รักแห่งสยาม

รักแห่งสยาม – แลนด์มาร์คที่คุ้นเคยกับเรื่องรักที่ไม่เคยคุ้น / โดย…โรงน้ำชา (6/12/2550)

(*คำเตือน – งานเขียนชิ้นนี้มีข้อมูลที่เปิดเผยปมสำคัญของภาพยนตร์เยอะมาก!)

     ผมชอบงานของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
ตั้งแต่ได้ดู “คน ผี ปีศาจ” งานกำกับหนังใหญ่ครั้งแรก
ของเขาเมื่อหลายปีก่อน ผลงานหลอนๆ ที่มีทั้งปม
ทางจิตวิทยาและเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ
เป็นหนังผีรสชาติใหม่ในตอนนั้นที่ผมว่าเค้ากล้านำเสนอ
     งานกำกับอีกสองเรื่องของมะเดี่ยวเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่
ชื่อ “12” กับ “13 เกมสยอง” ผมพลาดไป ยังไม่ได้ดู
(คงได้ดูเร็วๆ นี้เพราะได้แผ่นมาแล้ว)
     มาในปี 2550 นี้ ผมได้ดูงานกำกับเรื่องล่าสุดของ
ผู้กำกับหนุ่มคนนี้อีกครั้ง ครั้งนี้มะเดี่ยวไม่ได้มาพร้อม
หนังสยองขวัญหรือระทึกขวัญโรคจิตวิปริตอย่างที่ผ่านมา
แต่เป็นหนังรัก “รักแห่งสยาม” สยามในที่นี้ที่หมายถึง
สยามสแควร์อย่างที่หลายคนคงรู้กันแล้ว
     “หน้าหนัง” ของรักแห่งสยามต่างจาก “เนื้อหนัง” มาก…
มากจนหลายคนบ่นว่ารับไม่ได้ไปจนถึงเสียดาย (พระเอก)
จากที่เคยคิดว่าเป็นหนังรักวัยรุ่นวัยใสในอารมณ์คล้ายๆ
Seasons Change รักแห่งสยามตบหน้าผม (และคนดูอีกหลายคน)
ด้วยเรื่องราวความรักที่หนักอึ้ง


     หนังเริ่มแนะนำตัวละครหลักและปูที่มาที่ไปให้เรารับรู้อย่างรวดเร็ว
ในเวลาไม่นานเราจึงได้รู้จัก “มิว” (พิช – วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล)
เด็กชายที่ครอบครัวย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ต้องอาศัยอยู่กับอาม่า
ผู้สอนให้เขารู้จักและรักดนตรี มิวสนิทกับ “โต้ง” (โอ้ – มาริโอ เมาเร่อ)
เด็กชายวัยเดียวกันที่อยู่ข้างบ้าน จนเมื่อ แตง (พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์)
พี่สาวของโต้ง หายสาบสูญไประหว่างการเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนๆ
บ้านของโต้งจึงย้ายไป และมีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามาอยู่แทน
     จากเหตุการณ์นั้น พ่อของโต้ง (กบ – ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี)
กลายมาเป็นคนที่จมอยู่ในความรู้สึกผิดและติดเหล้า แม่ (นก – สินจัย เปล่งพานิช)
กลายเป็นคนที่ต้องแบกรับปัญหาและความกดดันทุกอย่างภายในบ้าน
     และวันเวลาที่ผ่านไปก็ได้พาให้มิวและโต้งกลับมาเจอกันอีกครั้ง…ที่สยาม
     พร้อมๆ กับเรื่องราวมากมายที่ห่างไกลจากคำว่า “สดใส” มากนัก


     รักแห่งสยามใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งในการบอกเล่า
เรื่องราวมากมายของคนหลายคน ซึ่งอาจจะมีบางช่วงที่อาจรู้สึกว่า
หนังหนืดๆ เนือยๆ ไปบ้าง แต่ก็ไม่มากมายจนชวนหลับ
     แกนหลักของหนังอยู่ที่ “มิว” กับ “โต้ง” สองเพื่อนรักในวัยเด็กที่
โตมาแล้วเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างเกินความเป็นเพื่อน ซึ่งดาราหน้าใหม่
ทั้งสองคน วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล และ มาริโอ เมาเร่อ สามารถ
แบกรับหนังในส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้ค่อนข้างดี
โดยเฉพาะ วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล ในบทมิว สามารถสื่อสาร
ผ่านแววตาและแม้กระทั่งรอยยิ้มได้ ไม่ยากที่คนดูจะเชื่อว่าหมอนี่
“รักเพื่อน” จริงๆ ส่วนมาริโอ เมาเร่อ ให้การแสดงที่ค่อนข้างเรียบ
ขึ้นจอด้วยหน้าหล่อๆ แต่นิ่งและอารมณ์เดียวเกือบทั้งเรื่อง
ยกเว้นตอนที่ระเบิดอารมณ์และแสดงความสับสนกับ
ตัวละครชื่อ “หญิง” มาริโอทำได้ดีจนดูแล้วสงสารและสะเทือนใจ


     รุ่นเก๋าอย่างทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี และสินจัย เปล่งพานิช นั้นหายห่วง
เยี่ยมยอดในทุกฉากที่เข้าคู่กัน นี่คือตัวอย่างของการแสดงที่เล่นน้อยแต่ได้มาก
คุณกบและคุณนกทำให้เรื่องราวของตัวละครคู่นี้ซาบซึ้งอย่างถึงที่สุด
ได้ในตอนท้ายด้วยการพูดเพียงไม่กี่คำ
     แม้การแสดงจะดีจนน่าชมเชย แต่หลายฉากหลายตอนใน
รักแห่งสยามยังทำให้ผมเกิดความสงสัยจนต้องมานั่งคิดและ
ทำความเข้าใจต่อ
     เมื่อคิดแล้วจึงรู้สึกได้ว่าหนังเรื่องนี้ “ลึก” กว่าที่เห็น
(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่คิดนั้นมันถูกรึเปล่า)
     หนึ่งในฉากที่ผมไม่เข้าใจในตอนแรกคือ “ฉากจูบ” ของมิวและโต้ง
ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เห็นทั้งคู่จูบกันจริงๆ จะๆ และดูดดื่มขนาดนั้น
แม้ก่อนเข้าไปดูจะรู้มาเลาๆ ว่ามีประเด็นเกี่ยวกับชายรักชายแต่ก็ไม่ได้
คาดหวังว่าต้องมาเห็นขนาดนี้ ขณะที่ดูผมรู้สึกแค่ว่าจะทำทำไม
มีวิธีอีกมากมายที่สามารถทำให้คนดูรู้ได้ว่าผู้ชายสองคนนี้จูบกัน
เช่น หลังจากโอบซบกัน ทั้งคู่เริ่มมองหน้ากัน ค่อยๆ โน้มหน้าเข้าหา
จนเกือบชนกัน แล้วตัดไปเห็นหน้าคุณสินจัยที่กำลังช็อคสุดขีด
แค่นี้ก็น่าจะรู้ว่ามิวกับโต้งจูบกัน


     แต่พอได้มาลองคิดดูอีกที ผมว่าฉากนี้น่าจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ
     วิธีที่ผมยกตัวอย่างอาจทำให้คนดูรู้…แต่ไม่รู้สึก นี่คือฉากที่ผู้กำกับ
จงใจใส่เข้ามาเพื่อตั้งคำถามและชี้ขาดความรู้สึกของคนดูโดยตรง
     เมื่อเราเห็นทั้งคู่จูบกันจริงๆ จะๆ และดูดดื่มขนาดนั้น
เราจะรู้สึกอะไรบางอย่างอย่างรุนแรง ความรู้สึกแรกนั้นจะถามเรา
ให้ตัดสินและบอกตัวเองทันทีในฉากนี้ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ
ความรักของมิวและโต้ง
     และความรู้สึกนี้จะส่งผลต่ออารมณ์ของเราต่อหนังทั้งเรื่องที่เหลือ
     ถ้ายอมรับก็จะเข้าใจมิวและโต้ง ถ้าปฏิเสธก็จะเข้าใจแม่ของโต้งและ
ตัวละครที่ชื่อหญิง
     แต่ถ้ารับไม่ได้จนต้องเดินออกจากโรงไปก่อนก็ถือว่าเข้าใจแม่
ของโต้งเหมือนกัน (ฮา)


     อีกสิ่งที่ “รักแห่งสยาม” ทิ้งไว้ตามรายทางที่หนังเดินหน้าไป
คือสัญลักษณ์ทั้งหลายที่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะตีความเป็นอะไร
ไล่ตั้งแต่ชื่อตัวละครไปจนสิ่งของที่ใช้ประกอบหนัง
     ที่ผมพอจะครวญคิดมาปะติดปะต่อได้เห็นจะเป็นตุ๊กตาไม้
ที่โต้งซื้อมาฝากมิวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพียงแต่ว่าตุ๊กตาไม้ตัวนั้น
ในวันเวลานั้น…ไม่มีจมูก!
     จมูก…ที่เป็นอวัยวะสำหรับหายใจ หล่อเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่ได้
     ช่วงเวลานั้นเป็นตอนที่โต้งต้องย้ายบ้าน ตุ๊กตาจึงยังไม่สมบูรณ์
ยังขาดจมูก…อวัยวะสำหรับหายใจ เหมือนความรักของมิวที่ยัง
ไม่ถูกเติมเต็ม เมื่อได้มาเห็นตุ๊กตาไม้ตัวเดิมอีกครั้งโต้งจึงตั้งใจว่า
จะต้องเพียรหาจมูกมาให้ตุ๊กตาตัวนี้ให้จงได้ เหมือนกับว่า
เมื่อได้รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง โต้งจึงอยากเติมเต็ม
ความรักที่ขาดหายไปของมิว
     นั่นเป็นคำตอบสำหรับฉากสุดท้ายว่าทำไมมิวต้องร้องไห้
ตื้นตันใจที่ในที่สุดตุ๊กตาไม้ก็ได้มีจมูกเสียที พร้อมกับสะอึกสะอื้น
ขอบคุณ “เพื่อนรัก” ที่หาจมูกมาให้มันจนได้
     เป็นคำขอบคุณที่มิวต้องการมอบให้โต้งสำหรับความรักที่มีให้
แม้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่เส้นทางความรัก
ของทั้งคู่จะสามารถเดินมาบรรจบกัน…
     แต่อย่างน้อยในช่วงสั้นๆ ของชีวิต…โต้งก็ “เคยเป็น”
และ “อยากเป็น” ลมหายใจสำหรับมิว!


     หากตัดเรื่องชายรักชายออกไปและลองคิดซะว่านี่เป็น
เรื่องของชายรักหญิง ประเด็นและสัญลักษณ์เหล่านี้ก็แข็งแรง
และงดงามไม่แพ้กัน
     แม้กระทั่งคำพูดของโต้งที่บอกว่า “เราคงคบกับมิวแบบแฟนไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รักมิวนะ” ในเรื่องนี้เหตุผลคือทั้งคู่
เป็นผู้ชาย แต่หากลองคิดซะว่านี่คือประโยคที่ผู้ชายบอกผู้หญิงตามปกติ
มันก็คือเรื่องธรรมดาๆ ของความรักในชีวิตของเราทุกคนที่
อาจรักกันแต่มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คบกันไม่ได้…เหมือนกัน
     อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ไม่ว่าคุณมะเดี่ยวจะตั้งใจหรือไม่
แต่ผมสังเกตเห็นและพานให้นึกไปถึงได้คือลักษณะของจมูก
และวิธีการติดมันเข้ากับหัวของตุ๊กตาไม้พอจะบอกให้เรารู้
เป็นนัยได้ว่าคนยื่นให้และคนได้รับมองตัวเองเป็นเพศไหน

     แม้ “รักแห่งสยาม” จะมีฉากจำและเป็นที่ฮือฮาในประเด็น
ของชายรักชาย แต่อีกสารที่แข็งแรง เข้มข้น และกินใจไม่ยิ่งหย่อน
ไปกว่ากันคือเรื่องราวความรักในครอบครัวของโต้งที่ได้ “จูน”
สาวห้าวผู้ดูแลวงดนตรีของมิวที่หน้าตาเหมือนกับพี่สาวของโต้ง
ที่หายสาบสูญไปราวกับฝาแฝด เข้ามา “จูน” สมาชิกในครอบครัว
ให้หันมารับรู้และมองเห็นความรักระหว่างกันอีกครั้งในวันที่มันเกือบ
จะเหือดหายและก่อนที่ความสุขความอบอุ่นในบ้านหลังนี้จะสูญสลาย
     และเรื่องราวในส่วนนี้นี่เองที่เปิดโอกาสให้คุณกบ คุณนก และคุณพลอย
โชว์ “ของ” ในการแสดงแบบ “นักแสดง” ที่ไม่ใช่แค่ “ดารา” ได้อย่างเต็มที่
แบบไม่มีใครทำให้คนดูผิดหวัง

     อีกส่วนที่ต้องชมเชยนอกจากเพลงประกอบที่โคตรเพราะ
และฮิตติดหูได้ทันทีตั้งแต่เริ่มโปรโมท คืองานกำกับภาพ
ที่มีหลายฉากค่อนข้างสวยงาม หวือหวา และน่าจดจำ
     หนึ่งในฉากที่ว่านี้คือการกวาดกล้องไปรอบบริเวณหนึ่ง
ในสยามที่สามารถให้เราเห็นทั้งภาพแลนด์มาร์คที่สวยงามคุ้นตา
รวมทั้งเห็นชีวิตของตัวละครวัยรุ่นแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ที่
สลับสับเวียนมาเข้ากล้องที่เคลื่อนไปรอบๆ ได้อย่างเหมาะเจาะ
เป็นการดีไซน์ช็อตที่พิถีพิถันให้ออกมาสวย สะดุดตา และคงจะ
ต้องอาศัยการซักซ้อมคิวอยู่นานพอสมควร ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา
ถือว่าคุ้มค่าและน่าชมเชย

     บทสรุปสุดท้ายของรักแห่งสยามอาจไม่เกินความคาดหมาย
(หลังจากที่พลิกความคาดหมายมาแล้วตูมใหญ่จากหน้าหนัง) ซึ่ง
ก็ไม่แตกต่างจากหนังรักทั่วไปที่ทำให้เราเดินออกจากโรงด้วย
ความรู้สึกว่าความรักเป็นเรื่องที่ดีเสมอไม่ว่ารักนั้นจะเป็นไปใน
รูปแบบไหน “เราคงคบกับมิวแบบแฟนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้
หมายความว่าเราไม่ได้รักมิวนะ” แม้จะเป็นรักในรูปแบบที่
สังคมยอมรับได้ยาก แต่อย่างน้อยรักนี้ก็ช่วยต่อชีวิตและเป็น
แรงบันดาลใจให้ผู้ชายที่อ่อนไหวคนหนึ่งก้าวต่อไปได้
หรือรักที่ช่วยพยุงผู้ชายที่ไม่คิดจะทำอะไรนอกจากดื่มเหล้า
ให้ลุกขึ้นมาตั้งต้นใหม่และตั้งใจทำอะไรให้ดีขึ้นอีกครั้ง
     ใจความสำคัญของ “รัก” ทั้งหมด “แห่งสยาม” ก็คงเหมือนที่
“ดั่งมีใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง”
นั่นกระมัง…

9 ตอบกลับที่ รักแห่งสยาม

  1. yokuraku พูดว่า:

    อ่านไปก็ฟังเพลง”เพียงเธอ”คลอไปด้วย

    2ชม.ของหนังเรื่องนี้ทำให้เรามีค.สุขจริงๆ

  2. muay พูดว่า:

    อยากให้อธิบายย่อหน้านี้เพิ่ม

    “อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ไม่ว่าคุณมะเดี่ยวจะตั้งใจหรือไม่
    แต่ผมสังเกตเห็นและพานให้นึกไปถึงได้คือลักษณะของจมูก
    และวิธีการติดมันเข้ากับหัวของตุ๊กตาไม้พอจะบอกให้เรารู้
    เป็นนัยได้ว่าคนยื่นให้และคนได้รับมองตัวเองเป็นเพศไหน”

    ไม่เข้าใจอ่ะ *_* ค่ะ

  3. rongnamcha พูดว่า:

    คุณ muay ครับ
    คือลักษณะของจมูกที่โต้งดั้นด้นหามาให้มิวนั้นมันเป็น
    ไม้สีแดงกลมๆ ต่อไว้กับแท่งไม้ยาวๆ ซึ่งผมตีความว่า
    เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเป็นชาย”
    ในขณะที่บนหน้าของตุ๊กตาไม้นั้นมีรูไว้ให้เสียบแท่ง
    จมูกนี้ลงไปเพื่อติดมันเข้ากับหน้าตุ๊กตา ซึ่งน่าจะ
    เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเป็นหญิง” น่ะครับ
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น…
    นี่เป็น “อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ไม่ว่าคุณมะเดี่ยวจะตั้งใจหรือไม่
    แต่ผมสังเกตเห็นและพานให้นึกไปถึงได้” นะครับ
    ถ้ามีโอกาสได้ดูรักแห่งสยามอีกรอบ…ลองสังเกตจุดนี้ดูนะครับ
    เพราะตอนที่มิวเสียบแท่งไม้ลงไปในรูบนหน้าตุ๊กตานั้นค่อนข้าง
    ถ่ายในระยะใกล้หรือ Close Up มากๆ ซึ่งไม่แน่ว่าจะต้องการ
    เน้นประเด็นหรือสัญลักษณ์นี้หรือเปล่า…

  4. ohayo พูดว่า:

    ดูเรื่องรักแห่งสยามแล้ว ก็สงสัยเหมือนกะคุณโรงน้ำชาจริงจริง
    ว่า ฉากมิ้วกับโต้ง มันดูดดื่มเกินไปรึเปล่า แต่หนังโดยรวมก็น่ารักดีคะ

  5. yokuraku พูดว่า:

    อย่างนี้นี่เองที่เค้าเรียกว่า “คิดลึก”

  6. sugary พูดว่า:

    อยากดูหนังเรื่องนี้เลย หลังจากที่ได้เข้ามาอ่าน
    แต่ชอบเพลง เพียงเธอ นะเพราะดี

  7. rongnamcha พูดว่า:

    คุณ Sugary
    ลองดูนะครับ หนังดีใช้ได้ทีเดียว
    แต่ตอนนี้คงหาดูในโรงได้ยากแล้ว
    ไว้รอดูตอนเป็นแผ่นออกมาก็ได้ครับ
    ดูแล้วลองมาเยี่ยมหน้านี้ในโรงน้ำชาอีกที
    แล้วลองดูว่าจะคิด+เห็นเหมือนกันหรือเปล่า

  8. pattararanee พูดว่า:

    สวัสดีค่ะ
    หายไปนานเลย

    แล้วก็กลับมาพร้อม รักแห่งสยาม
    ขียนประเด็นได้โดนใจมากๆ

    ฉากนั้นตอบได้เลยว่า ช็อก อย่างแรง
    ความรู้สึกเหมือน เราเป็นแม่
    แล้วถ้าเป็นเราล่ะ
    ถาดที่ถืออยู่ จะหล่นหลุดมือไหม
    หรือว่า เข่าอ่อนทรุดลงไปเลย

    และก็ เข้าใจ “หญิง” มากมาก (ไปอ่านนะคะ เขียนไว้
    http://pattararanee.wordpress.com/2007/11/26/ )

    และเป็นสิ่งที่ก็ สงสัย เช่นกัน ในเรื่องของสัญลักษณ์ต่างๆ
    แล้วตอนเลือกตุ๊กตาติดต้นไม้ ก็ตีความได้หลายอย่างด้วยนะคะ
    เพราะการเลือก ตุ๊กตาผู้ชาย ก็ไม่ได้หมายความว่า โต้งจะรักผู้ชายไปตลอดชีวิตน่ะ
    เราว่า เด็กสองคนนั้น เค้าผูกพันกันมาก ทางด้านจิตใจ
    และการเติบโตของมิว แบบโดดเดี่ยว ก็เลยทำให้เขาเป็นอย่างนั้น
    มิวอาจ ชอบผู้หญิง หรือ ผู้ชายก็ได้ เมื่อโตกว่านี้
    เราคิดว่างั้นนะคะ ^^

  9. ร่มนนทรี พูดว่า:

    ตอนไปดูเรื่องนี้ไปตั้งแต่วันแรกที่เข้าเลย และก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจริงๆ โปสเตอร์หลอกกู
    แต่ชอบเรื่องนี้มาก มีความรักในหลายแง่มุม เเล้วเป็นหนังที่ต้องคิดให้ลึกๆ ไม่ใช่คิดลึกนะครับ
    ชอบบทความ”ตุ๊กตาไม้ ที่โต้งซื้อมาฝากมิวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก “การตีความลึกซึ้งมากๆ ชอบมากๆครับไว้จะติดตามบทความต่อๆไปอีกนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: