Lesson 8

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (17/11/2551)
Lesson 8 : หลงเกาหลี

kim-min-ji

     ถ้าให้เวลา 10 วินาทีลองหลับตานึกถึงเกาหลี จะนึกถึงอะไร
กันบ้างครับ
     ซีรี่ส์
     กิมจิ
     โสม
     Rain
     จวนจีฮุน
     แดกจังมึง เฮ้ย! แดกจังชิน เฮ้ย! แดกจังชาย เฮ้ย! แดจังกึม เฮ้ย!
ถูกแล้ว! จะคาเฟ่ไปไหนเนี่ย! (สงสัยต้องเปลี่ยนเป็นชื่อเกาหลีอย่าง…
วอนนอนคุก ซะละม้างตู)
     อ่ะ…ลืมๆ มันซะ ว่ากันถึงเกาหลีนึกถึงอะไรได้อีก
     หมอโฮจุน
     คิมซูซอน
     ผู้หญิงน่ารัก สวย
     เอ้อ…ด้วยศัลยกรรม
     Full House
     หมู (เกาหลี)
     ฮุนได
     แดวู
     LG
     ฯลฯ
     …
     ผมไม่ใช่คนติดซีรี่ส์เกาหลี
     จริงๆ ผมไม่ค่อยได้ปรายตาไปหน้าจอทีวีเพื่อดูซีรี่ส์เกาหลีด้วยซ้ำ
รู้แค่ว่านางเอกสวยหรือไม่ก็น่ารักทุกคนแม้พระเอกจะดูไม่ได้หรือตี๋จืด
ขนาดไหนก็ตาม
     อีกอย่างที่เป็นเสน่ห์ของซีรี่ส์ (และหนัง) เกาหลีคือภาพสวยๆ วิวงามๆ
ที่พยายามกวักมือเรียกเราให้ไปย่างเหยียบเยี่ยมเยือนสักครั้ง
     ผมดูหนังเกาหลีบ้าง ดูแล้วก็ชอบมากถึงขั้นรักอยู่หลายเรื่อง
เฉยๆ ก็หลายเรื่อง บางเรื่องถึงขั้นดูแล้วปวดหัว งงๆ ว่าจะส่งสารอะไร
มาใส่กะโหลกเรากันแน่
     ดาราสาวๆ เกาหลีก็มีหลายคนที่สวยสะบัด แม้จะรู้ว่าผ่านมีดหมอผ่าตัด
มาแทบทั้งนั้นแต่เห็นทีไรก็กลั้นใจไม่ให้เคลิ้มหลงไม่ได้ ที่ดังๆ
และหลายๆ คนน่าจะรู้จักก็อย่าง จวนจีฮุน ซองเฮเคียว ลียองเอ
     ผมไม่ชอบกินผักดองสีแดงๆ กลิ่นหึ่งฉุนรุนแรงที่ชื่อกิมจิ
     โสมก็ด้วย แต่ถ้าเป็นน้ำโสมล่ะพอไหว
     บุฟเฟ่ต์หมูเกาหลีหัวละ 89, 99, 109 ที่พอคิดเงินจริงๆ
ปาไปหัวละ 150 ขึ้นทุกที ก็ไม่ค่อยได้ไปนั่งสวาปามบ่อยนัก
     ผมรู้จักแต่ไม่ฟัง K-Pop ไม่เคยหัดเต้นสไตล์เกาหลี
     หลังๆ รู้มาว่าเกมโชว์เกาหลีเริ่มมีกระแสฟีเวอร์ว่าฮาโคตร
แต่ผมก็ไม่เคยดูเป็นจริงเป็นจัง
     …
     แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งผมก็ต้องไปเกาหลี!
     หน้าที่การงานที่ต้องไปช่วยดูแลการ “ถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา”
ในฐานะเอเจนซี่ที่คิดสร้างสรรค์โฆษณา พาผมให้ผ่านไปเยือนดินแดน
แห่งเอกลักษณ์หลายๆ อย่างที่สามารถพรั่งพรูจากห้วงความคิดออกมา
มากมายภายในเวลาเพียง 10 วินาที
     ทีมทำงานของเราที่บินไปจากเมืองไทยเป็นทีมเล็กๆ ที่มีอยู่ 11 ชีวิต
     ผู้กำกับและทีมงานซึ่งเป็นคนไทย 5 คนแรกบินไปล่วงหน้า 3 วัน
เพื่อเตรียมงานร่วมกับทีมงานของเกาหลี
     ผม และอีก 5 คนที่เหลือบินตามไปในคืนวันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม 2551
     เราใช้เวลาทำงานในเกาหลีทั้งหมด 3 วันเต็มๆ คือ ศุกร์ เสาร์ ทำงานทั้งวันอาทิตย์
และบินกลับคืนวันอาทิตย์เพื่อกลับมา Landing ลงรันเวย์ที่เคยแตกร้าวของสนามบิน
สุวรรณภูมิตอนตี 3 ของวันจันทร์
     ผมไม่ได้คาดหวังว่าการไปเกาหลีครั้งนี้จะเปี่ยมสุขมีแต่ความสนุกสนานบันเทิงเริงใจ
แบบอารมณ์ไปเที่ยว รู้ได้โดยหน้าที่ว่ามีงานมากมายให้รับผิดชอบและลงมือทำทันที
ที่ลากเท้าเข้าประเทศ มีเรื่องและปัญหาหลากหลายให้ต้องเดินๆ ยืนๆ นั่งๆ ปรึกษา
ช่วยกันหาทางแก้ มีค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขของเวลาให้เราต้องได้ทุกอย่างที่เราตั้งใจไว้
ภายใน 3 วัน
     …

incheon-airport
     เครื่องบินของการบินไทยกางล้อสัมผัสพื้นคอนกรีตสนามบินอินชอนนอกกรุงโซล
เช้าตรู่วันศุกร์ ทีมงานเกาหลีขับรถตู้มารับเราทั้ง 6 คนฝ่าห่าฝนที่กระหน่ำลงมาต้อนรับ
     รถตู้วิ่งเลนขวาพาคนไทย 6 ชีวิตมุ่งสู่กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีที่ดูเจริญ
สะอาด และสภาพบ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าประเทศไทยอยู่หลายช่วงตัว
     การทำงานของเราในต่างแดนดำเนินไปตามแผน แม้จะตะกุกตะกักไม่ราบรื่น
และต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเนื่องจากฝนตกให้ได้ลุ้นๆ เสียวๆ และต้องยกเลิก
การถ่ายทำฉากกลางแจ้งในวันแรก แต่เราก็คิดว่าทุกปัญหาจะผ่านพ้นไปได้แน่นอน
     เพราะยังไงๆ ทุกอย่างก็ต้องเสร็จภายใน 3 วัน!
     “There will be no raining tomorrow. But it may be a little cloudy.” หนึ่งในไม่กี่คน
ของทีมงานเกาหลีที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้บอกกับทีมของเรา
     “And the day after tomorrow will be the best. Sunny day!.”
     เราไม่ค่อยเชื่อใจในการพยากรณ์อากาศมากนัก
     “เฮ้ย แต่กรมอุตุฯ ที่นี่แม่งแม่นนะ ช่วงที่ทีมเรามาก่อน 2-3 วันนี่แม่ง
พยากรณ์โคตรตรงเลย ถ้ามันบอกฝนไม่ตกก็คือไม่ตก…จริงๆ” ผู้กำกับบอกผม
     ผมจะดีใจมากถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งนั่นหมายความว่างานของเรา
จะเสร็จตามแผนสำรองที่ทีมงานถ่ายทำวางไว้ ค่าใช้จ่ายก็จะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
เป็นเรื่องชื่นมื่นระรื่นใจสำหรับเราคนไทยทุกคนที่อยู่ที่นั่น
     แล้วผมก็ได้รู้ว่า การพยากรณ์อากาศของเกาหลีแม่นจริงๆ
     วันเสาร์ฟ้าหลัวๆ แสงขมุกขมัวนิดหน่อย แต่ไม่มีฝนปรอยเลยสักเม็ด
     วันอาทิตย์แสงแดดแผดจ้า ฟ้าใส ไร้ฝน
     ไม่รู้ว่าหน่วยงานที่พยากรณ์อากาศใช้ระบบอะไร รู้แค่ว่าแม่นได้ใจ
     คืนวันศุกร์หลังจบงาน เราคนไทยทั้ง 11 คนร่วมทานมื้อเย็นด้วยกัน
ในร้านที่เสิร์ฟอาหารจานเด็ดแบบเกาหลีแท้ๆ
     หลังอาหารมื้อนั้นที่ผ่านไปด้วยความเอร็ดอร่อย ผมและทีมผู้กำกับ
ที่รวมตัวกันได้ทั้งหมดตั้ง…เอ้อ…4 คน ตกลงใจจะไปหาร้านนั่งดื่มต่อ
ให้พอกระชุ่มกระชวยสำหรับการลุยงานในวันรุ่งขึ้น
     หลังตระเวนเดินเข้าๆ ออกๆ หลงไปหลงมาสัก 4-5 ร้าน เราก็ได้ฐานที่มั่น
บนชั้นสองของร้านหนึ่งที่บรรยากาศประมาณ Pub & Restaurant ของเมืองไทย
     เหล้ากลั่นเกาหลีหรือที่เรียกหรูๆ ดูดีว่า “Soju (โซจู)” ถูกรินยกกระดกกลืน
เพียวๆ ทีละช็อตสองช็อตเคล้าไปกับเรื่องเล่าพูดคุยเฮฮาที่ออกรสชาติตามดีกรี
โซจูในตัวที่มากขึ้น

soju
     เที่ยงคืนกว่าๆ ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีคือตอนที่เราลุกลี้จรลีเตรียมกลับที่พัก
     ทีมผู้กำกับทั้ง 3 พักอยู่โรงแรมเดียวกัน กลับด้วยกันได้ ทั้งหมดจึงมาส่งผม
ข้ามถนนเพื่อให้ผมกลับอีกโรงแรมที่ตั้งอยู่คนละย่าน
     “กลับถูกป่าวเนี่ย” ใครสักคนถามซึ่งผมก็จำไม่ได้
     “ถูกครับ สบายมาก โถ่ แค่นี้เอง” ผมตอบยิ้มๆ
     “ไม่เมานะ กลับไหวนะ”
     “ไหวครับ โอ้โห เมาอะไรกัน ไม่เลยครับ” ผมไม่เมาจริงๆ และผมไม่คิดว่า
จะมีใครปัญญาอ่อนพอจะดื่มจนเมาด้วย พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้ามาทำงานด้วยกันทั้งนั้น
     ผู้กำกับกับน้องทีมงานสาวสวยวิ่งเฮฮามากึ่งกลางถนนที่รถวิ่งเลนขวา
เพื่อส่งผมเสี่ยงตายข้ามอีกครึ่งถนน ทันทีที่เท้าแตะฟุตปาธฝั่งตรงข้าม
ผมโบกไม้โบกมือลาทุกคนที่ยืนโบกมืออยู่อีกฟาก มองดูจนทุกคนหันหลังเดินกลับ
ผมหันหน้ากลับมาแล้วพบว่า…
     “นี่ที่ไหนวะ!”
     ผมเดินไปบนฟุตปาธที่คิดว่าคุ้นเคยแต่มันกลับนำไปสู่สถานที่ที่ไม่เคยคุ้น
มากขึ้นเรื่อยๆ
     “ตายห่า” ผมคิด “หลงแล้วกู”
     ห้วงความคิดเริ่มเคว้ง สติหายไปประมาณ 5 วินาที คิดได้เพียงแค่
“ทำไงดีวะ จะถึงโรงแรมกี่โมง จะได้นอนกี่โมง ต้องตื่นกี่โมง จะทำงานทันมั้ย
โดนด่าแน่กู เฮ้ย…”
     ก่อนที่จะฟุ้งซ่านคิดพล่านไปมากกว่านี้ ผมเริ่มตั้งสติ หา Landmark ที่จำได้ว่า
อยู่ใกล้ๆ โรงแรม…
     ห้าง Lotte!
     เที่ยงคืนกว่าๆ ค่อนไปหาตี 1 ตามเวลาเกาหลี ผมเดินหัวกลวงง่วงงุน
เชิดหน้าเงยตาหาป้ายไฟนีออนของยอดตึกอันเป็นที่ตั้งของห้าง Lotte
     “ชิบหาย” ผมคิดต่อ “แม่งปิดป้ายไฟกันหมดแล้ว จะเจอมั้ยเนี่ย
ประหยัดไฟกันจริง ซวยละสิ”
     ผมยังเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าทางที่กำลังเดินนั้นดึงเข้าใกล้หรือ
พาห่างไกลจากโรงแรมที่พักกันแน่
     “ไม่เป็นไรหรอก ภาษาอังกฤษเราก็พอได้ ถามทางกลับโรงแรมแค่นี้…เด็กๆ”
     ผมเดินด้วยหน้าตาท่าทีเป็นมิตรที่สุดในชีวิตเข้าไปหาชายเกาหลีวัยกลางคน
ที่เดินสวนมา
     “Excuse me, do you know how can I go to the Hotel President?” ผมพ่น
ภาษาอังกฤษสำเนียงบัณฑิต ABAC ไปพร้อมยิ้มสยาม
     “&^%$#@!@#$%^&*()_+_(&%#!#@$%&” คือภาษาเกาหลีงงๆ
ที่ผมได้แทนคำตอบ
     ผมไม่หมดหวัง คนเมื่อกี้อาจจะเป็นเกาหลีรุ่นเก่า ยังไม่ยอมเปิดรับการ
เรียนรู้ภาษาอังกฤษเหมือนญี่ปุ่นบางคนแน่ๆ แต่นั่น คู่รักวัยรุ่นเดินโอบไหล่
กันมาแต่ไกล เด็กรุ่นใหม่เรียนภาษาอังกฤษมาแน่นอน ผมเดินร่อนเข้าไปหา
     “Excuse me, how can I go to the…”
     “&^%$#@!@#$%^&*()_+_(&%#!#@$%&” ไอ้หนุ่มวัยรุ่นชิงตอบ
ด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจตั้งแต่ยังถามไม่จบ
     “ซวยสัตว์!” ผมสบถใส่มวลอากาศกลางกรุงโซล “กูพูดได้แต่แม่ง
เสือกพูดไม่ได้กัน แล้วจะถามใครวะเนี่ย!”
     ผมเริ่มมองหาป้อมตำรวจที่ไม่สามารถเห็นได้ในระยะสายตา
     “เอาวะ เหียกสุดก็เรียกแท็กซี่ไปส่ง แท็กซี่พูดภาษาอังกฤษได้รึเปล่าก็ไม่รู้
แต่โรงแรมแม่งต้องอยู่แถวนี้สิวะ เราจำได้นี่หว่า”
     ผมเดินต่อท่ามกลางแสงสลัวของไฟถนนและจำนวนผู้คนที่บางเบา
ของกรุงโซล
     เพราะการหลงทางตอนนาฬิกาเยื้องย่างเข้าสู่เวลาตี 1 นี่เอง ที่ทำให้ผมเห็น
และเรียนรู้บางมุมของเมืองหลวงเกาหลีที่อาจเห็นได้เด่นชัดกว่าตอนกลางวัน
     ผมเดินลัดเลาะทะลุตรอกซอยเล็กๆ ที่ดูๆ ไปก็น่าประหวั่นและอันตรายไม่แพ้
ที่เมืองไทย
     ผมเดินผ่านหนุ่มออฟฟิศขี้เมาเกาหลีที่ยืนยันกายโก่งคออ้วกรดโคนต้นไม้
ริมถนนอยู่คนเดียว ดูเหงาพิลึก ถ้าเป็นที่เมืองไทยคงมีใครสักคนยืนลูบหลัง
ให้ปล่อยพลังพ่นอ้วกได้สบายขึ้น
     ผมเดินลงทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินเพราะจำได้ว่าตอนเดินจากโรงแรม
มากินข้าวเย็นต้องผ่านสถานีรถไฟใต้ดิน คิดตื้นๆ ว่าลงไปคงจำอะไรได้บ้าง
     ผมก้าวลงบันไดไปถึงขั้นที่ 3 ก็ต้องชะงัก
     สายตาทอดล่วงหน้าลงไปเห็นชายจรจัดนอนเรียงกันอยู่ 3-4 คน
     “มีอะไรป่าววะ ชิบหายแล้วกู” ผมหวั่นๆ เพราะอยู่ต่างบ้านต่างถิ่น
ที่ติดตัวมามีทั้งเงินวอน ทั้งโทรศัพท์ ทั้งกล้องดิจิตอลกล้องวิดีโอ “เอาไงดีวะ”
     ก่อนที่จะเดินหน้าหรือหันหลังกลับ ชายเกาหลีเดินคุยโทรศัพท์ขึ้นมา
จากด้านล่าง
     “เออ ปลอดภัยละมั้ง ไอ้นี่ยังกล้าเดินคุยโทรศัพท์มาเลย เอาวะ
เดี๋ยวก็ไม่ได้นอนกันพอดี” ผมสับขาลงสถานีรถไฟใต้ดิน…เพียงเพื่อจะพบกับ
ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในสถานีรถไฟใต้เมืองหลวงของประเทศที่ดูเป็น
ระเบียบเรียบร้อยและศิวิไลซ์อย่างเกาหลี
     ชายจรจัด 3-4 คนที่เห็นนอนเรียงรายแรกย่างลงมานั้นเป็นเพียง
เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด
     พื้นที่ที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ของสถานีถูกจับจองเป็นที่หลับนอน นั่งเสวนา
นั่งซดบะหมี่ถ้วย นั่งดูดบุหรี่ นั่งหลับ ของคนจรจัดที่ประมาณโดยสายตา
น่าจะเหยียบร้อยชีวิต!
     ผมเดินเหลียวซ้ายแลขวาเพ่งหน้ามองหลังระมัดระวังตัวตลอดเวลา
ที่เดินผ่านบริเวณสถานีรถไฟใต้ดินที่กลางคืนแปลงมาเป็นนิคมชุมชนคนจรจัด
     นอกจากต้องระวังตัวแล้ว ผมยังต้องคลำหาทางออกที่ถูกต้อง จำได้แค่ว่า
ถ้าโผล่หัวออกไปถูกทางน่าจะเห็นห้าง Lotte ได้ทันที

seoul13
     “ที่ไหนอีกวะเนี่ย” ผมมองไปรอบๆ เมื่อขึ้นมาถึง งง ไม่คุ้น ผิดทาง
ผมเดินลงไปอีกครั้ง
     รอบนี้เดินช้าลง กวาดตามองประชากรคนจรจัดชาวเกาหลีที่มารวมตัว
นอนด้วยกัน สภาพคนจรจัดไร้ที่อยู่ของเกาหลีดูดีและสะอาดกว่าคนจรจัด
ที่เมืองไทยนิดหน่อย ความเป็นอยู่ก็ดูจะมีสภาพคล่องกว่าเล็กน้อย
     แม้สภาพของคนจรจัดในสองประเทศจะดูต่างกัน แต่ก็ยังพอจะเป็น
ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมทุนนิยมที่ขาดการเหลียวแลและ
ขาดการหยิบยื่นโอกาสอย่างทั่วถึง…เหมือนกัน
     ผมเลือกทางออกอีกทางที่ดูไปดูมาคุ้นตามากกว่า ก้าวขาเหยียบ
บันไดที่รายเรียงขั้นขึ้นสู่พื้นโลกอีกครั้ง
     “เอ…” ผมพูดกับตัวเองซึ่งเป็นคนเดียวในตอนนี้ที่พูดภาษาไทย
กับผมได้ “แยกไฟแดงนี้…คุ้นๆ ว่ะ อืมๆ อ๋อ”
     ผมปรี่เข้าหาด้านหน้าโรงแรมหรูที่ปูพรมแดงยาวเป็นทางเดิน
     มันไม่ใช่โรงแรมที่ผมพัก
     แต่เป็นโรงแรมที่อยู่ชั้นล่าง…ของห้าง Lotte!
     ทุกอย่างเริ่มคุ้นตา ผมเดินดีใจไปบนทางเดินกลับโรงแรมที่เริ่ม
เห็นเป็นภาพเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
     “@#$%&*+_)(*&%$@#!@#” มีเสียงเปล่งภาษาที่เดาว่าน่าจะ
เป็นญี่ปุ่นดังมาจากด้านหลัง ผมหันไปมอง
     ชายวัยกลางคนใส่สูทผูกเน็คไทท่าทางกึ่มๆ ได้ที่ เดินลงมาจากแท็กซี่
ที่เพิ่งมาจอดส่งลงหน้าโรงแรมนี้พร้อมกับยังคงส่งเสียงสำเนียงญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง
มาทางผม
     ผมหันมองไปมา ตรงนั้นมีผมยืนอยู่คนเดียว “อ๋อ…พูดกะกูเหรอ”
     ชายคนนั้นเดินมา พ่นภาษาญี่ปุ่นที่ผมไม่รู้เรื่องมาคุยอีก
     “Sorry. I don’t understand.” ผมบอกเขายิ้มๆ เตรียมหันหลังกลับ
     เขาพูดต่อ และมีเพียง 2 คำที่ผมเข้าใจ
     เป็นภาษาอังกฤษคำว่า “Sex” และ “Korean Girl”
     ผมพอจะเข้าใจความคิดและความรู้สึกของเขาแล้ว
     “You wanna have sex with the Korean Girl?” ผมถามตรงๆ
เขาพยักหน้าตอบตรงๆ พูดภาษาที่ผมไม่รู้เรื่องออกมาอีก แต่ก็ยังมี
“Sex” และ “Korean Girl” ประกอบอยู่ในประโยค
     “I don’t know where. I don’t live here.” ไม่รู้โว้ย ไม่ใช่คนแถวนี้
ชายคนนั้นยังจะทู่ซี้พูดกับผมต่อ ผมเดาจากท่าทางแล้วก็พอจะเข้าใจ…
     “แม่ง…ชวนกูไปเที่ยวผู้หญิงกับมึงเนี่ยนะ อันตรายชิบหาย
ใครจะไปวะ” ผมคิด
     “No, thank you. I don’t wanna go. I’m tired and I’m gonna go back
to my hotel. Good luck.” ผมตอบยิ้มๆ แล้วหันหลังกลับ ยืนพล่ามต่อ
เดี๋ยวก็ได้ไปกันพอดี พรุ่งนี้เรายังมีงานต้องทำแต่เช้า (ดูเป็นคนดีเข้าขั้น
แต่ความจริงดันเอาตังค์ติดตัวออกมาไม่พอ)
     คืนนั้นผมเดินกลับถึงโรงแรมที่พักตอนตี 1 ครึ่ง เข้าห้องขึ้นเตียง
พร้อมภาพหลายมุมของเกาหลีที่ถ้าไม่หลงคงไม่เห็น
     ทั้งเรื่องที่การพยากรณ์อากาศยังพอเชื่อถือได้
     เรื่องภาษาอังกฤษกับคนเกาหลี
     ความโดดเดี่ยวของคนเกาหลีที่ต้องอ้วกคนเดียวกลางเมือง
     ความน่าเห็นใจของคนระดับล่างของสังคมที่แออัดนอนตรมอยู่ใน
สถานีรถไฟใต้ดิน
     และความกลัดมันของชายคนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าเกาหลีก็มี
หญิงขายบริการ
     บางครั้งในช่วงเวลาหรือสถานการณ์ที่คิดว่าเลวร้ายระยำย่ำแย่
เพ่งพิศคิดดูอาจจะยังมีสิ่งดีๆ ให้เราเรียนรู้ มีเรื่องแปลกใหม่ท้าทาย
ให้เราค้นหาและมองเห็นเป็นกำไรชีวิต
     ประสบการณ์ “หลงเกาหลี” บอกผมอย่างนั้น…

seoul1

seoul2

seoul3

seoul6

seoul7

seoul8

seoul9

seoul101

seoul111

seoul121

seoul141

seoul151

hotel-president

8 ตอบกลับที่ Lesson 8

  1. yokuraku พูดว่า:

    แบบนี้เค้าเรียกหลงวังวนเกาหลีของแท้

  2. muay พูดว่า:

    เมืองเกาหลีจากรูปถ่าย สวยมาก (รวมถึงรูปสาวๆ ด้วย) ดีนะ ที่คุณโรงน้ำชาไม่หลงใหลจนหาทางกลับเมืองไทยไม่เจอ 555

  3. nut พูดว่า:

    คงเดินจนเหนื่อยน่าดู อยากไปหลงดูบ้างคงสนุกดีนะคะ5555

    ทำให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีที่อีกมากมายให้เลองค้นหา

    แล้วก้อหนุ่มเกาหลีเนี่ยจะน่ารักสุ้หนุ่มไทยได้ป่าว

    แต่ที่หลงทางน่ะ จำไม่ได้หรือว่าเมา—-

  4. Mom พูดว่า:

    การไปต่างแดนต้องระมัดระวังให้มาก
    ดีนะที่ไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้น
    การดื่มต้องเพราๆลงบ้าง
    เพื่อสุขภาพที่ดี
    ชีวิตที่ปลอดภัย
    และอนาคตที่งดงาม

  5. pattararanee พูดว่า:

    หลงเกาหลี
    เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นดีนะคะ

    ทำงานเยอะๆ
    รักษาสุขภาพนะจ๊ะ

    ^^

    ปล. ขอให้ได้เดินทางไปหลงในต่างประเทศบ่อยๆ นะคะ ^^

  6. to-on พูดว่า:

    ยินดีด้วยที่ได้รับประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายๆเรื่องนะครับ
    โชคดีที่ไม่ได้รับอันตรายหรือหลงหายไปเลย
    ต้องรักษาสุขภาพด้วยะครับ

    ปล.โซจูเนี่ยมันเหมือนเหล้าขาวไทยรึเปล่าครับ

  7. rongnamcha พูดว่า:

    ขอบคุณทุกๆ คนที่เป็นห่วงนะครับ
    หวังว่าทุกคนคงมีสุขภาพแข็งแรง
    และเดินทางไปที่ต่างๆ ในโลกร้อนๆ ใบนี้ด้วยความปลอดภัยเช่นกันครับ

    ตอบปล. คุณ to-on นะครับ โซจูมันก็ใสๆ เหมือนเหล้าขาวไทยนั่นแหละครับ
    เพียงแต่หอมกว่า กินง่ายกว่า บาดคอน้อยกว่าเหล้าขาวของบ้านเรา
    ส่วนดีกรีความแรงก็ไม่แน่ใจว่าอย่างไหนจะแรงกว่ากัน
    เดี๋ยวขอไปเปิดโซจูในตู้เย็นมาลองกระดกดูอีกซักทีละกันนะครับ
    อ้อ! ใครอยากลองซดโซจู ผมคุ้นๆ เหมือนเคยผ่านตาว่าที่ Foodland มีเอามาวางขายอยู่นะครับ
    ลองดูครับว่าซดแล้วจะ “หลง” เหมือนกันรึเปล่า อิอิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: