล้วค่อยๆ ชวนแจนลุกออกมา
     “อยากกินส้มตำแบบลาวที่ลาว ตั้งแต่มานี่ยังไม่ได้กินเลย”
ทีบอกแจนระหว่างย่างย่ำหาร้านใหม่ที่เรียงรายไม่ไกลกัน
     “อื้ม…เอาดิ ก็ดีเหมือนกัน” แจนยิ้ม “ลองหากันดูเนาะ
ยังเช้าอยู่เลย”
     เดินดูไปดูมาทีจึงชี้ชวนแจนเข้าร้านหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง
ด้วยเหตุผลเพียง…”ร้านนี้ดีกว่าวิวสวยดี มีระเบียงด้วย”
     ทีจูงมือแจนเดินเข้าบริเวณร้าน
     “สบายดี” เด็กหนุ่มในร้านทักทายทั้งคู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
     “สบายดี” ผ่านมาถึงวันนี้ ทีเอ่ยคำทักทายสไตล์ลาวที่
สื่อความหมายว่า “สวัสดี” ได้เจนปากมากขึ้น แรกๆ ที่เหยียบ
ดินแดนลาวเขาและแจนรู้สึกลิ้นแข็งๆ กับการทักทายด้วยการ
บอกคนอื่นว่าตอนนี้เรา…“สบายดี”
     “มีส้มตำมั้ยครับ” ทีถามเด็กในร้านก่อน เพราะถ้าไม่มี
เขาและแจนจะได้ไปหาร้านอื่นต่อไปโดยไม่ต้องนั่งให้เกิดอาการเกรงใจ
     “มีครับ ทั้งส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ มีทุกอย่างครับ นั่งก่อนเลยครับ”
พนักงานร้านต้อนรับขับสู้อย่างดีก่อนจะพาไปยังโต๊ะที่นั่ง
     “ได้กินส้มตำที่ลาวจนได้” ทียิ้มบอกแจน เธอยิ้มพอใจพอกัน
     ร้านอาหารริมฝั่งโขงร้านนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย
ต่อเติมระเบียงไม้ยื่นออกไปใกล้แม่น้ำโขงดูน่านั่ง
สามารถมองเห็นทิวทัศน์สองฝั่งโขงจากมุมสูงอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะในช่วงอาทิตย์อัสดงระบายปลายผืนฟ้าให้เป็น
สีส้มแดงอย่างตอนนี้
     แน่นอน…ทีและแจนเลือกที่นั่งริมระเบียงไม้ที่ต่อยื่นออกไป
เพื่อสูดกลิ่นอายน้ำโขงและละเลียดรสชาติบรรยากาศอันสวยงาม
ตอนนี้ให้ได้มากที่สุด
     อาหารสามสี่อย่างอันประกอบไปด้วยลาบหมูแห้งๆ
ไร้น้ำนองเหมือนลาบหมูเมืองไทยและเต็มไปด้วยพืชผักสมุนไพรลาว
ไก่ย่างรสชาติคุ้นปาก ข้าวเหนียว และที่ขาดไม่ได้สำหรับมื้อนี้…ส้มตำ
     ส้มตำหลวงพระบางที่ถ้าเต็มสูตรต้องใส่กะปิและปลาร้าเพิ่ม
มาจากเครื่องส้มตำธรรมดา แต่ทีและแจนไม่กินปลาร้า ส่วนแจนไม่กินกะปิ
รสชาติส้มตำจานนี้จึงไม่ค่อยต่างจากส้มตำที่เมืองไทยเท่าไหร่
     ทีนั่งซดเบียร์ลาวอย่างสบายใจ เขามีคนรักอยู่เคียงข้าง
ในบรรยากาศของแผ่นดินลาวช่วงย่ำค่ำอันงามงดที่เป็น
กับแกล้มชั้นเลิศ กับอาหารลาวแท้ที่อร่อยถูกปาก
     แม้แจนจะไม่ได้จิบเบียร์ลาว เธอเลือกดื่มน้ำเปล่า แต่ความรู้สึก
ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากทีเท่าไหร่
     …เป็นห้วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับความสุขที่แสนเรียบง่ายอย่างแท้จริง…
     …สิ่งลึกลับที่มองไม่เห็นเกาะกุมกัดกินจิตใจทีหนักหน่วง!

     หลังมื้อค่ำผ่านพ้นไปในยามสิ้นแสงตะวัน ทั้งคู่ย่ำเท้ามุ่งสู่
“ตลาดมืด”…อีกครั้ง
     ตลาดมืดในคืนนี้ไม่ต่างจากตลาดมืดเมื่อคืนวานเท่าไหร่นัก
สินค้าและแม่ค้าหน้าตาเดิมๆ นักท่องเที่ยวหลากชาติหลายภาษา
ก้มๆ หยุดๆ เดินๆ กันขวักไขว่ เสียงคนไทยพูดคุยกันดังเข้าหูทีและแจน
เป็นระยะ ทีและแจนจึงรู้ว่าทั้งคู่ไม่ใช่คนไทยเพียงสองคนเท่านั้น
ที่หลงใหลในเสน่ห์เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของลาวเมืองนี้
     เมื่อได้เดินดูพิจารณาสินค้าอย่างถี่ถ้วน ทีและแจนพบว่า
หลายสิ่งหลายอย่างที่วางขายอยู่นี้…น่ารักและน่าเสียทรัพย์ให้เหลือเกิน!
     ทั้งคู่เดินเก็บภาพสวยๆ ของแม่ค้า ผู้คน และตัวตลาดมืดพร้อมๆ
กับเลือกจับจ่ายซื้อของที่ระลึกกับของฝากอย่างเพลิดเพลิน
แต่ก็ไม่เพลินจนเกินจำนวนเงินหลายแสนกีบในกระเป๋าผ้า
เพราะต้องกั๊กส่วนหนึ่งไว้ในการตะลุย “เธคลาว” คืนนี้!

     สินค้าจากตลาดมืดหลายถุงใหญ่ถูกโยนกองเก็บไว้ในห้องพัก
ของเฮือนพักนกน้อย ทีและแจนล็อกประตูแล้วเดินออกมาจากซอย
พุ่งตรงเข้าหาตลาดมืดอีกทีเพื่อจับสามล้อไป “ดาวฟ้า”

     ป้ายไฟภาษาลาวอ่านได้ใจความว่า “ดาวฟ้าบันเทิง” ที่ส่องสว่าง
ตัดกับความมืดเบื้องหลังตั้งเด่นเลยตลาดจีนไปไม่ไกลนัก
ทีและแจนกระโดดลงจากสามล้อด้วยความคึกคัก
     “แล้วยังไงอ่ะ ให้เค้ามารับมั้ย” แจนปรึกษาทีขณะกำลัง
ควานเงินกีบขึ้นมาจ่ายค่าโดยสาร
     “ไม่ต้องมั้ง เดี๋ยวค่อยเรียกรถกลับก็ได้”
     “มันจะมีเหรอ เธอกะจะอยู่จนผับเลิกเลยนี่”
     “ช่าย…” ทียิ้มกระหยิ่ม
     “เดี๋ยวดึกๆ ไม่มีรถทำไงอ่ะ”
     “เออว่ะ” ทีเห็นด้วยกับความรอบคอบของแจน
ชานเมืองหลวงพระบางแถวนี้ค่อนข้างเปลี่ยว
เขาพอนึกออกว่าตอนผับเลิกประมาณเที่ยงคืนมันคง
จะยิ่งเปลี่ยวและเต็มไปด้วย “เด็กแว้น” ที่กำลังกึ่มๆ กับรสสุรา
คงไม่ฉลาดนักหากจะคิดมีเรื่องมีราวที่นี่…ที่ที่ไม่รู้จักใครเลย 
เขาหันไปหาคนขับสามล้อ
     “เดี๋ยวลุงมารับอีกทีได้มั้ยครับ”
     “ได้ๆ กี่โมงดีล่ะ” ลุงคนขับถามยิ้มๆ ด้วยสำเนียงลาวฟังค่อนข้างยาก
     “ซัก…ห้าทุ่มครึ่งเที่ยงคืนน่ะครับ”
     “ได้ๆ เอาเบอร์โทรไว้ด้วยมั้ย โทรมาก็มารับเลย”
     “อ๋อ…เอ่อ…ได้ครับได้” ทีงงๆ เขาไม่คิดว่ามือถือของเขาจะโทร
เข้ามือถือที่ใช้เบอร์ลาวได้ แต่ก็กดเบอร์คนขับไว้
     “5973954 ใช่มั้ยครับ” ทีเบือนหน้าจอมือถือให้คนขับดู
     “ใช่ๆ” ลุงคนขับพยักหน้ายิ้มๆ ทีลองกดโทรออก…
     ตู๊…ด…เสียงเรียกดังเข้าหูที หน้าจอมือถือลุงคนขับสว่างวาบ!
เสียงเรียกเข้าดังตามมา!
     “เฮ้ย! โทรได้ด้วยอ่ะ” ทีบอกแจนด้วยความประหลาดใจ
อาจเป็นเพราะเขาเคยเปิดระบบโทรข้ามแดนอัตโนมัติไว้เมื่อนาน…น…มาแล้ว
     ทีขอดูหน้าจอมือถือของลุงคนขับ
     “นั่นเบอร์ผมนะครับ”

     ลุงคนขับสามล้อวกรถกลับเข้าตัวเมืองหลวงพระบาง
ทีและแจนเดินเข้าหาบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าสีขาวสองชั้น หลังคาสีแดงซีด
สภาพบ้านไม่ใหม่นัก พื้นที่ด้านหน้าเป็นสนามหญ้าสีเขียวสลับเหลือง
แซมด้วยน้ำตาล มีต้นไม้ตกแต่งให้พอดูสวยงาม
     ดูผ่านๆ ตอนกลางวัน บ้านหลังนี้อาจถูกเห็นเป็นเพียง
บ้านเศรษฐีลาวคนหนึ่ง หากทางเข้าหน้าบ้านไม่มีป้ายใหญ่
บอกว่าดาวฟ้าบันเทิง คงไม่มีสิ่งใดภายนอกที่ชวนให้คิดว่า
ภายในคือเธคยอดนิยมของวัยรุ่นลาว
     แต่เมื่อเวลาล่วงสู่ราตรี บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ดูธรรมดาๆ
ในตอนกลางวันหลังนี้กลับมีแสงหลากสีประดับประดาพอให้รู้
ว่าเป็นสถานบันเทิง
     ทีและแจนเดินตามทางคอนกรีต ผ่านสนามหญ้า เข้าหาตัวบ้าน
     “แบบนี้ดิ มันถึงเป็นที่เที่ยวของลาวแท้ๆ หน่อย บ้านๆ
ไม่ต้องตกแต่งอะไรมาก ไอ้เมื่อคืนน่ะมันไม่ใช่แน่เลย”
     แจนยิ้มขำๆ กับท่าทางตื่นเต้นชอบใจของทีขณะที่เท้าสี่ข้าง
เหยียบถึงทางเข้า
     ทางเข้าดาวฟ้าค่อนข้างดูซับซ้อน ชายฉกรรจ์สองคน
ที่นั่งเฝ้าอยู่ด้วยหน้าตาขึงขังเปิดประตูให้โดยไม่เก็บค่าผ่าน
ไม่มีตรวจบัตรหรือพาสปอร์ต ตั้งแต่ทางเข้าจนถึงต้านใน
เต็มไปด้วยภาพวาดประดับและโฟมตกแต่งฝาผนังสีสะท้อนแสง
สุดแสบสันต์ซึ่งเปล่งประกายอยู่ในแสงแบล็คไลท์
ทุกอย่างที่เป็นสีขาวสว่างโดดเด่นขึ้นมาทันตา
     แวบแรกที่ทั้งคู่เข้ามา ดาวฟ้าบันเทิงดูกว้างขวาง
ตรงกลางด้านหน้าเวทีเป็นฟลอร์ที่กันพื้นที่ไว้สำหรับออกสเตปเต้นรำ
รอบๆ ฟลอร์เต้นรำเต็มไปด้วยโต๊ะและที่นั่งกินดื่ม
ริมฟลอร์ฝั่งตรงข้ามเวทีเป็นคอกเล็กๆ สำหรับดีเจเปิดแผ่น
ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์สภาพไม่ใหม่นัก
     บนเวทีตกแต่งง่ายๆ สไตล์คาเฟ่ต่างจังหวัดของเมืองไทย
อักษรเรียงตัวเป็นคำว่า “ดาวฟ้าบันเทิง” ที่แกะจากแผ่นโฟมทาสีสดใส
ติดเด่นอยู่บนฉากผ้าหลังเวที ในนี้นอกจากแบล็คไลท์ที่มีไม่น่า
จะต่ำกว่าสิบหลอดแล้ว ยังมีไฟหลากสีสาดส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
     มีวงดนตรีกำลังเล่นสโลว์ร็อคอยู่บนเวทีแล้วตอนที่ทีและแจน
เลือกจนได้โต๊ะที่นั่งข้างๆ คอกดีเจ นักร้องที่มีอยู่หลายคนสลับสับเปลี่ยน
เวียนกันมาร้องเพลง ไทยบ้างสากลบ้างให้แขกพอฟังได้เพลินๆ
     วัยรุ่นแต่งตัวจี๊ดๆ แบบที่ทีและแจนไม่มีวันได้เห็นในเมืองหลวงพระบาง
ตอนกลางวันทยอยเข้ามาเรื่อยๆ
     “วัยรุ่นเพียบเลยว่ะ” ทีส่งเสียงแข่งกับเสียงดนตรีบอกแจน
     “แต่งตัวเปรี้ยวมากด้วย”
     “นั่นดิ…สุดยอดเลย นี่ๆ ดูนั่นดิ โคตรแนวเลยว่ะ” ทีพยักเพยิด
ให้แจนดูวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่แต่งตัวเจ็บๆ โคตรแนว
     “เราอยู่ที่นี่กันมาหลายวันแล้ว ไม่เห็นมีใครแต่งตัวแบบนี้เลยเนอะ
พวกนี้กลางวันไปอยู่ที่ไหนกัน”
     “กลางวันเค้าก็นุ่งซิ่นสิ แต่งตัวอย่างนี้แค่ตอนจะไปเที่ยวไง”
     “สบายดี รับอะไรดีครับ” เสียงบ๋อยที่ยืนข้างๆ เอ่ยถามพร้อมกับ
ยื่นเมนูมาให้
     “สบายดี…เอ้ากินไรดี” ทีถามแจน
     “ยังอิ่มอยู่เลยอ่ะ”
    “งั้นกินไรเล่นๆ มะ”
     “อืม เอาดิ”
     หลังจากพลิกเมนูดูผ่านๆ ทีหันไปบอกบ๋อย
     “เอาเบียร์ลาวขวดนึงครับ”
     “กินเบียร์อีกและ เมื่อกี้ก็เพิ่งกินไปขวดนึง” แจนบ่นยิ้มๆ
     “เมื่อกี้อะไรกัน ตั้งนานจนมันเจือจางหมดแล้ว แล้วคิดดูสิ
จะมีบ่อยซักแค่ไหนกันที่ได้กินเบียร์ลาวในเธคลาวแบบนี้” ทีไหล
     “เชอะ” แจนค้อนด้วยความหมั่นไส้
     “แล้วเธอเอาน้ำ’ไรดีอ่ะ โค้กมะ”
     “อื้ม ได้”
     “เอาโค้กชุดนึงครับ”
     “โค้กไม่มีครับ…มีเป๊ปซี่”
     “อ่ะนั่นแหละ…เป๊ปซี่ แล้วก็น้ำแข็งถังนึงครับ”
     ระหว่างรอเครื่องดื่ม ทั้งคู่พลิกดูเมนูหากับแกล้มมากินเล่น
     “ลองนี่มะ…ทอดมันลาว!” ทีเสนอ
     “จะเหมือนทอดมันที่เมืองไทยรึป่าว กลัวมันจะเหมือนกัน”
     “ฮึ่ย ไม่เหมือนหรอก ไม่งั้นจะเขียนว่าทอดมันลาวทำไม
ก็เขียนทอดมันเฉยๆ ดิ”
     “อื้ม เอาดิ ลองดู”
     เครื่องดื่มทั้งหมดถูกบ๋อยคนเดิมยกมาวางจนเกือบเต็มโต๊ะ
     “น้อง เอาทอดมันลาวที่นึง” ทีสั่งด้วยความสงสัยว่า
ทอดมันลาวจะเป็นยังไง ถ้าทอดมันไทยทำจากเนื้อปลากราย
ทอดมันลาวอาจจะทำมาจากเนื้อแปลกๆ อย่างปลาบึก เก้ง สมัน
หรือสัตว์ป่าแปลกๆ ที่นึกไม่ถึงก็ได้
     บ๋อยจดแล้วหายไป ทีและแจนนั่งซดเครื่องดื่มพลางมองดู
บรรยากาศที่เริ่มคึกคักขึ้นทุกขณะ นักเที่ยวลาววัยไม่ค่อยรุ่น
คู่หนึ่งออกไปเปิดฟลอร์ ประสานมือลากเท้าเคล้าคลอเพลงรัก
เชื่องช้าที่วงดนตรีกำลังบรรเลง
     “ดูดิ มีคนออกไปเต้นแล้ว” ทีชี้ชวนให้แจนมองไปกลางฟลอร์
     “อุ๊ย เพลงแบบนี้เค้าก็เต้นได้ด้วย”
     “อ้าว ลีลาศไงลีลาศ”
     หลังจากอีกสองสามคู่ตามออกไปโชว์สเตปสโลว์ซบกลางฟลอร์
ได้ไม่นานนัก วงดนตรีที่นักดนตรีบางคนลากแตะขึ้นเวทีก็เริ่ม
บรรเลงเสียงเพลงที่คึกคักขึ้น
     วัยรุ่นลาวเริ่มทยอยลงไปวาดลวดลาย พร้อมๆ กับการมาถึงโต๊ะของ…
     “เฮ้ย อะไรอ่ะ เธอสั่งป่าวเนี่ย” ทีถามแจนเมื่อบ๋อยยกจานอาหารมาวาง
     “ป่าวนี่ เสิร์ฟผิดรึป่าว”
     “น้องครับ นี่อะไรอ่ะครับ” ทีถามบ๋อยพลางชี้จานที่มีไม้จิ้มฟัน
สิบกว่าอันปักกระจุกรวมกันอยู่บนเฟรนช์ฟรายส์
     “พี่สั่งทอดมันลาวรึเปล่าครับ” บ๋อยถามเสียงเรียบ
     “ใช่…นี่…ทอดมันลาวเหรอ” ทีเริ่มสังหรณ์ว่ามันจะ…
     “ใช่ครับ” บ๋อยไม่เข้าใจว่ามันจะสงสัยกันทำไมในเมื่อมันก็สั่งกันเอง
     “เฮ้ย! นี่มันเฟรนช์ฟรายส์นี่” ทีบอกแจนขำๆ เมื่อบ๋อยเดินจากไป
     “เนี่ยนะ ทอดมันลาว” แจนงงๆ
     “อ๋อ…รู้แล้ว เหมือนภาษาอีสานไง คนอีสานชอบเรียกไก่ย่างว่าย่างไก่
เรียกเนื้อย่างว่าย่างเนื้อ เนี่ยเหมือนกันเลย ทอดมันคือมันทอดไง
มันทอดก็แบบนี้ไง…เฟรนช์ฟรายส์ แล้วมันเป็นมันของลาว…ปลูกในลาว”
     “ก็เลยเรียกทอดมันลาวซะเลยว่างั้น” แจนสรุป
     “ใช่ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ขำดีว่ะ เล่าให้ใครฟังต้องขำแน่เลย”
     ทั้งคู่หยิบ “ทอดมันลาว” กิน กระดกเบียร์ลาวและเป๊ปซี่พลาง
โยกหัวตามดนตรีที่เริ่มคึกคักอย่างสนุกสนาน ในขณะที่วงดนตรี
เริ่มบรรเลงท่อนอินโทรของเพลงเพลงหนึ่ง
     นักเที่ยวหนุ่มสาวชาวลาวหลายสิบคนกรูลงไปในฟลอร์เต้นรำ
ด้วยความคึกคัก ใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะชอบใจ
ทีและแจนเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความงุนงง
     “เฮ้ย! มีอะไรวะเนี่ย” ทีสงสัยที่เห็นทุกคนลงไปยืนเรียงเป็นแถว
จนเต็มพื้นที่หน้าเวที
     เสียงเพลงทำนองแปลกๆ บรรเลงด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว
ทุกคนที่อยู่ในฟลอร์เต้นรำลีลาลีลาศด้วยท่าทางเดียวกัน
โยกซ้ายย้ายขวาพร้อมๆ กัน หมุนตัวพร้อมๆ กัน
สร้างความงุนงงให้ทีและแจนเป็นเท่าทวี
     “เฮ้ย! อะไรอ่ะ แปลกจัง! เต้นพร้อมกันเลย ท่าเดียวกันด้วย”
     หนุ่มสาวที่กำลังเต้นกันยิ้มอย่างมีความสุข ทุกสเตปเหมือน
ได้รับการซักซ้อมให้พร้อมเพรียงกันเป็นอย่างดี
     “น่ารักเนาะ มีหยั่งงี้ด้วย น่ารักดี เอาเวลาที่ไหนไปซ้อมไปหัด
กันเนี่ย” แจนปลื้มกับการเต้นรำหมู่กับเพลงพิเศษที่ไม่เคยได้ยิน
     “เหมือนเป็นเพลงมาร์ชหรือไม่ก็เพลงรำวงอะไรซักอย่างเลยเนอะ
แบบทุกคนรู้ว่าต้องเต้นยังไงต่อ ท่อนไหนเต้นยังไง หรืออาจจะ
มีสอนในโรงเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แปลกจัง เพลงอะไรเนี่ย”
     เพลงจบ ท่าเต้นทุกคนจบโดยพร้อมเพรียงกัน
     “เฮ้ย! มีท่าจบพร้อมกันด้วย เจ๋งว่ะ” ทีทึ่ง เขาและแจนไม่เคยเห็น
ที่ไหนในเมืองไทยมีเพลงที่ทุกคนสามารถออกท่าลีลาศได้พร้อมเพรียง
กันแบบนี้มาก่อน
     นักเต้นค่อยๆ สลายตัวออกจากฟลอร์
     วงดนตรีเล่นเพลงต่อไปต่อทันที ทุกคนวิ่งกลับมาเรียงแถว
เต็มพื้นที่เหมือนเดิม บางคนเต้นเพลงแรกไม่ได้แต่ไม่หวั่นกับเพลงนี้
ก็กระโดดลงมาวาดลวดลายให้นักเต้นในฟลอร์ดูหนาตากว่าเดิม
     “เฮ้ย! มีอีกเพลงอ่ะแจน” ทีร้องบอกเมื่อเห็นทุกคนหมุนตัว
เต้นซ้ายเต้นขวาจนมาสู่ท่าจบพร้อมๆ กันด้วยความสุขเหมือนเดิม
     “แปลกดีจัง“ ทีประทับใจกับสองเพลงที่เขาทึกทักเอาว่าเป็น
เพลงมาร์ชหรือไม่ก็เพลงรำวงอะไรซักอย่าง
     หมดช่วงวงดนตรีเล่นสด ดีเจไม่ปล่อยให้ฟลอร์ร้าง
เปิดเพลงแดนซ์ตื๊ดๆ ทั้งเพลงลาว เพลงไทย เพลงสากล
ให้วัยรุ่นได้โดดซ้ายส่ายขวาอย่างเมามัน ทีและแจนยังคงนั่ง
สังเกตการณ์อยู่ที่โต๊ะข้างคอกดีเจ
     ดีเจต่อเพลงได้ไม่สะดุด หรี่เพลงส่งเสียงภาษาลาวพูดกับขาแดนซ์
เป็นระยะๆ
     โทรศัพท์ของทีส่งเสียง หน้าจอโชว์เบอร์แปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคย
     “เฮ้ย คนขับสามล้อโทรมาแน่เลย ฮัลโหล ฮัลโหล” ทีตะโกนใส่โทรศัพท์
หลังกดรับ
     “ฮัลโหล…!@#$%^&*)(_+)*&^%$#@!@#$%^&*)(+_(&*”
เสียงปลายสายจับใจความไม่ค่อยได้
     “ออกไปคุยข้างนอกก่อนก็ได้” แจนบอกที
     “เดี๋ยวๆ แป๊บนึงนะครับ” ทีบอกคนในโทรศัพท์แล้วรีบวิ่ง
ออกไปบริเวณสนามหญ้าด้านหน้า
     “ฮัลโหล…ครับ” ทีส่งเสียงถึงปลายสาย
     “อยู่บ้านแล้ว ไม่ต้องท่าแล้วนะ” ภาษาลาวตอบกลับมา
     “ลุงที่ขับรถเหรอครับ อะไรนะครับ”
     “อยู่บ้านแล้ว เรียกคนอื่นเลย ไม่ต้องท่า”
     “ห๊ะ กลับบ้านแล้วเหรอครับ ไม่มารับแล้วเหรอ” ทีไม่แน่ใจ
สำเนียงลาวของคนขับรถฟังยากเอาการ
     “ไม่ๆ อยู่บ้านแล้ว ไม่ต้องท่า”
     “ไม่ต้องรอใช่มั้ยครับ ให้ผมเรียกคันอื่นเลยใช่มั้ย”
     “เอ้อๆ”
     “ครับๆ โอเคครับ ขอบคุณครับ” ทีวางสายแล้วเดินออกไป
ริมถนนด้านหน้าทางเข้า มีสามล้อจอดรออยู่สามสี่คัน
     “ลุงคนขับเค้าโทรมาบอกว่ากลับบ้านไปแล้ว ไม่มารับแล้ว”
ทีบอกแจนเมื่อกลับเข้ามาข้างใน “แต่ไม่เป็นไรหรอก ด้านหน้าพอมี
สามล้อจอดรออยู่ เดี๋ยวเรากลับก่อนมันปิดซักนิดหน่อยก็ได้”
     “ทำไมอ่ะ ไม่อยากอยู่จนจบแล้วเหรอ”
     “ไม่เป็นไรหรอก เพราะถ้าอยู่จนจบนะ แม่งต่างคนต่างออก
เดี๋ยวต้องไปแย่งรถกัน ไม่มีรถกลับอีก”
     ในเมื่อต้องกลับก่อน ทีและแจนจึงต้องรีบทำสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ
…แดนซ์ในเธคลาว!
     เครื่องดื่มหมด ทอดมันลาวหมด ทีและแจนเบียดกายลงไป
ในฟลอร์ที่กำลังม่วนด้วยเพลงมันๆ ดังสลับกับเสียงดีเจ
แสงไฟหลากสีหมุนเหวี่ยงสาดใส่ให้บรรยากาศเร่าร้อน
คู่รักหนุ่มสาวชาวไทยโยกๆ เลื้อยๆ ไปตามจังหวะท่ามกลาง
วัยรุ่นหนุ่มสาวชาวลาวที่เขย่าหัวโขยกตัวอย่างเมามัน
     สายตาทีเหลือบไปเห็นชายฉกรรจ์สี่คนยืนจังก้าตีหน้าเหี้ยม
อยู่ในเงามืดบนเวที
     “เฮ้ยแจน ดูดิๆ” ทีกระซิบบอกแจนให้มองไปบนเวที
     “เฮ้ย…อะไรอ่ะ จะมีอะไรรึเปล่า” แจนเริ่มกังวล
     “เอาไว้เผื่อมีตีกันมั้ง โหดว่ะ สงสัยมีตีกันบ่อย แม่งจะมียิงกันมั้ยเนี่ยะ”
     ผ่านไปอีกสองสามเพลง จู่ๆ หนึ่งในชายฉกรรจ์ทั้งสี่ที่เฝ้าดูสถานการณ์
กดสวิทช์ยิงลำแสงเลเซอร์สีแดงสดพุ่งตรงไปยังวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง
เหมือนเป็นการตักเตือน
     “นั่น โดนแล้ว” ทีเห็นว่าเป้าหมายของลำแสงแดงสดนั้น
คือกลุ่มวัยรุ่นไม่ไกลจากที่ที่เขาและแจนโยกอยู่เท่าไหร่นัก
     วัยรุ่นกลุ่มนั้นแดนซ์โดดอย่างเมามันจนเริ่มเลยเถิดไปกระทบคนข้างๆ
     เลเซอร์ถูกยิงส่องมาอีกครั้ง ก่อนที่ชายฉกรรจ์หน้าโฉดเจ้าของลำแสง
โดดลงจากเวที ก้าวอาดๆ เข้าหาวัยรุ่นกลุ่มเดิม!
     ทีประคองแจนออกมาให้ห่าง เอาตัวเข้าบังแต่ยังไม่หยุดแดนซ์
จับตามองสถานการณ์ตลอดเวลา ต่างแดนต่างถิ่นแบบนี้เขาไม่มีทางรู้
ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
     รู้แค่ว่า…แจนต้องไม่เป็นอะไร!
     ชายฉกรรจ์จากบนเวทีตักเตือนวัยรุ่นกลุ่มนั้นด้วยสีหน้าเอาจริง
ซึ่งช่วยปรามความห่ามลงไปได้ระดับหนึ่ง
     ทีและแจนจึงม่วนมันกับบรรยากาศและเสียงเพลงต่อไป
     “กลับยัง” แจนถาม
     “ทำไมอ่ะ จะกลับแล้วเหรอ”
     “ ก็…มันไม่ค่อยสนุกแล้ว” ปกติเธอไม่ใช่คนชอบเที่ยวสถานบันเทิง
แบบนี้อยู่แล้ว
     “อีกแป๊บละกัน ไม่ใช่ทุกวันนะที่จะได้มาเต้นในผับลาว”
     “อื้ม ก็ได้”

     ทีและแจนหารถสามล้อพากลับมาปากซอยเฮือนพักนกน้อยได้ไม่ยากนัก
บรรยากาศยามเที่ยงคืนกว่าๆ ของราตรีสุดท้ายในดินแดนหลวงพระบาง
เย็นเยียบเงียบงันจนทั้งคู่รู้สึกเหงาแบบแปลกๆ
     “คืนสุดท้ายแล้วเนอะ” ทีเอ่ยบอกแจน
     “นั่นดิ แป๊บเดียวเอง”
     “ยังไม่อยากกลับเลย อยากอยู่อีกนานๆ” ทีรู้สึกดีที่การลุยแดนลาว
ครั้งนี้มีแจนเดินเคียงข้าง บรรยากาศหลวงพระบางยามใกล้ต้อง
ลาจากทั้งที่จิตใจยังไม่อยากคงทำให้เขาเหงาน่าดูหากอยู่คนเดียว
     “ใครกันนะ…” ทีเริ่มคิด “…ที่ชอบการเดินทางคนเดียว
มันจะดีตรงไหนที่ไปเห็นเมือง ผู้คน วัฒนธรรม และสถานที่
ที่น่าตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจแต่ไม่ได้ชื่นชมหรือเล่าระบายความสุข ความชอบ
ความประทับใจที่ได้ดื่มด่ำบรรยากาศเหล่านี้ให้ใครฟังในทันที…มันจะดีตรงไหน
ที่เจอความเหนื่อยยากลำบากทุลักทุเลแล้วไม่มีใครคอยเคียงข้างปลอบประโลม
จิตใจไปด้วยกัน…”
     ยิ่งคิด…ทียิ่งรู้สึกดีที่การลุยแดนลาวครั้งนี้มีแจนเดินเคียงข้าง
     “เดินเล่นอีกหน่อยดีกว่า อยากเก็บบรรยากาศเยอะๆ” ทีชวนแจน
หลังหลุดออกมาจากห้วงความคิด
     “อื้ม เอาสิ” แจนไม่อิดออด แม้เวลาจะล่วงไปเที่ยงคืนกว่าแล้วก็ตาม
เธอเองก็ไม่ค่อยอยากบอกลาเมืองเล็กๆ แห่งนี้เท่าไหร่นัก
     สองมือเกาะกุม สี่เท้าก้าวเดินท่ามกลางแสงไฟถนนสีส้ม
ละอองหมอกลอยเลื้อยบางเบา และความเงียบ…เหงา…
ของหลวงพระบาง…

     หลอดไฟนีออนเก่าๆ ในห้องพักห้องหนึ่งของเฮือนพักนกน้อย
กะพริบพรึ่บพรั่บก่อนฉาบเคลือบทั้งห้องด้วยแสงสว่างตอนเกือบตีหนึ่ง
ทีและแจนผลัดกันอาบน้ำ จัดกระเป๋าเก็บข้าวของ เตรียมพร้อมเพื่อ
ออกจากบ้านหลังนี้ก่อนไอตะวันอุ่นๆ ยามเช้าจะส่องสาดพาดผ่านเหลี่ยมเขา
เพราะน้ำหมึกปากกาลูกลื่นที่ถูกตวัดฉวัดเฉวียนเขียนบน “ปี้โดยสาร”
รถวีไอพีวิ่งเข้าเวียงจันทน์ที่จองไว้กับเอเจนซี่ทัวร์ในตัวเมืองหลวงพระบาง
ตั้งแต่บ่ายเมื่อวานบอกไว้ชัดเจนว่ารถจะออกจากท่ารถหกโมงครึ่งเป๊ะ
     “ทันจ๊ะทัน รถวีไอพีวิ่งเร็ว ออกหกโมงครึ่ง ถึงเวียงจันทน์ไม่เกินสี่โมง”
บ่ายวานนี้ ผู้สาวลาวที่เอเจนซี่ทัวร์ยืนยันกับทีและแจนตอนทั้งคู่ติดต่อ
ซื้อตั๋วเข้าเวียงจันทน์เพื่อต่อรถกลับกรุงเทพฯอีกที
     “ทันแน่นะครับ เพราะว่ารถกลับกรุงเทพฯออกตอนห้าโมง…
ผมต้องถึงเวียงจันทน์ก่อนห้าโมงนะครับ” ทีไม่ค่อยแน่ใจ
เพราะตอนมาหลวงพระบาง รถประจำทางดีเลย์กระจาย
     “ทันแน่ๆ นี่รถวีไอพี” เธอยังยืนยันคำเดิม ทั้งคู่จึงตกลงซื้อ
ตั๋วรถประจำทางวีไอพีที่น่าจะเดินทางได้เร็วกว่าขามาในราคา
สองแสนกีบสำหรับสองคน
     “น่าจะทันแหละเนอะ รถวีไอพี แถมออกเช้าด้วย วันเรามามัน
รถธรรมดาหวานเย็นมั้ง มันเลยช้า ถ้าไปถึงเร็วจองตั๋วได้รถกลับ
กรุงเทพฯเรียบร้อยแล้วจะได้เดินเที่ยวดูเมืองเวียงจันทน์ซะหน่อย”
ทียิ้มบอกแจนทั้งๆ ที่ก็ยังหวั่นๆ เรื่องรถและเวลาที่ยังไงก็ไม่ค่อยน่าวางใจ
     “ขอให้มันเร็วจริงเหอะ” แจนหวั่นๆ พอกัน…
     (อ่านต่อตอน 4)

1 ตอบกลับที่ หลวงพระบาง ตอน 3

  1. กระเป๋าผ้า พูดว่า:

    รวยเลยนะครับมีเงินตั้งหลายแสนกีบในกระเป๋าผ้าด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: