Lesson 2

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา  / โดย…โรงน้ำชา (12/2/2551)
Lesson 2 : ขนม

     ถ้าไม่นับขนมจีน ขนมจีบ ขนมกุ้ยช่าย และขนมครกญี่ปุ่น (ทาโกะยากิ)
ขนมส่วนใหญ่บนโลกใบนี้มักจะมีรสชาติหวาน เปรี้ยว ขนมบางชนิด
อาจมีเค็มบ้าง แม้ชีวิตนี้ยังไม่ได้ลองกินขนมจากทั่วทุกมุมโลก
แต่ผมคิดว่ายังไงซะคงไม่มีใครบ้าพอจะอุตริผลิตขนมรสขมออกมาแน่ๆ
     ผมเป็นคนหนึ่งที่โปรดปรานการบริโภคขนมมาตั้งแต่เด็กๆ
มีความสามารถในการใช้ชีวิตอยู่ได้ทั้งวันด้วยการกินเพียงขนม
โดยไม่ต้องยัดเมล็ดข้าวเข้าปากไปสัมผัสผิวกระเพาะ เรื่องนี้
กลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างผมกับแม่อยู่บ่อยๆ เนื่องจาก
ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เมื่อท่านทราบว่า
วันทั้งวันผมซัดแต่ขนมก็มักจะโดนดุโดนบ่น ไม่รู้กลัวผม
ขาดสารอาหารหรือว่าการกินขนมมันเปลืองสตางค์กว่า
กินข้าวกันแน่ (แต่เท่าที่รู้จักแม่มา ผมว่าน่าจะเป็นเหตุผล
แรกมากกว่า…มั้ง?)
     ในตอนนั้น การได้ท่องเที่ยวไปในอาณาจักรแห่งขนมหวาน
ผ่านวรรณกรรมเยาวชนสุดรักของผมเรื่อง “โรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์”
ที่ถูกรังสรรค์กลั่นจากจินตนาการปลายปากกาของ โรอัลด์ ดาห์ล
จึงเป็นความสนุกมากมายมหาศาล อ่านไปต้องคว้าช็อกโกแลตมา
แทะไปด้วย
     ตามที่ลายมือเด็กๆ ของผมจดไว้ ผมซื้อโรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์
เล่มนั้นมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2534! นาน…น…น…มาแล้ว
แปลโดย มาริสา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิค

chocolate.jpg


     แม้เมื่ออาณาจักรขนมหวานของ “วิลลี่ วองก้า” มีโอกาสขึ้นมาโลดแล่น
บนจอภาพยนตร์โดยการรังสรรค์กลั่นจากจินตนาการของ ทิม เบอร์ตัน
ความสนุกแสนหวานกับขนมสูตรมหัศจรรย์น่าทานทั้งหลายยังคง
จับใจผมเหมือนเมื่อได้อ่านโรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์เล่มนั้นเป็นครั้งแรก
     ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเรียนจบ มีงานมีการทำเป็นเรื่องเป็นราวนั่นแหละ
ผมถึงได้รู้ตัวว่า…
     ผมขาดขนมไม่ได้!

     “มึงเป็นโรคติดของหวานแน่ๆ” อดีตเพื่อนร่วมงานของผม
ผู้เป็นเจ้าของหุ่นท้วมร่างยักษ์เคยวินิจฉัยเอาไว้เมื่อมันเห็นผม
กินขนมได้ทั้งวัน
     “เฮ้ย! โรคเหี้ย’ไรวะ มีด้วยเหรอ” ผมถามงงๆ
     “มี!” มันยืนยันมั่นใจมาก “เมื่อก่อนกูก็ผอมแบบมึงเนี่ย
พอติดของหวานกูเลยกลายเป็นแบบนี้”
     “แต่กูกินหนมแบบนี้มานานแล้วนะ”
     “เดี๋ยวมึงก็เป็นแบบกู” มันยังคงยืนยันมั่นใจมาก “มึงเป็น
โรคติดของหวานแน่ๆ”

     ผมชักหวั่นไหวว่าผมจะเป็นโรคติดของหวานเข้าจริงๆ
เพราะทุกวันนี้ผมยังคง “มีความสามารถในการใช้ชีวิตอยู่ได้ทั้งวัน
ด้วยการกินเพียงขนมโดยไม่ต้องยัดเมล็ดข้าวเข้าปากไปสัมผัส
ผิวกระเพาะ” เหมือนเดิมโดยที่ร่างกายก็ยังไม่เข้าสู่โหมดอ้วน
และเรื่องนี้ก็ยังคง “เป็นกรณีพิพาทระหว่างผมกับแม่อยู่บ่อยๆ”
…เหมือนเดิม
     ทำไมผมต้องชอบกินขนม ทำไมใครอีกหลายๆ คนก็ชอบ
กินขนม ทั้งๆ ที่เพียงกินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ก็พอแล้ว
สำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
     หรือชีวิตเรายังต้องการอะไรบางอย่างเพื่อเติมเต็มให้มันครบรสชาติ
     แม้ไม่จำเป็น แต่ขนมก็ไม่น่าจะเป็น “ส่วนเกิน”
     หากการกินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ เป็น “ภาคซีเรียส” ของชีวิต
ขนมรสหวานลื่นลิ้นคงเป็น “ภาคผ่อนคลาย” ที่เราขาดไม่ได้เช่นกัน
     “ภาคซีเรียส” ในชีวิตของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน อาจหมายถึง
การทำงาน การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ การดูแลญาติพี่น้องที่ป่วยไข้
การไขว่คว้าหาความสำเร็จและความมั่นคงให้ชีวิตที่แสนสั้น
หรืออีกสารพัดเรื่องที่สามารถเพิ่มรอยยับย่นบนใบหน้าได้มากกว่า
สร้างรอยยิ้ม
     ในขณะที่ “ภาคผ่อนคลาย” อาจหมายถึงการดูหนัง ฟังเพลง
ครวญคาราโอเกะ ช้อปปิ้ง ไปเที่ยว พายเรือ อาบน้ำ ร่ำสุรา
การเริงร่าหาความสุขความสำราญให้ชีวิตที่แสนสั้น หรืออะไรก็ตาม
ที่ทำให้เรารู้สึกปล่อยวางและร้างห่างจากความกังวล
     หากเทน้ำหนักไปที่ภาคใดภาคหนึ่งมากเกินไป ชีวิตอาจไร้สมดุล
     เหมือนกินอาหารหลักมากไปก็คาวปาก กินของหวานมากไปก็ไม่โต
     ที่สำคัญ…เราควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรกินข้าว และเมื่อไหร่ควรกินขนม
(ผมกำลังบอกตัวเองอยู่ด้วยเหมือนกัน)

     ผมพบคำสอนเรื่องความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่าง
“ของหวาน” กับ “อาหารหลัก” จากฉากเล็กๆ ในภาพยนตร์เรื่อง
“L Change The World” ที่ผมเพิ่งได้ดูไปเมื่อไม่นานมานี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้
เป็นภาคพิเศษที่งอกออกมาจากการ์ตูนพล็อตฉลาดอย่าง Death Note
โดยบทภาพยนตร์ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ให้เป็นเรื่องราวเดี่ยวๆ ของ “L”
ตัวละครที่คาแรคเตอร์แรงโคตรทั้งในหนังสือการ์ตูนและบนจอภาพยนตร์
     ผมว่า L น่าจะเป็น “โรคติดของหวาน” เข้าขั้นรุนแรงมาตั้งแต่อยู่ใน
หนังสือการ์ตูน จนแม้กระทั่งขึ้นจอใหญ่ L ก็ยังสวาปามของหวานๆ
เป็นบ้าเป็นหลัง

l1.jpg
     “ทำไมคุณถึงกินแต่ขนมหวานๆ ล่ะ ไม่เห็นกินอย่างอื่นบ้างเลย” ตัวละคร
เด็กหญิงหน้าตาน่ารักในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ชื่อมากิเอ่ยถาม L ขึ้นมาใน
ช่วงท้ายๆ ของเรื่อง
     “ขนมหวานๆ มีส่วนประกอบของน้ำตาล น้ำตาลให้พลังงาน
มันจำเป็นสำหรับการใช้ความคิด” L พูดประโยคที่ทำให้ผมอยากพา
แม่มาดูหนังเรื่องนี้
     “แต่…” มากิพูดด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงมั่นใจ “กินแต่ของหวาน
มากไปก็ไม่ดีนะ คุณน่าจะกินอย่างอื่นบ้าง”
     อืม…แม่ไม่ต้องดูก็ได้มั้ง

     ใน “รัชดาลัย แม็กกาซีน” ฉบับเดือนกันยายน 2550 ที่ผมได้รับแจกมา
ตอนไปดูละครเวทีเรื่องลูกคุณหลวง คุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ
ผู้จัดและผู้กำกับที่ดังจากทั้งละครทีวีและละครเวที เขียนคำนำในคอลัมน์
Curtain Up ไว้ได้น่าสนใจและผมขออนุญาตนำบางส่วนมาให้อ่านกัน
     “…มาถึงปีพ.ศ.นี้ที่ผู้คนก็เครียดกันเรื่องบ้านเมืองและเศรษฐกิจอยู่
พอสมควร สิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเรามักจะมองข้ามเสมอก็คือความบันเทิง
และยิ่งไปกว่านั้นชอบมองความบันเทิงว่าไร้สาระด้วยซ้ำ
เอ้า! ไร้สาระก็ไร้สาระครับ แต่อยากบอกว่าคนที่ชอบความไร้สาระ
ไม่ได้แปลว่าโง่ เพียงแต่เราแค่อยากพักผ่อนจากความอึดอัดและน่าเบื่อ
ของ ‘สาระ’ อะไรบางอย่างแล้วก็มาไร้สาระกันบ้าง…”

     ชีวิตที่กระเสือกกระสนขวนขวายอยู่ในสังคมที่คร่ำเคร่งกับการ
แข่งขัน…บางทีการได้ทำตัวไร้สาระ บ้าๆ ฮาๆ โดยเจตนา อาจสามารถ
ช่วยเยียวยาอารมณ์และป้องกันเราจากการกลายเป็นบ้าไปโดยไม่เจตนาก็ได้
     แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น…
     การเทน้ำหนักไปที่ภาคใดภาคหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ชีวิตไร้สมดุล
     เหมือนกินอาหารหลักมากไปก็คาวปาก กินของหวานมากไปก็ไม่โต
     ที่สำคัญ…เราควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรกินข้าว และเมื่อไหร่ควรกินขนม
     …
     ทุกวันนี้ บนโต๊ะทำงานและที่บ้านของผมยังคงมีขนมไม่ขาด
และยังคงฟาดขนมได้ทั้งวัน…เหมือนเดิม
     แต่หากเวลาเที่ยงหรือเย็น ผมอยู่ในสภาพและสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย…
     ผมก็จะกินข้าว

14 ตอบกลับที่ Lesson 2

  1. muay พูดว่า:

    อ่านเเล้วทำให้เข้าใจได้ว่า “โรงน้ำชา” อยากเเละชอบมากกว่าถ้าจะออกเเบบชีวิตให้หนักไปทาง “ภาคผ่อนคลาย” มากกว่า “ภาคซีเรียส” ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเเละทำได้จริงก็คงจะเป็นชีวิตที่สนุกเเละเต็มไปด้วนสีสันหลากหลาย ซึ่งมันฟังดูน่าอิจฉามากสำหับคนที่ “จำเป็นต้อง” มีชีวิต “ภาคซีเรียส” มากซะจนมีเวลาให้กับ “ภาคผ่อนคลาย” น้อยเหลือเกิน…

  2. pattararanee พูดว่า:

    อ่านแล้ว หิ้ววว หิว ขนม

    แล้วก็อยากรีบกลับบ้านไปเปิดอ่าน โรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์ (เล่มเดียวกันเรยยย) อีกซักรอบ

    ^^

  3. GapKung พูดว่า:

    เห็นด้วยกะพี่โรงน้ำชานะคับว่าแอลนี่แรงจริงๆ ^-^

  4. Nut พูดว่า:

    จำได้ว่าเคยอยากกินขนมชนิดหนึ่งมาก จากการเห็นโรงน้ำชากินด้วยความเอร็ดอร่อยโดยไม่มีการเอ่ยชวน…

  5. rongnamcha พูดว่า:

    อืม…จำไม่ได้แฮะ
    แต่…ขอโทษนะที่ไม่ได้ชวน
    แหะแหะ

  6. ohayo พูดว่า:

    ท่าจะชอบทานขนมมากนะคะเนี่ย ^_^

  7. ปลาร้า พูดว่า:

    ชอบกิน ช๊อคโกแล็คเหมือนกัน ทุกครั้งที่เครียสก็กิน
    แต่…ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมากินเหมือนกับเป็นเด็ก ทั้งหอม และ หวาน มีความสุขสุดๆๆ
    ได้อ่านบทความความนี้แล้วรู่สึกดี…

  8. yokuraku พูดว่า:

    เคยคิดเหมือนกันว่า
    ไม่รู้ว่าชีวิตคนเราจะเบื่อสาระจริงจังกันไปถึงไหน
    เอะอะก็ว่าชีวิตเครียดมากพอแล้ว ขอผ่อนคลายบ้าง
    แล้วคนผลิตสื่อต่างก็คิดแบบนี้ก็มีแต่คนผลิตแต่ขนมหวาน
    ออกมามอมเมา มิน่าล่ะคนกินเลยกลายเป็นโรคขาดสารอาหารเพียบเลย

    ปล.ย้ายบ้านแล้วค่ะ ไปเยี่ยมเยียนได้

  9. ร่มนนทรี พูดว่า:

    ผมเห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “การเทน้ำหนักไปที่ภาคใดภาคหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ชีวิตไร้สมดุล”
    ดังนั้น ผมขอเสริมละกันว่า “สมดุลของแต่ละคนต่างกัน ตามภาระ หน้าที่ ดังนั้นเราควรที่จะหาจุดสมดุลในชีวิตของเรา ดำเนินชีวิตตามสมดุลนั้น แล้วเราจะมีความสุข”

  10. rongnamcha พูดว่า:

    ขอบคุณคุณร่มนนทรีมากครับที่มีความเห็นช่วยเสริมเติมบทความชิ้นนี้ให้เต็ม+อิ่มมากขึ้น เห็นด้วยครับกับสิ่งที่คุณเสนอไว้ แล้วแวะมาดื่มชาด้วยกันอีกนะครับ

  11. someone พูดว่า:

    บทความอ่านแล้วเพลินดีนะค่ะ ชอบๆค่ะ แล้วจะแวะมาอ่านบทความอื่นๆนะค่ะ

  12. rongnamcha พูดว่า:

    ขอบคุณและยินดีต้อนรับครับคุณ someone แล้วแวะมาดื่มชาด้วยกันบ่อยๆ นะ

  13. kumbha-monday พูดว่า:

    เปนเหมือนกันเลยค่ะ ไม่มีวันไหนไม่กินขนม
    ถ้าไม่กินหนมก้ต้องมีลูกอมสักเม็ด สองเม็ด
    ขาดไม่ได้พอๆกับอากาศค่ะ ขนาดกำลังไดเอทไม่กินแป้ง
    มาทั้งอาทิด แต่ในบรรดาอาหารที่เลือกทานก้มีแต่ขนม
    น้ำหนักเลยไม่ลดสักขีด 55555 แถมฟันยังพุทั้งปากอีก
    อาหารอาจจำเปนสำหรับร่างกาย
    แต่ขนมจำเปนสำหรับจิตใจค่ะ เพราะขนมคือปัจจัยที่5 ค่ะ!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: