Lesson 16

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (24/7/2552)
Lesson 16 : King of Pop

     “มึงมาต่อยกับกูป่าว!” มันปราดเข้ามาถามท้าในเย็นวันหนึ่งที่ผม
กำลังเดินออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน
     “ทำไมวะ” ผมถามกลับ งงๆ ว่ามึงจะมาต่อยกับกูทำไม
ในเมื่อไม่ได้รู้จักหรือขัดเคืองเรื่องอะไรกันมาก่อน เท่าที่ผมรู้คือมัน
เป็นลูกชายของอาจารย์คนหนึ่งในโรงเรียนก็แค่นั้น
     “มึงไม่ต้องถามหรอก มึงมาต่อยกับกูป่าว”
     “แล้วทำไมกูต้องต่อยกับมึงวะ” ผมต้องการแรงจูงใจและเหตุผล
มากกว่านี้ถ้าต้องเสียแรงไปแลกหมัดซัดตีนกับมันในขณะที่เริ่ม
เหนื่อยหน่ายกับความดันทุรังและพูดไม่รู้เรื่องของไอ้ลูกอาจารย์คนนี้
     ผมสืบเท้าก้าวเบี่ยงเลี่ยงตัวมันออกมาแต่สายตาเยียบชายังคงจับจ้อง
เผื่อมันจะของขึ้นวิ่งมากระหน่ำเหนี่ยวแบบไม่รอคำตอบ
     “ระวังตัวไว้นะมึง! อย่าทำเจ๋งนัก!” มันตะโกนไล่หลังเมื่อเห็นว่า
ผมจากไปแบบไม่ใส่ใจ
     ใส่ใจแค่ว่าถ้ามึงเริ่มซัดกูก่อนเมื่อไหร่ มึงจะโดนไม่ใช่น้อย!
     …
     “นี่ๆ” เพื่อนผู้หญิงของผมคนหนึ่งในชั้นเรียนตอน ม. ต้น เดินมาหาผม
แววตาบนหน้าสวยๆ ของเธอบ่งบอกว่าคันปากอยากเม้าธ์ชาวบ้าน
     “วันก่อนน่ะ” เธอเริ่มเม้าธ์จริงๆ “ไอ้…(ผมจำชื่อมันไม่ได้) ลูกอาจารย์…
(ผมจำชื่ออาจารย์คนนั้นไม่ได้ด้วย) น่ะ มันมาเต้นไมเคิลโชว์ให้พวกชั้น
ดูด้วยแหละ”
     “แล้วไงวะ”
     “พวกชั้นเลยบอกมันว่า…แกเต้นเก่งกว่าตั้งเยอะ!”
     นั่นไง! รู้แล้วว่าทำไมแม่งจะต่อยกูให้ได้
     ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๊ย!
     …

Michael Jackson 5
     นั่นเป็นตอน ม. ต้น ที่ Michael Jackson เกือบทำให้ผมต้องโดนต่อย
เพียงเพราะสาวๆ ดันไปพูดให้มันหมั่นไส้ว่าผมเต้นเก่งกว่า
     ความสามารถในการเต้นเลียนแบบไมเคิลไม่ได้เกิดกับผมโดยบังเอิญ
ไม่ได้เป็นพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพราะไม่ได้ “Moonwalk” ออกมาจากท้องแม่
     จุดกำเนิดและแรงบันดาลใจในการลุกมาลองหัดเต้นแบบไมเคิลมันเกิดจาก
ตอนที่กระแส Michael Jackson Fever โหมสะบัดพัดกระหน่ำประเทศไทยใน
ช่วงปี 1993 ที่ปรากฏการณ์ Dangerous World Tour คุกคามลามลุก
ไปทั่วทุกพื้นที่ในโลกใบนี้
     เปิดสื่อไหนก็จะสดับรับรู้แต่เรื่องของไมเคิล ช่วงนั้นเองที่ผมได้หาเพลง
หามิวสิควิดีโอของ Michael Jackson ตำนานแห่ง King of Pop มากระหน่ำฟังประดังดู
อย่างคลั่งไคล้ทั้งชุดใหม่ชุดเก่า
     แล้วก็ได้รับรู้ว่า Michael Jackson เจ้าของบัลลังก์ King of Pop คนนี้…
     แม่งเจ๋งว่ะ!
     ตอนนั้นยังเป็นเด็ก ไม่กล้าอาจเอื้อมหวังไกลไถเงินพ่อแม่ไปซื้อบัตรคอนเสิร์ต
ราคาเป็นพันเพื่อฝ่าฟันคลื่นคนเข้าไปดู King of Pop ตัวเป็นๆ กับลีลาท่าเต้น
สดๆ บนเวที ได้แต่นั่งดูวิดีโอที่มีอยู่หลายม้วน

Michael Ticket
     ลวดลายลีลาการเต้นของ Michael Jackson เหมือนมีมวลพลังบางอย่าง
ที่ส่งผ่านทะลุจอมาถึงคนดูได้ ดูไปดูมาขาผมเริ่มขยับ จิตใจเริ่มคะยั้นคะยอ
ให้อยากเขยิบขึ้นมาเต้นแบบไม่ต้องขยักอย่างไมเคิลบ้าง
     ดูบ่อยเข้า ฝึกบ่อยเข้า ก็ขยับเขย่าด้วยท่าเต้นเร่าร้อนแบบไมเคิลได้อย่าง
ไม่ขัดเขิน ตั้งแต่ท่าง่ายๆ อย่างการลูบเป้าไปจนถึงท่าคลาสสิคที่ทั้งโลกรู้จัก
อย่าง Moonwalk
     ตอนนั้นดูวิดีโอแล้วหัดเต้นบ่อยถึงขนาดว่าแค่เปิดเพลงอย่างเดียว
ก็สามารถต่อท่าเต้นตามมิวสิควิดีโอได้ทุกท่าตั้งแต่ต้นจนจบเลยให้ตายสิ!
     ผมเต้นโชว์เพื่อนในห้องเรียนบ่อยครั้งและก็สร้างเสียงฮือฮารวมทั้ง
เสียงหัวเราะได้ทุกที
     ยอมรับว่าในช่วง Michael Jackson Fever ตอนนั้นภูมิใจและรู้สึกโคตรเท่
ไม่ใช่น้อยที่เราก็เป็นคนหนึ่งที่เต้นเลียนแบบไมเคิลได้ในระดับหาตัวจับยาก
     ซึ่งถ้าใครได้ติดตามและรู้จักเรื่องราวของ Michael Jackson จริงๆ จะรู้เลยว่า
ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ก้าวขึ้นบัลลังก์ King of Pop ด้วยความบังเอิญหรือมาจากการ
สรรเสริญเกินจริง
     ไม่ใช่แค่ท่าเต้นเท่านั้นที่ลือลั่นบันลือโลก
     แต่ Michael Jackson ยังเป็นอัจฉริยะทางดนตรีและความคิดสร้างสรรค์
ตัวกลั่นอีกด้วย!

Michael Jackson 8
     Michael Jackson เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 เป็นลูกคนที่ 7
จากพี่น้องทั้งหมด 9 คน ฉายแววดังตั้งแต่ 5 ขวบด้วยการเป็นนักร้องนำ
ใน Jackson 5 วงดนตรีของครอบครัวที่ตระเวนเล่นตามคลับตามบาร์
ในรัฐ Indiana
     วง Jackson 5 ยิ่งเล่นฝีมือยิ่งเข้มจนไปเตะตาเตะหู Berry Gordy ซึ่ง
เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ Jackson เดินตามฝันเข้าสู่ Motown Records
ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุปะทะบั้งไฟพญานาค 2 ลูกแล้วแตก

Michael Jackson 1

Michael Jackson 3

Michael Jackson 9
     จนกระทั่งปี 1976 Jackson 5 ย้ายมาสู่อ้อมกอดของ Epic Records
ด้วยเหตุผลคือต้องการอิสระในการทำงานศิลปะมากขึ้น การย้ายครั้งนี้
ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อวงเป็น The Jacksons เพราะชื่อ Jackson 5 เป็น
สิทธิ์ของ Motown Records
     และ “Off The Wall” อัลบั้มนำเดี่ยวชุดแรกที่ Michael Jackson สร้างสรรค์
โดยมี Quincy Jones ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้ภายใต้ชายคา Epic Records ก็
ประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย
     อัลบั้มที่ยิ่งใหญ่กว่าตามออกมาหลังจากนั้น ในปี 1982 ไมเคิลส่ง “Thriller”
ให้เป็น “อัลบั้มขายดีที่สุดในโลกตลอดกาล” และนำมาซึ่งนานาปรากฏการณ์
ที่ฉีกขนบวงการเพลงและมิวสิควิดีโอให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน!
     ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ท่าเต้นใหม่ๆ ที่ตื่นตา มิวสิควิดีโอในรูปแบบหนังสั้น
หรือ Short Films ที่เต็มไปด้วย Special Effect ที่น่าตื่นเต้น ท่าเต้น Moonwalk อันลือลั่น
และเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นในอัลบั้มชุดนี้เมื่อไมเคิลโชว์ท่าเดินถอยหลัง
เป็นครั้งแรกในงาน “Motown 25 : Yesterday, Today, Forever”
     มิวสิควิดีโอเพลงจากอัลบั้ม Thriller ยังทลายกำแพงแห่งสีผิวที่ปิดกั้น
ช่องเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง MTV มาช้านานลงจนไม่เหลือซาก เนื่องจากมิวสิควิดีโอ
ของศิลปินผิวสีมักไม่ค่อยได้รับการต้อนรับจากช่องเพลงช่องนี้เท่าไหร่นัก
แต่มิวสิควิดีโอของไมเคิลในอัลบั้มนี้กลับได้รับการขอให้เปิดบ่อยที่สุดอย่างยาวนาน
จนแม้แต่ MTV ก็ไม่อาจปฏิเสธและเป็นการกรุยทางถางแผ้วให้ศิลปินผิวสีรุ่นหลัง
ได้มีพื้นที่ยืนใน MTV เทียบเท่าศิลปินผิวขาว

Michael Jackson 6
     ปี 1987 ไมเคิลจบการรอคอยของแฟนเพลงด้วย “Bad” อัลบั้มใหม่
ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน
     ปี 1991 ไมเคิลเซ็นสัญญากับ Sony Music และอัลบั้มแรกในบ้านหลังใหม่
“Dangerous” ก็พาเขาออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกรวมทั้งประเทศไทย
     นอกจากสร้างสรรค์งานเพลงและท่าเต้นแล้ว ไมเคิลยังมักชักพา
ความแปลกใหม่เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้มาให้โลกตะลึงพรึงเพริด
กันอยู่เสมอ
     ประดิษฐกรรมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อยน่าจะเป็นเทคนิคในการ
ทำท่า Anti-Gravity Lean ที่ช่วยให้ไมเคิลและทีมแดนเซอร์สามารถเอนตัวเป็น
เส้นตรงไปข้างหน้าได้ประมาณ 45 องศา (หรือมากกว่า) และดึงตัวกลับ
ขึ้นมายืนตรงได้อย่างมหัศจรรย์!
     โลกเห็น Anti-Gravity Lean ครั้งแรกในส่วนหนึ่งของเพลง Smooth Criminal
ที่เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในหนัง Moonwalker ที่เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในดีวีดีชุด Moonwalker
อีกที (งงมั้ย)
     ไอ้ตอนที่เอนตัวลงในหนังก็ยังพอจะใช้ลวดสลิงพันรอบเอวกับใช้รองเท้า
ที่ยึดติดกับพื้นแม่เหล็กมาเป็นเทคนิคในการถ่ายทำได้ ซึ่งแค่นี้ก็ถือว่า
พยายามครีเอทกันโคตรๆ แล้ว
     แต่ครั้นจะใช้ลวดสลิงกับรองเท้าแม่เหล็กมาแสดงสดบนเวที ไมเคิล
ไม่คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีแน่ๆ ว่าแล้ว King of Pop จึงทำการประดิษฐ์คิดค้น
“รองเท้า Anti-Gravity Lean” เพื่อใช้ในการแสดงคอนเสิร์ตเพลง
Smooth Criminal โดยเฉพาะ!
     หลักการทำงานของรองเท้าพิเศษคู่นี้คือการมีปลอกล็อกข้อเท้าแบบแข็งพิเศษ
ส้นรองเท้าถูกออกแบบให้สามารถเลื่อนเปิดได้ง่ายดายโดยการสไลด์เท้าไปด้านหน้า
เพียงเล็กน้อย เมื่อส้นรองเท้าถูกเปิดออกจะสามารถนำไปสวมและยึดติดกับหมุด
ที่จะโผล่ขึ้นมาบนพื้นเวทีตามตำแหน่งและเวลาที่กำหนดไว้อย่างเหมาะเจาะ
     เมื่อทำ Anti-Gravity Lean เสร็จเรียบร้อย ทั้งไมเคิลและเหล่าแดนเซอร์เพียง
ยกเท้าออกจากหมุดบนพื้นเวที ขยับเท้าปิดส้นและเต้นต่อได้จนจบเพลง
     หากลองสังเกตดีๆ ในดีวีดีบันทึกภาพการแสดงสดชุด
“Michael Jackson – Live In Bucharest : The Dangerous Tour” ช่วงการแสดง
เพลง Smooth Criminal ส้นรองเท้าของไมเคิลจะสูงกว่าปกติในขณะที่
ปลอกล็อกข้อเท้าก็บรรจงทำเป็นสีขาวเพื่อให้ดูเหมือนถุงเท้า
     รองเท้าคู่นี้ไมเคิลและทีมไม่ได้คิดทำขึ้นมาเล่นๆ ขำๆ แต่มีการจดสิทธิบัตร
ทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายสหรัฐอเมริกาเป็นลายลักษณ์อักษร
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1993 หมายเลขสิทธิบัตร 5,255,452
     นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์แสนบรรเจิดเพื่อ
ความบันเทิงและศิลปะในการแสดงโดยแท้

Anti-Gravity Shoe4

Anti-Gravity Shoe

Anti-Gravity Shoe5
     หลังจากอัลบั้ม Dangerous ผมก็ยังติดตามงานของไมเคิลมาเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะอัลบั้ม History, Blood On The Dance Floor, และ Invincible เพียงแต่
ไม่ได้คลั่งไคล้เข้มข้นเหมือนในสมัยก่อน
     อาจจะเพราะผมเริ่มโตขึ้น มีเรื่องอื่นๆ ให้สนใจมากขึ้น แม้จะยังเต้นได้
แต่ก็ไม่ค่อยได้ลุกขึ้นมาเต้น ฟังเพลงไมเคิลน้อยลง ดูมิวสิควิดีโอของคนอื่น
มากขึ้น จนไมเคิลกลายเป็นเพียงความประทับใจและฮีโร่ยิ่งใหญ่ในวัยเด็ก
     ตัวไมเคิลเองก็กลายเป็นเจ้าของข่าวพฤติกรรมเพี้ยนๆ ประหลาดๆ
มากขึ้นทุกที ทั้งข่าวล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายที่แม้สุดท้ายศาลจะยกฟ้อง
พร้อมๆ กับข่าวลือว่าไมเคิลต้องจ่ายไปหลายเพื่อให้เรื่องจบ ทั้งการตะบี้ตะบัน
ศัลยกรรมจนหน้าเปลี่ยนแปลกไม่เหลือเค้าเดิม ผิวซีดเผือดราวกับผี
ข่าวหนี้สินท่วมหัวและกำลังกลายเป็นคนล้มละลาย ความล้มเหลวใน
ชีวิตแต่งงานและความเคลือบแคลงเกี่ยวกับลูกๆ ของเขา
     หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าชีวิตที่บิดเบี้ยวเป็นผลสืบเนื่องมาจากเส้นทางชีวิต
ในวัยเด็กที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป ไมเคิลเป็นซูเปอร์สตาร์มาตั้งแต่เด็ก
เป็น King of Pop ตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างเด็กปกติ
มีประวัติที่ไม่ค่อยดีกับพ่อ ชีวิตต้องเจอทั้งคนจริงใจและคนที่ตั้งใจมากอบโกย
ผลประโยชน์จากเขา
     ตำแหน่งที่เขายืนยากที่เราจะมองเห็นและเข้าใจว่าความรู้สึกที่แท้จริงของ
King of Pop คนนี้เป็นยังไง
     รู้แต่เพียงว่าทุกอย่างหล่อหลอมให้ไมเคิลกลายเป็นคนเก็บตัว โลกส่วนตัวสูง
ไม่ยอมโต ยึดติดอยู่กับความเป็นเด็กและจินตนาการแบบเด็กๆ ที่ส่งผลออกมา
เป็นรูปธรรมในนาม “คฤหาสน์ Neverland”
     ทั้งข่าวลือข่าวจริงในเรื่องแปลกๆ ที่ค่อนไปในทางเสียหายทำให้กระแส
ความชื่นชมที่คนทั้งโลกเคยพัดกระพือใส่ King of Pop เลือนลดหดหาย
จนวันนี้ไม่ค่อยจะมีใครใคร่ปลื้มไมเคิลนัก

Michael Jackson 13
     ไมเคิลกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งเมื่อเขาประกาศกลับมาเล่นคอนเสิร์ตใหญ่
อีกครั้งโดยใช้ชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า “This Is It” หลังจากหายไป 10 กว่าปี
     ผมเข้าเว็บไซต์ของ Total Reservation เพื่อเข้าไปเช็ครอบละครเวทีเรื่อง
แม่นาค เดอะมิวสิคัล ของค่าย Dreambox (หลังจากได้ดูของค่าย Scenario
และค่อนข้างผิดหวังมาแล้ว)
     แล้วก็พบว่า Total Reservation เปิดให้จอง Package เพื่อไปชม
คอนเสิร์ต This Is It ของ Michael Jackson ที่ประเทศอังกฤษ โดยเป็นราคา
สำหรับ 3 วัน 2 คืน รวมค่าบัตรคอนเสิร์ต ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม
และค่าอาหาร ผมจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แต่ราคาทั้ง Package ประมาณ
50,000 ถึง 60,000 บาท
     ผม “เกือบ” ตัดสินใจทุบกระปุกปิดบัญชีมาจอง Package บินไปดูไมเคิล
ที่อังกฤษเพื่อปิดรูโหว่ของความฝันในวัยเด็กที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม ในใจคิดเพียงว่า
ถ้าหมดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ไมเคิลคงแก่เกินกว่าจะมาเต้นสดให้เราดูบนเวทีได้อีกแล้ว
This Is It อาจจะเป็นการแสดงสดครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ผมจะมีโอกาสได้ดู
     แต่คิดไปคิดมาถ้าจองไปแล้วเสือกทะลึ่งติดงานสำคัญชีวิตคงฉิบหายวายวอด
ไม่ใช่น้อย คิดได้ดังนั้นวันนั้นก็เลยยังไม่ได้จอง

This Is It Stage
     แล้ว Michael Jackson ก็มาเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้งในวันที่ 25 มิถุนายน 2009
     วันที่เขา…ตาย!
     ไมเคิลจากไปด้วยวัย 50 ปี ก่อนจะได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ที่หลายคนทำนายว่า
เป็นการ Come Back เพื่อตอกย้ำความเป็น King of Pop อย่างยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรี
     ทั้งโลกช็อค…และเช็คว่าข่าวการตายของราชาเพลงป๊อปใช่หรือมั่วชัวร์หรือไม่
จนกระทั่งมีการประกาศการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ทั้งโลกจึงหันมาเห็นไมเคิล
อยู่ในสายตาอีกครั้ง
     แม้จะมีบ้างที่เกลียดไมเคิลเข้าไส้ถึงขนาดบอกว่า
     “โล่งใจที่ไอ้ตัวประหลาดตายไปได้ซะที อย่างน้อยเด็กๆ หลายคนคงรู้สึกปลอดภัยขึ้น”
     กระทั่งตายไปแล้วยังมีข่าวลือและข้อสันนิษฐานแปลกๆ ที่ว่าจริงๆ แล้วศพในโลง
ไม่ใช่ไมเคิลแต่ดันเป็นการยัดศพใครก็ไม่รู้ลงไปแทน ไมเคิลแค่จัดฉากการตายเพื่อหนี
ปัญหาที่รุมเร้า หนีชื่อเสียงที่ผูกมัดจนไม่สามารถมีชีวิตแบบคนธรรมดาได้
เหมือน Elvis Presley ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งหลังจาก
กุข่าวการตายให้ตัวเองด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน
     ข่าวลือเกี่ยวกับคำพูดของลูกสาวของไมเคิลในพิธีศพที่บางคนบอกว่าถูก “เตี๊ยม”
มาให้พูดแบบนั้น
     แม้ข่าวลือที่กระเซ็นกระสายหลังความตายจะเป็นยังไง แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่
ก็รู้สึกคล้ายกัน เศร้า ซึม สะเทือนใจ ใจหาย เสียดาย และรู้สึกผูกพันขึ้นมาจับใจ
     เสียงสั่นเครือที่พร่ำพูดทั้งน้ำตาของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ว่า
     “พ่อ…เป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลก หนูรักพ่อค่ะ”
     คงไม่ชวนให้ใครคิดว่ามันเป็นคำพูดที่มาจากการกรอกหูโดยคนอื่นแน่ๆ
     นักร้องดังระดับโลกหลายสิบชีวิตร่วมร้องเพลงไว้อาลัยแด่ไมเคิลเป็นครั้งสุดท้าย
ในพิธีศพที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งไม่ชวนให้คิดว่าเป็นเพียงงานศพกำมะลอ
     ทีวีทุกช่องทั่วโลกรำลึกถึงไมเคิล มิวสิควิดีโอเพลงดังในอดีตถูกเอามาฉายวน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สกู๊ปพิเศษรายการพิเศษนำเสนอชีวิตและผลงานไมเคิลอย่างทันท่วงที
โดยพร้อมเพรียงกัน หนังสือ ซีดี ดีวีดี ของไมเคิลวางพรึ่บเต็มแผงทั้งแผ่นแท้แผ่นผี
     วินาทีนั้น โลกทั้งใบสำเหนียกขึ้นมาได้อีกครั้งว่าจริงๆ แล้วเรารักและ
ซึ้งซาบปลาบปลื้มในสิ่งที่ไมเคิลสร้างสรรค์ไว้ขนาดไหน
     ทั้งความบันเทิงระดับสุดยอดจนอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านที่เขาเคยมอบให้
การแสดงคอนเสิร์ตที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่ทำให้คนดูสลบ เป็นลม และร้องไห้
ได้มากที่สุดในโลก บทเพลงความหมายดีๆ ที่ถูกขับกล่อมผ่านเส้นเสียงระดับเทพ
โดยหลายต่อหลายเพลงมีเนื้อหาแนว “เพื่อชีวิต” จรรโลงจิตใจและสังคมให้สูงขึ้น
วิวัฒนาการด้านดนตรีและศิลปะที่ไมเคิลทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจแก่วงการเพลงป๊อป
ทั่วโลก และท่าเต้นอัจฉริยะที่โลกนี้คงไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบและสง่างามเท่า

Michael Jackson 12

Michael Jackson 10
     แม้จะมีข่าวเสียหายและพฤติกรรมแปลกๆ มาให้ได้ยินเป็นระยะ แต่ในวันที่เหลือ
เพียงร่างที่ร้างลมหายใจ ทุกคนพร้อมจะมองเห็นคุณค่าและสิ่งดีงามหลายหลากมากมาย
ที่ไมเคิลเพียรสร้างสรรค์เพื่อบรรณาการความสุขให้กับคนทั้งโลกตลอดช่วงระยะเวลา
แห่งความรุ่งโรจน์โดยอุทิศทั้งชีวิตที่ดูเหมือนจะแห้งแล้งความสุขและความอบอุ่น
     ถึงสิ้นไร้ราชา แต่ตำนานแห่งบัลลังก์ King of Pop ของ Michael Jackson คงหาใคร
มานั่งแทนที่ได้ยากยิ่ง
     นอกจากตอนมีชีวิตอยู่ ไมเคิลจะสอนผมร้องและเต้นผ่านมิวสิควิดีโอและ
ภาพคอนเสิร์ตแล้ว
     ในวันที่สังขารสูญสลาย ความตายของไมเคิลยังสอดประสานเสียงเคียงคลอ
มากับบรรดาบทเพลงอมตะของเขาเพียงเพื่อบอกผมว่า คนเราทุกคนเกิดมาก็แค่นี้
ใช้ชีวิตกันไป จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
     ทุกกรรมที่ทำไว้ก่อนตายจะกำหนดให้เราว่า “ตายแล้วไปไหน”
     ถูกนำไปสถิตย์รวมไว้กับคำหยาบคายหรืออวยอาลัยไว้กับคำสรรเสริญ
     ตายแล้วไปไหน…เลือกได้
     ถึง Moonwalk ไม่ได้…ก็ไปถึง!

Michael Jackson 14
     …
     นรชาติวางวาย
     มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
     สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี
     ประดับไว้ในโลกา
     …

3 ตอบกลับที่ Lesson 16

  1. muay พูดว่า:

    เสียดายที่ไมเคิลตายไปก่อนที่จะได้วาดลวดลายบนเวทีอีกครั้ง … เเต่คนเราเลือกตายได้ซะเมื่อไร ? เราจึงต้องพยายามเลือกให้ได้มากที่สุดตอนที่เรายัง “เป็น” อยู่

  2. pattararanee พูดว่า:

    ไมเคิล รู้จักโลกนี้มา 18,200 กว่า วัน

    คนเราก็เท่านี้เองนะ
    เกิดมาใช้ชีวิต
    แล้วตายจากโลกนี้ไป

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    จะไปสู่สุคติจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
    แต่ถ้าไม่อยากให้คนสาปแช่ง
    ก็ต้องทำความดีเยอะๆ ล่ะเนอะ

  3. I have read so many posts on the topic of the blogger lovers however this paragraph is
    genuinely a good post, keep it up.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: