Lesson 11

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (16/2/2552)
Lesson 11 : เด็กวัดที่อยู่บนปราสาท

     “ตาแก้ว” หรือ “แปรรูป”? ไม่แน่ใจ
     เพราะเป็นการเดินทางที่มีพร้อมทั้งสมุดบันทึกเล่มเล็กกะทัดรัด
และดินสอกดคู่ใจ แต่ดันไร้เรี่ยวโรยแรงในการจับดินสอกดจรดจด
บันทึกเรื่องราวและเส้นทางที่เดินผ่านไปในแผ่นดินเขมร
     ผมจึงไม่แน่ใจว่าบนลานหินของยอด “ปราสาท” ไหนกันแน่
ที่ผมได้พบ “เด็กวัด” คนหนึ่ง…ผู้ซึ่งเป็นที่มาของบทเรียนนอกตำรา
บทที่ 11
     …
     หลังจากดื่มด่ำกำซาบความยิ่งใหญ่ของมวลพลังศรัทธา
ในปราสาทนครวัดแล้ว ผมนั่งสามล้อเครื่องคันเดิมที่รูปลักษณ์แตกต่าง
แต่เรียกเหมือนบ้านเราว่า “ตุ๊กตุ๊ก” ตระเวนชมปราสาทขอมอื่นๆ
ที่ดูน่าสนใจตามความรู้สึกส่วนตัว
     ไม่ว่าจะเป็นนครธมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครด้วยปราสาทบายน
ซึ่งหลายคนทั่วโลกคงคุ้นเคยกับรอยยิ้มเย็นเยียบและสายตาน่าเกรงขาม
ที่แฝงความกรุณาปรานีจากรูปสลักพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ขนาดใหญ่ยักษ์กว่า 200 พระพักตร์ จ้องมองผู้คนที่เวียนไหว้ผ่านไปผ่านมา
เกือบ 1,000 ปี สัมผัสเสน่ห์ความงามแฝงความลี้ลับของปราสาทตาพรหม
กับภาพมหัศจรรย์โดยการรังสรรค์ของต้นสะปงสูงใหญ่ที่แผ่ราก
เลื้อยกระหวัดรัดตัวปราสาทจากยอดจรดพื้น นั่งตุ๊กตุ๊กฝ่าเปลวแดดร้อนๆ
ทะลุออกไปไกลจากตัวเมืองเพื่อชมปราสาทบันทายสรีที่สวยงามอ่อนหวาน
ราวอัญมณีด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด แม้จะเป็นปราสาทขนาดเล็ก
แต่ลวดลายแกะสลักงามงดชดช้อยไม่ด้อยกว่าที่ใดและถือว่าคุ้มค่า
ที่อุตส่าห์ถ่อมาถึง
     ปราสาทตาแก้วกับปราสาทแปรรูปก็อยู่บนทางที่ผมต้องเดินวันนี้เหมือนกัน

bayon-temple

bayon-face1

ta-phrom-temple
     แม้ไม่แน่ใจว่าเป็นปราสาทไหน แต่ผมก็จำได้ว่าปราสาทนั้นสูงใหญ่ใช่เล่น
บันไดทางขึ้นโคตรชัน แต่ละขั้นสูงและแคบ แคบแบบแทบจะพอๆ กับความกว้าง
วัดจากนิ้วโป้งไปนิ้วก้อยของเท้าผมหนึ่งข้าง แถมขอบบันไดมนเกลี้ยง
ยากแก่การปีนป่าย ต้องค่อยๆ เหยียบ ค่อยๆ ไต่ ค่อยๆ ตะเกียกตะกาย
และถ้าเป็นไปได้…อย่าพยายามโชว์พาวด้วยการหันหน้าลงไปมองด้านล่าง
     เสียวจนตีนแทบลอยเลยทีเดียว
     ผมไต่ไปตรองไปว่าชาวขอมโบราณเดินด้วยท่วงท่าลีลายังไงเพื่อขึ้นไป
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาบนยอดปราสาท เพราะหากใช้ท่าทาง
และวิธีการเดินแบบที่เราเดินขึ้นบันไดกันในปัจจุบัน เท้าของชาวขอมโบราณ
ต้องเล็กและสั้นมากถ้าจะเดินขึ้นขั้นบันไดที่แคบแบบนี้ ถึงแม้หินทราย
จะโดนกาลเวลากร่อนเซาะไปบ้างแต่บันไดดั้งเดิมก็ไม่น่าจะกว้างกว่า
ที่เห็นเท่าไหร่ นอกจากเท้าต้องเล็กและสั้นมากขายังต้องไม่สั้นด้วย
เพราะแต่ละขั้นสูงเหลือเกิน
     และสมัยนั้น แต่ละคนคงไม่เดินตัวปลิวขึ้นมาตัวเปล่า ต้องมีการ
หอบข้าวหิ้วของแบกน้ำหามอาหารกันขึ้นมาด้วยแน่นอน
     ยิ่งคิดยิ่งพิศวง
     ขณะปีนบันไดหินทรายที่โคตรชัน แต่ละขั้นสูงและแคบ
แคบแบบแทบจะพอๆ กับความกว้างวัดจากนิ้วโป้งไปนิ้วก้อยของเท้าผม
หนึ่งข้าง แถมขอบบันไดมนเกลี้ยงยากแก่การปีนป่าย พึงระลึกไว้เสมอว่า
ยิ่งเข้าใกล้ยอดปราสาทอันเป็นที่หมายของเราเท่าไหร่ หมายความว่า
ตัวเรายิ่งสูงห่างขึ้นจากพื้นดินแห้งๆ แข็งๆ มากขึ้นเท่านั้น
     ลมอาจจะลอยมาด้วยความเร็วเท่าเดิม แต่เหมือนเพิ่มความแรง
เมื่อกระพือพัดปะทะตัว นิ้วจะเริ่มเกร็ง เล็บเริ่มจิกลงขั้นบันไดหิน
กลัวลมอ่อนๆ พัดตัวลอยล่องร่อนลิ่วปลิวร่วงลงกระแทกดิน
     ยิ่งปีนขึ้นสูง…สภาพยิ่งคล้ายจิ้งจกเจอไต้ฝุ่น

climb-the-temple
     ก่อนที่จะรู้สึกว่าลมพัดแรงจนต้านไม่ไหวแล้วคลายมือปล่อยตัว
ให้ลอยร่วงไปตามลม ผมใช้แรงอีกเฮือกใหญ่ยันร่างพากาย
เคลื่อนผ่านบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นสู่ลานหินกว้างใหญ่บนยอดปราสาท
     ลมที่เคยรู้สึกว่าพัดกรรโชกราวจะกระชากให้ร่วงหล่นลงไปกระแทกพื้นตาย
กลับกลายเป็นสายลมเอื่อยๆ เย็นสบายเลื้อยไล้เป่าไล่เม็ดเหงื่อให้แห้งระเหย
ประหนึ่งปลอบประโลมและชมเชยในความพยายาม
     ทันทีที่ทอดสายตาไปข้างหน้า ภาพที่เห็นจากยอดปราสาทอันสูงใหญ่
สามารถทำให้จิตใจสลัดความเหนื่อยล้าลอยทิ้งไปกับสายลมได้ในทันที
     กว้างขวาง สวยงาม ธรรมชาติแสนสมบูรณ์ แม้จะคล้ายๆ แต่เป็น
ทิวทัศน์ที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้สึกได้ทันทีว่าไม่ใช่ป่าเมืองไทย
รู้สึกได้ถึงความรุ่งเรือง เฟื่องฟู และยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณ
     เหลียวกลับมามองที่เท้าสองข้าง
     ผมกำลังยืนอยู่บนเศษซากปราสาทแสนสมบูรณ์สูงประมาณตึก 8 ชั้น
ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงความเกรียงไกรของกัมพูชาในอดีตได้เป็นอย่างดี
     ผมเดินดูรอบๆ ลานหินพลางจินตนาการภาพบรรพบุรุษของคนเขมร
ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เค้าจะเดินกันยังไง เค้าจะวิ่งกันบนนี้มั้ย
เค้าแต่งตัวยังไง บนนี้คงคึกคัก มีความวุ่นวายของการจัดเตรียมพิธีกรรม
ทางศาสนา เวลาคนขึ้นมาทำพิธีกันเยอะๆ มันจะเป็นยังไง บรรยากาศ
คงขรึมขลังและวังเวงใช่ย่อย คงเคยมีคนโบราณแต่งตัวสวยงามราวนางอัปสรา
(ในหนังสือส่วนใหญ่เรียกว่า “นางอัปสร” แต่ชาวเขมรจะออกเสียงว่า
Apsara “อัปสรา”) ร่ายรำอยู่บนลานหินนี้…
     ระหว่างเดินดูเดินคิดเดินจินตนาการถึงภาพคนเขมรโบราณ
เด็กชายเขมรตัวน้อยยุคปัจจุบันเดินฝ่าภาพคนโบราณที่ผมกำลังจินตนาการ
จนแหลกสลายมลายไปในอากาศ
     “Mister, do you want some souvenirs?” มาถึงก็ส่งเสียงเปิดการขาย
นานาสินค้าที่ระลึกที่กองๆ เรียงๆ อยู่ในตะกร้าที่อุ้มถือไว้ด้านหน้า
ด้วยภาษาอังกฤษชัดปร๋อ สำเนียงราวกับฝรั่งมาเอง
     หากไม่เห็นหน้าตาไร้เดียงสาแบบเด็กเขมรแท้ เสื้อผ้าซอมซ่อเนื้อตัวมอมแมม
ได้ยินเพียงสำเนียงเสียงพูดภาษาอังกฤษคงไม่คิดว่าเป็นเด็กเขมร
     ผมเลือกสินค้าไปถามไป อันนี้อะไร อันนั้นเท่าไหร่ ซื้อ 5 อันลดมั้ย ขายดีมั้ย
ขายทุกวันเหรอ นักท่องเที่ยวเยอะมั้ย มาขายกับใคร ใครพามา บ้านอยู่แถวนี้เหรอ
     ทุกคำถามถูกเด็กชายเขมรอายุไม่เกิน 7 ขวบตอบกลับมา
ด้วยภาษาอังกฤษที่บางที…พูดตรงๆ…“คล่อง ฉะฉาน และสำเนียงดีกว่านักศึกษา
คนทำงาน และนักการเมืองไทยบางคนซะอีก!”
     อย่ามัวทะนงหลงตนว่าเลิศเลอล้ำหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเค้าไปซะหมดเชียว
     “What’s this?” ผมถามพลางชี้ไปที่แท่งอะไรซักอย่างที่ห้อยอยู่ด้านนอกตะกร้า
แท่งนั้นถูกหุ้มห่อไว้ด้วยปลอกใส่ปิดฝาที่สานมาจากใบอะไรซักอย่างทาสีสดใส
     “It’s a flute!” เด็กน้อยหยิบมา ดึงฝาปลอกสานออก ด้านในเป็น
ขลุ่ยไม่ไผ่เรียบๆ ไร้ลวดลาย น้ำหนักเบา เหลาและแกะมาง่ายๆ
แต่มีเสน่ห์แบบไม่ธรรมดา
     ผมเปิดอีกอัน หยิบขลุ่ยออกมาดูมั่ง
     “See? Mister, you play it like this” แน้ะ มีสาธิตวิธีการใช้ด้วยเว้ย
ว่าแล้วเจ้าหนูก็เป่าขึ้นมามั่วๆ แบบไม่มีปี่แต่มีขลุ่ย
     ขลุ่ยสไตล์เขมรน่าสนใจเพราะรูปลักษณ์แปลกตา หาไม่ได้ในเมืองไทย
ผมถามราคา เด็กน้อยบอกมา ผมต่อให้ช่วยลดราคาถ้าจะซื้อหลายเลา
เจ้าหนูได้ยินราคาที่ผมต่อ ตีหน้าเซ็งๆ เครียดๆ ลำบากใจ ก่อนจะพ่น
ภาษาอังกฤษที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากเด็กวัยนี้
     “Oh…I sell good price. You see, if I sell your price I have no profit”
     โอ้โห…ยอมเลยครับ พูดภาษาอังกฤษได้ดีว่าอึ้งแล้ว นี่ยังมีหัวการค้า
แถมรู้จักเจรจาต่อรองอีก จะลดให้เท่าไหร่ก็ว่ามาเลย กูซื้อแล้วหละ
(แต่ยังไงก็ไม่ยอมซื้อราคาเต็ม)
     วันนั้นผมเสียเงินเรียลให้เด็กน้อยชาวเขมรคนนี้ด้วยความเต็มใจ
ชอบความกล้า รู้จักทำมาหากิน รู้จัก “เอาตัวรอด”
     มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดครับ ถ้าไม่ได้คิดสั้นอยากตายจริงๆ
เมื่อถึงคราวจำเป็น “ทุกคน” ต้องทำ “ทุกอย่าง” เพื่อเอาตัวรอด
     แต่วิธีการและพฤติกรรมในการเอาตัวรอดจะดีงามหรือระยำ ต่ำช้าหรือประเสริฐ
คงเกิดจากสำนึก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และการหล่อหลอมโดยสภาพแวดล้อม
รอบตัวของแต่ละคน
     บางคนเป็นโจรเพื่อเอาตัวรอด บางคนโกหกเพื่อเอาตัวรอด บางคนขายบริการ
ทางเพศเพื่อเอาตัวรอด บางคนว่าร้ายคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด บางคนเอาดีเข้าตัว
เพื่อเอาตัวรอด บางคนฆ่าตัดตอนเพื่อเอาตัวรอด บางคนขับรถชนแล้วแกล้ง
ชักดิ้นชักงอเพื่อเอาตัวรอด บางคนขายชาติเพื่อเอาตัวรอด บางคนย้ายไปอยู่
ประเทศนู้นทีประเทศนี้ทีเพื่อเอาตัวรอด บางคนย้ายพรรคเปลี่ยนขั้วเพื่อเอาตัวรอด
บางคนปลุกม็อบเพื่อเอาตัวรอด…
     เด็กเขมรคนนั้นอาจต้องเกิดมาเพื่อต่อสู้ เกิดมาเพื่อหาวิธีการดิ้นรน
เอาตัวให้รอดในสภาพชีวิตที่ข้นแค้น
     แต่แทนที่จะขอทานหรือลักเล็กจิ๊กน้อย
     เจ้าหนูเลือกเอาตัวรอดด้วยการหัดเรียนเพียรพูดภาษาอังกฤษ
จนฟุดฟิดฟอไฟได้ลื่นลิ้น เพื่อมาเป็น “เด็กวัด” เดินแบกตะกร้าขายของที่ระลึก
บนยอดปราสาทที่ขนาดเดินขึ้นมากับกล้องแค่ตัวเดียวยังเสียวได้ใจ
     ที่ผมเรียก “เด็กวัด” เพราะสถาปัตยกรรมขอมโบราณแบบนี้ที่คนไทย
เรียกติดปากว่าปราสาท ในภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้คำว่า Palace หรือ Castle
แต่เป็นที่รู้จักและเรียกขานกันในลักษณะของ Temple ที่แปลว่าวัด
หรือศาสนสถาน
     คำว่า “เด็กวัด” จึงน่าจะใช้เรียกเด็กเขมรคนนี้ได้แบบไม่กระดากใจ
อีกทั้งคำนี้ยังสื่อให้เห็นเป็นนัยถึงความอดทน สู้งาน ขยัน ใฝ่ดี
และรู้จักเอาตัวรอด…ด้วยวิธีการที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลธรรม
     ผมเดินคิดนิมิตจินตนาการฟุ้งฝันต่อไปเรื่อยเปื่อย จนได้เวลากลับ
สองมือกำถุงใส่ของที่ระลึกรวมทั้งขลุ่ยที่เด็กวัดเอามาแลกกับเงินเรียล
เดินมาหยุดอยู่ริมบันไดทางลงสูงชันที่เป็นอันเดียวกับทางขึ้น
ก้มพินิจภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าแล้วก็คิดต่อไปว่า
     “ตายห่า…แล้วกูจะลงยังไงวะ!”

2 ตอบกลับที่ Lesson 11

  1. muay พูดว่า:

    สภาพความเป็นอยู่ สภาพทางการเมือง การปกครอง ที่นู่น คงทำให้ “เด็กวัด” คนนั้นต้องสู้ยิบตาเพื่อเอาตัวรอด เอาใจช่วย เเละขอให้หนูน้อยเติบโตอย่างเเข็งเเกร่ง เเสะสง่างามค่ะ

  2. pattararanee พูดว่า:

    บทเรียนเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า…

    อย่าซื้อของเพลินจนลืมขาลง ^^

    สงสัยว่า คนโบราณจะใช้ลิฟท์ มั้งคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: