Lesson 4

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (17/4/2551)
Lesson 4 : โลกร้อน

     อัล กอร์ คือหินก้อนใหญ่!
     ถ้าจะให้เห็นภาพเพิ่มขึ้นอีกนิด…อัล กอร์ คือหินก้อนใหญ่
ที่ร่วงตูมลงกระแทกผืนน้ำจนทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาล
ระลอกคลื่นครืนเคลื่อนเข้าซัดสาดใส่หลายคนที่กำลังหลับใหล
จนไม่เคยมองเห็นมหันตภัยที่เยื้องกรายใกล้ตัวเข้ามาทุกที
     จริงๆ ภัยโลกร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่ เราหลายคนเคยได้ยินได้ฟัง
โดยไม่มีใครอินังหรือใส่ใจจริงจังกันมาหลายปี จน อัล กอร์
อดีตว่าที่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ออกเดินสาย
ปราศรัยเรื่องนี้แบบ Seriously ไปทั่วโลก แถมยังพาตัวเองมายืน
ปาฐกถาเบิกตาชาวโลกในภาพยนตร์อารมณ์สารคดีเรื่อง
An Inconvenient Truth ภาพภัยเลวร้ายและความจริงสุดสะพรึง
ในภาพยนตร์นี้เองที่ทำโลกทั้งใบ “ตระหนัก” ไปพร้อมๆ กับ
“ตระหนก” และเริ่มหันมาให้ความสนใจกับภัยโลกร้อนกันอย่าง
เอิกเกริก
     องค์กรทั้งภาครัฐภาคเอกชนนับร้อยนับพันทั่วโลก
คลอดแคมเปญรณรงค์ต้านภัยโลกร้อนแทบพร้อมกัน
โดยไม่ได้นัดหมายจนน่าปลื้มใจแทนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
ที่กำลังปางตาย
     และกระแสความตื่นตัวที่รัวกระเพื่อมไปทั้งโลกนี้เอง
ทำให้ผมได้เห็นรวมทั้งได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง…
     …
     มาใช้ถุงผ้าลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาใช้หลอดไฟที่ช่วยลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาใช้ก๊าซลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาใช้น้ำมันลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาขับรถที่ช่วยลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาใช้แอร์ที่ช่วยลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยลดโลกร้อนกันเถอะ
     มาดูคอนเสิร์ตลดโลกร้อนกันเถอะ
     และอีกสารพัดวิธีแก้ปัญหาโลกร้อนที่สารพัดองค์กร
เชิญชวนให้เราช่วยกันทำ
     เป็นเรื่องจริงที่การกระทำหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
การบริโภคบางสิ่งบางอย่างสามารถช่วยบรรเทาเบาบาง
ปัญหาโลกร้อน แต่น่าสังเกตว่าส่วนใหญ่เชิญชวนให้เรา
“เพิ่ม” ปริมาณการบริโภคสินค้าต่างๆ ที่ถูกสร้างสรรค์
ขึ้นมาบอกว่าช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ไม่ค่อยมีใคร
บอกให้ “ลด” หรือ “หยุด” บริโภคเกินจำเป็น
     บริโภคมากขึ้น การผลิตก็มากขึ้น โรงงานทำงานมากขึ้น
ใช้ทรัพยากรมากขึ้น โลกก็ร้อนขึ้น ยิ่งถ้าการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
เป็นการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นโดยอยู่บน
พื้นฐานความคิดที่ว่า “ไม่เป็นไร สินค้านี้ช่วยลดปัญหาโลกร้อน”
กลับจะยิ่งทำให้โลกร้อนรุนแรงเร็วขึ้น
     …แต่สิ่งที่ดีขึ้นแน่ๆ คือยอดขายและกำไรจากสินค้าช่วยลด
โลกร้อนที่ถูกกระแสรักษ์โลกโยกโยนโหนไปกับองศาอากาศที่เพิ่มขึ้น
     โลกที่กำลังรุ่มร้อนแอบสอนให้ผมรู้ว่าการแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม
สิ่งสำคัญไม่ใช่ “เครื่องมือ” หากแต่อยู่ที่ “วิธีคิด” “จิตใจ” และ
“มุมมอง” ของเราที่มีต่อปัญหามากกว่า
     ถ้าผมเลือกใช้สินค้าทุกอย่างที่บอกว่าช่วยลดโลกร้อน
เพื่อทำให้ผมสบายใจและได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาเยียวยาโลก
แต่ยังไม่คิดลดหรือหยุดใช้สิ่งที่ไม่จำเป็น กลับใช้ทุกอย่าง
เพิ่มมากขึ้นเพียงเพราะเข้าใจว่าผมได้ช่วยแล้ว โลกนี้คงไม่มีอะไรดีขึ้น
     ถ้าการใช้แอร์ที่ช่วยลดโลกร้อนทำให้ผมย่ามใจ เปิดแอร์
ทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน โลกนี้คงไม่มีอะไรดีขึ้น
     ถ้าผมสะพายถุงผ้าดีไซน์โคตรแนว แต่ซื้อของทีไรผมยัง
ใส่ถุงพลาสติกก่อนยัดลงถุงผ้าที่ถูกผลิตมาเพื่อช่วยลดโลกร้อน
โลกนี้คงไม่มีอะไรดีขึ้น
     พูดถึงถุงผ้าถุงพลาสติกแล้วมีเรื่องจะเล่าให้ฟังครับ
     ผมเกือบกลายเป็นอาชญากรเพียงเพราะไม่ยอมใช้ถุงพลาสติก!
     ผมสะพายถุงผ้าใบใหญ่ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ครั้งที่ผ่านมาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งใจไว้ว่าครั้งนี้
จะไม่ลืมบอกทุกร้านที่ผมซื้อหนังสือว่า “ไม่ต้องใส่ถุง”
     แล้วผมก็ทำได้ ทุกร้านที่ผมเสียสตางค์ให้ไม่มีใครต้องเสียถุงให้ผม
จ่ายเงินเสร็จก็ยัดหนังสือลงกระเป๋า ง่ายๆ ไม่ยาก แค่ไม่ลืมบอกว่า
“ไม่ต้องใส่ถุง” ทุกคนจะยิ้มและยื่นให้ทันที แต่ต้องบอกให้ทัน
เพราะโดยสัญชาตญาณแล้วแทบทุกร้านเตรียมยัดหนังสือ
ลงถุงพลาสติกทันทีหลังรับเงิน
     ผมเลาะไล่ซื้อหนังสือน่าอ่านมาเรื่อยจนมาถึงบู้ธหนึ่งก็ทำ
แบบเดิม จ่ายเงิน ไม่ใส่ถุง แต่ผมยังไม่ออกจากแผงมาในทันที
เพราะบู้ธนี้ใหญ่ มีหนังสือน่าซื้อหามากวาดตาอ่านอยู่หลายเล่ม
กำลังชั่งใจว่าจะซื้อเล่มไหนเพิ่ม ฝูงชนก็เบียดไปเบียดมาจน
หยิบมาดูได้ไม่สะดวกนัก กอปรกับจำนวนหนังสือที่ตุงอยู่ใน
กระเป๋าผ้าตอนนี้ไม่น่าจะทำให้ผมอ่านและซึมซับรับสารทั้งหมด
ได้ในเวลาอันสั้น ผมจึงผละออกมาจากแผง มุ่งหน้าหาหนังสือ
ที่น่าสนใจต่อไปพร้อมกับยัดหนังสือสองสามเล่มที่เพิ่งซื้อมา
ลงกระเป๋าผ้าด้วยความระมัดระวัง (กลัวยับ)
     “พี่ครับ! พี่!” เสียงเรียกดังมาจากข้างหลัง เด็กหนุ่ม
จากแผงที่ผมเพิ่งผละมาได้ประมาณสิบเมตร ตีสีหน้าจริงจัง
วิ่งตรงมาหาผม
     “พี่จ่ายตังค์ยังครับ” เขาถามเสียงห้วน สีหน้าแววตา
ไม่ไว้วางใจทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ
     “อ๋อ จ่ายแล้วดิ” ผมบอก ล้วงหนังสือที่เพิ่งยัดลงกระเป๋าผ้า
ขึ้นมา
     “จ่ายแล้วเหรอ” มองหนังสือในมือแล้วหันมามองผมที่เริ่ม
รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่เรื่องแล้วว่ะ
     “จ่ายแล้ว อ่ะนี่ไงบิลล์” ผมดึงใบเสร็จรับเงินที่เสียบไว้ใน
หนังสือยื่นให้ไป โชคดีชิบหายที่ยังไม่ขยำทิ้งไป
     เด็กหนุ่มเพ่งพิศพินิจตัวอักษรบนใบเสร็จรับเงินอย่าง
เอาจริงเอาจังก่อนยื่นคืนมาให้ผม
     “โอเคครับ ขอโทษครับ” คำขอโทษหล่นจากปากโดย
ปราศจากรอยยิ้ม แววตายังคงคลางแคลงก่อนหันหลัง
วิ่งกลับแผง
     คิดไปคิดมาผมว่าวันนั้นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผม
แต่งตัวไม่เนี้ยบพอ เสื้อผ้าแนวๆ (แนวไม่ค่อยมีสตางค์)
ดูไม่น่าจะมีปัญญาซื้อหนังสือเล่มละร้อยกว่าได้ทีละสองสามเล่ม
     อีกส่วนน่าจะเป็นเพราะผมออกจากแผงมาพร้อมหนังสือ
ที่ไม่ได้ใส่ถุงพลาสติกของสำนักพิมพ์ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ที่นี่
แต่ห้างร้านหลายๆ แห่งถือว่าถุงพลาสติกที่ทางร้านหยิบ
จากหลังเคาน์เตอร์คิดเงินมาใส่สินค้าให้นั้นสามารถเป็น
สัญลักษณ์ช่วยบ่งบอกได้ว่าเราจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว
     ใครที่คิดจะช่วยลดโลกร้อนด้วยวิธีนี้พึงระวังและรอบคอบ
ไว้หน่อยก็ดี
     เพราะไม่น่าเชื่อว่า…
     ผมเกือบกลายเป็นอาชญากรเพียงเพราะไม่ยอมใช้ถุงพลาสติก!
     …
     โลกร้อนยังสอนให้ผมดูคนที่ความคิด อย่าไปยึดติดกับคำพูด
     สถานที่หลายแห่งพูดเรื่องโลกร้อน ประกาศว่าแคร์ปัญหาโลกร้อน
พร้อมสนับสนุนกิจกรรมช่วยลดโลกร้อน แต่เรื่องเล็กๆ อย่าง
บัตรจอดรถยังเป็นกระดาษที่ผลิตจากต้นไม้ ใช้แล้วต้องทิ้งเท่านั้น
วันๆ ต้องทิ้งไปไม่รู้กี่ร้อยใบ
     ผู้บริหารหลายๆ องค์กรที่ปวารณาตัวมารณรงค์โลกร้อน
ยังคงใช้รถกันคนละคัน บางคนที่บ้านมีจอดไว้ใช้สลับกันหลายคัน
และส่วนใหญ่ไม่ใคร่ใช้บริการรถสาธารณะ อยู่ที่ทำงานเปิดแอร์ทั้งวัน
กลับบ้านเปิดแอร์ทั้งคืน และเป็นอย่างนี้ทุกวันทุกคืน
     ร้านสะดวกซื้อเปลี่ยนจากขวดซอสแบบหมดแล้วเติมได้
มาเป็นซอสในซองพลาสติกเล็กๆ ที่แต่ละคนต้องฉีกมาบีบกัน
ทีละหลายซอง เพิ่มปริมาณขยะพลาสติกให้มากขึ้นไปอีก
     …
     ขอพูดถึง An Inconvenient Truth อีกนิด มีบางอย่างสะกิด
ให้ขบคิดต่อเป็นบทเรียนได้อีกหนึ่งประเด็นเล็กๆ
     ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ อัล กอร์ รวบรวมหลากหลาย
วิธีช่วยลดภาวะโลกร้อนมาสรุปให้เราได้อ่านกันเป็นการปิดท้ายอีกที
     มีข้อหนึ่งบอกไว้ประมาณว่า “เลือกผู้นำประเทศที่ใส่ใจจะแก้ไข
ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง”
     แรกอ่าน ผมอคตินิดๆ ว่า อัล กอร์ มีวาระซ่อนเร้นหรือเปล่า (วะ)
เพราะอย่างที่รู้กันว่าเขาเคยสอบตกจากการลงชิงตำแหน่ง
ประธานาธิบดี นี่อาจเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการซื้อใจอเมริกันชน
     แต่เมื่อเห็นรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี
สหรัฐอเมริกาสมัยหน้าที่กำลังจะมาถึง ไม่มีชื่อ อัล กอร์
สมมติฐานเรื่องวาระซ่อนเร้นเป็นอันตกไป
     อ่านวิธีช่วยลดโลกร้อนข้อนี้แล้วย้อนกลับมาดูประเทศเรา
ตอนนี้…ในตอนที่ผลพวงที่พ่วงมากับวิกฤติการณ์โลกร้อน
รุกเร้าเข้าใกล้คนไทยมาเรื่อยๆ
     ในตอนที่หลักเขตกรุงเทพฯ หลักเขตที่ 28 ลงไปอยู่กลางทะเล
ห่างจากฝั่งไปเกือบกิโลฯ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ผมว่า
เห็นแล้วน่าสยดสยองไม่น้อย
     ในตอนที่เสาไฟฟ้าหลายสิบต้นและหมู่บ้านขุนสมุทรจีน
อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ก็ลงไปอยู่
กลางทะเลแล้วเหมือนกัน
     ในตอนที่คลื่นทะเลบ้าคลั่งกำลังม้วนตัวกระแทกโบสถ์
และคืบคลานเข้าท่วมพื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดขุนสมุทราวาส
จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นวัดที่ “เคย” อยู่ห่างจาก
ฝั่งทะเลหนึ่งกิโลเมตร!
     ในตอนที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการที่น่าเชื่อถือหลายท่าน
ออกมาเตือนว่ากรุงเทพฯ กำลังจะจมหายไปในทะเลภายใน
เวลาที่อาจจะเร็วกว่าที่คิด
     ในตอนที่หลายจังหวัดชายฝั่งเริ่มสูญเสียและสังเวย
ผืนแผ่นดินให้กับการกลืนกินของน้ำทะเล
     ในตอนที่หลายๆ คนรู้สึกได้ว่าสภาพอากาศเข้าขั้น
วิปริตวิปลาส ภัยธรรมชาติเลวร้ายรุนแรง
     ในตอนที่โลกกำลังบีบบังคับให้มนุษย์ผู้อาศัย
ชดใช้ไถ่บาปที่กระทำชำเราสะสมมาเนิ่นนาน
หลายศตวรรษ
     ผู้นำประเทศได้ยลและได้ยินเรื่องเหล่านี้หรือไม่
และ “ท่าน” กำลังทำอะไร…
     ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยผ่านตาในห้องประชุมบางแห่ง
     “Action Is Louder Than Discussion”
     วิกฤติการณ์โลกร้อนสอนให้ผมรู้ว่า…แม่งจริงว่ะ!

10 ตอบกลับที่ Lesson 4

  1. muay พูดว่า:

    It is a scary article. Plese forward to everyone espeially someone who has an executive power!!

  2. GapKung พูดว่า:

    อ่านแล้วน่ากลัวแฮะ ใครบ้านอยู่ใกล้ทะเลมีหวังจมน้ำไปด้วย
    ตอบคำถามคุณโรงน้ำชาข้อนึงนะครับ
    “ท่าน” กำลังเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ

  3. rongnamcha พูดว่า:

    อ๋อ…ครับ ท่านกำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ “ความคล่องตัว” ในการ “ทำงาน” ของท่านน่ะเอง นี่คือ Action ที่นอกเหนือจาก Discussion ทั้งหลายของท่านสินะ!

  4. yokuraku พูดว่า:

    ถ้าไม่เป็นฟันคุด คงไม่ใช้ถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นมาอีก1ใบ…

    ถุงพลาสติก…ที่ใส่น้ำเปล่า เอาไปเวฟให้อุ่น
    เพื่อประคบแก้มตุ่ย

  5. rongnamcha พูดว่า:

    คุณ yokuraku ถ้าต้องใช้เพราะความจำเป็นก็ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ
    เพราะยังไงซะเราทุกคนในทุกวันนี้คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกได้อย่างสิ้นเชิงแน่นอน

  6. ร่มนนทรี พูดว่า:

    เป็นปัญหาที่ต้องจริงจังครับ เพาระมันเปนปัญหาระดับโลก

    ต้องยอมรับความจริงนะครับว่าหลายคนยังไม่เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาอย่างแท้จริง

    ยังทำกันผิดๆถูกๆ ทำกันเป็นแฟชั่น ไปซื้อถุงผ้าที่สกรีน”I’m not plasticbag”แต่ตอนซื้อก็ใส่ถุง

    พลาสติกหิ้วกลับบ้าน

    แต่ที่ทำกันจริงๆจังๆก็มีนะครับ ลองไปดูกันที่ ชมรมมังสวิรัติ ซอยแป๊ะตี๋ แถวๆ อตก. สิครับ

    ซื้อของต้องเอาถุงมาใส่เองไม่มีถุงพลาสติกให้ ที่นี่ละของจริง เข้าใจจริง

  7. yokuraku พูดว่า:

    สวัสดีค่ะ ขออนุญาตแวะมาจิบน้ำชา
    หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการตกแต่งบ้านใหม่
    ว่างๆเรียนเชิญไปเยี่ยมเยือนกันได้ค่ะ

    คลิกเมาส์ปุ่มซ้ายเพื่อไปห น้ า ต่ า ง บ า น ข ว า ค่ะ
    🙂

  8. ohayo พูดว่า:

    555 เพิ่งดู An Inconvenient Truth ไปเองคะ
    น่าสนใจมากมาก

  9. pattararanee พูดว่า:

    ไม่ได้ไปชายทะเลมาสักพักใหญ่แล้ว
    น่ากังวล ว่าชาวบ้านจะไปอยู่ที่ไหนกัน

    จะลำบากเหมือนชาวบ้านที่ อ.ลับแล ไหม
    ที่เมื่อครั้งน้ำป่าพัดบ้านไป
    พวกเขาก็ไม่มีโอกาสกลับไปอยู่บ้านเดิมบนที่ดินเดิมได้อีกเลย
    มันน่าเศร้าจริงๆ

    ตอนนี้ งดรับถุง ทุกครั้งที่มีกระเป๋า หรือสามารถถือได้ง่ายๆ

    ปัจจุบันเท่าที่ซื้อหา นอกเหนือจากปัจจัยสี่
    ก็จะเป็นหนังสือนี่ล่ะ ที่ยังบริโภคอยู่พอสมควร “ลด ละ เลิก ไม่ได้เรยยย”

    ส่วนเรื่องซื้อหนังสือแล้วใส่ถุง
    อยากบอกสำนักพิมพ์จังเลยว่า
    ก็เอาเชือกกล้วยมามัดสิคะ จะได้ไม่งง
    “เราจ่ายตังค์แล้วน้า”

    ปล. เขียนหัวข้อนี้ได้ดีมากๆ เลย
    โดยเฉพาะเรื่อง “พูดมากแต่ทำน้อย” เนี่ยโดนใจ ^^

  10. rongnamcha พูดว่า:

    เป็นปัญหาที่ต้องจริงจังจริงๆ อย่างที่คุณร่มนนทรีว่านั่นแหละครับ ปัญหาคือมันมีคนที่จริงจัง “จริงๆ” แค่ไหนกัน

    ขอบคุณพลัง “รักษ์โลก” เล็กๆ ของพวกเราทุกคนครับ แม้พลังของเราจะไม่สามารถก่อให้เกิดแรงเคลื่อนไหวใดๆ ที่ใหญ่โตระดับโลกได้ มันก็ยังดีกว่าไม่คิดจะทำอะไรเลย

    ถ้ามัว “พล่าม” แต่ไม่ “ทำ” มรรคผลใดๆ คงไม่เกิด…จริงมั้ย “ท่าน”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: