Lesson 10

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (20/1/2552)
Lesson 10 : นครวัด

     “Do you believe in destiny?”
     “คุณศรัทธาในพรหมลิขิตมั้ย?”
     วรรคทองที่ผมได้ยินครั้งแรกจาก “กุมภาพันธ์”
หนังเรื่องที่ 2 ของ 1 ในผู้กำกับที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก
“ยุทธเลิศ สิปปภาค”
     ในกุมภาพันธ์ วรรคทองวรรคนี้ถือว่ามาได้ถูกที่ถูกเวลา
และลงจังหวะของหนังอย่างเหมาะเจาะ จากการดำเนินเรื่อง
อันเนิบเนือยนิ่งนานยานย้วยมาเกือบทั้งเรื่อง
     เสียง “Do you believe in destiny?” กับภาพที่เห็นตรงหน้า
ดึงลมหายใจเราให้หยุดไปชั่วขณะ เรื่องราวจากวินาทีนี้เรื่อยไปจนจบ
ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าสามารถตรึงคนที่อ่อนไหวในเรื่องรัก
ให้สุขซึ้งซึมซาบประทับใจได้ไม่ยาก
     แล้วผมก็ได้ยินวรรคทองนี้อีกครั้งใน “สายล่อฟ้า”
หนังเอาล่อเอาเถิดของยุทธเลิศที่ดูมัน สนุก ฮาแสบๆ ห่ามๆ
สไตล์หนังตลกร้ายอังกฤษอย่าง Snatch หรือ Lock Stock &
Two Smoking Barrels
     ผมขอยืนยันครับว่ายุทธเลิศไม่ได้ลอกหนังอังกฤษ 2 เรื่องนั้น
แค่เลือกใช้สไตล์และวิธีการเล่าเรื่องในแนวทางใกล้ๆ กัน
แต่กลิ่นและรสชาติของสายล่อฟ้ายังคงอบอวลไปด้วยความเป็นไทย
ตามสไตล์ยุทธเลิศ
     เช่นเดียวกับกุมภาพันธ์ “Do you believe in destiny?” ในสายล่อฟ้า
มาถูกจังหวะ ช่วยเสริมตอนจบของหนังให้แข็งแรง สมบูรณ์ และอิ่มเอม
     ยุทธเลิศถามคนดูถึง 2 ครั้งในหนัง 2 เรื่องของเขาว่า
คุณ “ศรัทธา” ในความรักมั้ย?
     คำว่า “ศรัทธา” นี่น่าสนใจนะครับ
     ศรัทธาคือความเชื่ออย่างแรงกล้า ความเลื่อมใส เคารพนับถือ
ให้เกียรติ
     และหากมองดูดีๆ…
     ประวัติศาสตร์หลายหน้าบนโลกใบนี้ล้วนถูกลิขิตขีดเขียน
และขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธา”
     …
     บทเรียนนอกตำราบทที่ 10 ยังคงอารมณ์ค้างมาจากบทที่ 9
มีเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาหรือเขมร เป็นห้องเรียน
และครูผู้ชี้ให้ผมเห็นบทเรียนบทนี้คือ “ปราสาทนครวัด (Angkor Wat)”

angkor-wat3
     ผมออกจาก Coconut Lodge เกสท์เฮาส์ราคาถูกแต่สภาพดีน่าอยู่
ตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความตั้งใจจะไปเบิกตาดูความสวยงาม
ยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทนครวัดซึ่งตั้งตระหง่านอยู่นอกตัวเมือง
เสียมเรียบไม่ไกลนัก
     ไปถึง ฟ้าปิด มองไม่เห็นแสงแรกของพระอาทิตย์ที่จะส่องสาด
พาดตัวปราสาท สว่าง แต่ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่
     มาถึงตอนนี้ ตอนที่สองเท้าสลับสับก้าว ค่อยๆ พาผมเข้าใกล้นครวัด
     อาทิตย์ขึ้นยามเช้าจะมีหรือไม่มีไม่ใช่เรื่องที่ต้องคร่ำครวญเสียดาย
ให้จิตใจขมุกขมัวเหมือนท้องฟ้าเวลานี้อีกต่อไป
     เมื่อภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าช่างอลังการ ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่
แม้ไร้ซึ่งการขับเน้นจากไอแดดอุ่นยามเช้า
     และตอนนี้ภาพนั้น…ห่างจากผมเพียงแค่หนึ่งลมหายใจ
     ปราสาทนครวัดถือเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งที่สุดในบรรดา
ปราสาทขอมทั้งหมด ลวดลายการแกะสลักตัดแต่งหินทรายวิจิตรตระการตา
ตัวปราสาทผ่านการวางผังและออกแบบเป็นอย่างดี ทั้งคูเมืองและ
ตัวปราสาทกินพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 2 ตารางกิโลเมตร

angkor-wat1
     ราวพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 1700-1799) หรือเกือบพันปีก่อน
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 บัญชาให้มีการก่อสร้างปราสาทนครวัดเป็น
ศาสนสถานถวายแก่พระวิษณุ รวมทั้งเป็นที่สำหรับทำพิธีต่างๆ
เพื่อเป็นการบูชาพระวิษณุ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู
ลัทธิไวษณพนิกายที่ให้การนับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
ให้ความศรัทธาอยู่ในขณะนั้น
     คติความเชื่อต่างๆ ทุกอย่างที่อยู่ในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย
ถูกถ่ายทอดสะท้อนออกมาอย่างวิจิตรงดงามอยู่บนหินทุกก้อน ทุกแผ่น
ภายในอ้อมกอดของคูเมืองนครวัด

way2angkor-wat2

way2angkor-wat1
     วันนั้น วันที่เท้าสองข้างเยื้องย่างอยู่บนหินทรายแผ่นใหญ่หลายร้อยแผ่น
ที่ทอดตัวเรียงรายมาหลายร้อยปี
     ผมประจักษ์ถึงมวลพลังแห่ง “ศรัทธา” ที่อบอวลไปทั่วบริเวณและฝังตัว
ซึมลึกอยู่ในเนื้อหินทุกอณู!
     นางอัปสรา (ในหนังสือส่วนใหญ่เรียกว่า “นางอัปสร” แต่ชาวเขมร
จะออกเสียงว่า Apsara “อัปสรา”) เกือบ 2 พันองค์ที่ถูกสลักอยู่บนหินทราย
โปรยปรายรอยยิ้มพร้อมส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาลอยลมมาบอกผมว่า…
ศรัทธามีพลังและ “ขลัง” มากกว่าที่เราคิด!

apsara2

apsara11
     หินทรายไร้ค่าธรรมดาคงไม่สามารถก่อร่างสร้างวางต่อกัน
หลายสิบหลายร้อยชั้นกลายเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ยืนหยัดมาได้เกือบพันปี
หากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ไร้ซึ่งศรัทธาในศาสนา
     โลกคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสละเลียดความงดงามและยิ่งใหญ่ที่น่าตื่นตะลึง
ของปราสาทนครวัด หากแรงงานคนนับแสนไม่มีศรัทธาในกษัตริย์และศาสนา
มากพอที่จะทุ่มพลีแรงกายเคลื่อนย้ายหินทรายเป็นแสนเป็นล้านลูกบาศก์เมตร
จากเทือกเขาพนมกุเลนที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่า 50 กิโลฯ คุมช้าง
นับพันนับหมื่นเชือกลากหินเหล่านั้นกลับมา และใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน
กว่า 30 ปี!
     ทุกอย่างมาจากพลังแห่ง “ศรัทธา” ล้วนๆ!

angkor-wat2
     แต่เหรียญมี 2 ด้าน ดาบมี 2 คม
     หากมองดูดีๆ…
     ประวัติศาสตร์หลายหน้าบนโลกใบนี้ล้วนถูกลิขิตขีดเขียน
และขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธา”
     อยู่ที่ว่าศรัทธาในเรื่องอะไร ศรัทธาขับเคลื่อนการกระทำไปในทิศทางไหน
และผลที่เกิดจากการกระทำเพื่อบรรลุศรัทธานั้นคืออะไร
     เหตุการณ์เลวร้ายบางอย่างในประวัติศาสตร์มนุษย์บางทีก็มีที่มา
จากศรัทธา
     ฮิตเลอร์ศรัทธาในชาติพันธุ์
     บุชศรัทธาในน้ำมัน
     โลกจึงได้เป็นพยานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2
     และการทุ่มโหมโจมตีอิรักอย่างเต็มกำลังท่ามกลางเสียงคัดค้าน
ของอเมริกันเกือบทั้งประเทศ
     สร้างสรรค์หรือทำลาย ยิ่งใหญ่หรือเลวร้าย ศรัทธาสามารถ
ดันดลให้เกิดผลได้ทั้ง 2 แบบ
     พลังแห่งศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าหมิ่นแคลน
     รวมทั้งไม่ควรปล่อยให้ปริมาณ “ศรัทธา” มากล้นเกินกว่า “สติ”…

4 ตอบกลับที่ Lesson 10

  1. pattararanee พูดว่า:

    เขียนได้ลึกซึ้ง
    นุ่มนวล แต่หนักแน่น จริงๆ เลยค่ะ

    ^^

  2. muay พูดว่า:

    เรื่องของศรัทธา เป็นเรื่องที่เเรงกล้า เเละไม่ว่าใครก็เข้าไปก้าวล่วงหรือให้ความเห็นต่อความศรัทธาของคนอื่นไม่ได้…ศรัทธาเป็นเรื่องของบุคคล เเละก็จริงอย่างที่โรงน้ำชาว่า ” ไม่ควรปล่อยให้ปริมาณ “ศรัทธา” มากล้นเกินกว่า “สติ” “

  3. to-on พูดว่า:

    นั้นนะสิครับ ศรัทธาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สามารถทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ได้
    แต่ศรัทธาจะยังเป็นศรัทธาก็ต่อเมื่อยังมีสติไตร่ตรองได้
    ถ้าเกินกว่านั้นจะกลายเป็นงมงายเอาได้สินะครับ

    ปล.รู้สึกกระผมจะชอบบทนี้เป็นพิเศษเลย ขอบคุณครับ

  4. nut พูดว่า:

    เหตุเกิดจาก ศรัทธา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: