Lesson 19

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (19/10/2552)
Lesson 19 : เวียตนาม Halong Bay ถ้ำ และ…ลูลู่

     ผมไปแบกเป้เที่ยวมา 2 ปี!
     ในช่วงที่เวลาค่อยๆ เคลื่อนเวียนเปลี่ยนผ่านจากปี 2551 (2008)
เข้าสู่ปี 2552 (2009) ชีวิตผมกำลังตะลุยตะลอนเปียกปอนอยู่ใน
ประเทศ “เวียตนาม”
     หลังจากกรำงานหนักตัวเหนียวหน้ามันต่อเนื่องมาทั้งปี
ผมพอจะมีเวลาหลีกลี้จากชีวิตที่วุ่นวายในเมืองหลวงของสยามประเทศ
แบกเป้คู่ใจใบโตให้เครื่องบินลำใหญ่ยกฝ่าเท้าขึ้นฟ้าพุ่งฝ่าเมฆหมอก
ออกจากประเทศไทยในเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2551 ก่อนจะให้
สายการบินเดิมพาตีนที่ชีพจรยังคงเต้นรัวเร่าเข้ามาสัมผัสแผ่นดินไทย
อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2552
     ทริปนี้เลยได้เที่ยวตั้ง 2 ปีและกลายมาเป็นอีกหนึ่งการเดินทาง
ที่ประทับใจไม่มีวันลืม
     เส้นทางที่ร่างไว้หลวมๆ คือนั่งเครื่องไปลงที่สนามบินนานาชาติ “นอยไบ”
ของเมืองหลวงฮานอย (จริงๆ อยากนั่งรถผ่านลาวแล้วค่อยๆ เลาะเลื้อย
เข้าเวียตนามมากกว่า แต่เวลามีน้อยจนปล่อยไหลตามใจได้ลำบาก) ตะลอน
เที่ยวฮานอยตามสถานที่ที่ใจอยาก จับรถประจำทางไปฮาลอง ล่องอ่าวฮาลองเบย์
นั่งรถกลับมาฮานอยแล้วค่อยจับรถต่อไปเว้ ลากแตะแบกเป้เดินเล่นในเมืองเว้
ก่อนจับรถต่อผ่านดานังสู่เมืองปลายทางของทริปนี้…ฮอยอัน
     หลังจากนั้นค่อยตีรถกลับย้อนทางเดิมสู่เมืองหลวงฮานอยเพื่อขึ้นเครื่อง
กลับเมืองไทย
     นอกจากอากาศหนาวที่สมกับเป็นหน้าหนาวจนลมหายใจพ่นพริ้ว
เป็นกลุ่มไอเย็นขาวนวลแล้ว ทริปนี้ยังมีเม็ดฝนที่หล่นไหลให้ฉ่ำชื่นใจ
ได้ตลอดเวลา ทุกวินาที และทุกวัน!
     หนักบ้าง ซาบ้าง แต่…แม่งไม่หยุด!
     แต่ถึงเป็นอย่างนั้น ผมก็ยังสนุก รู้สึกดี และประทับใจกับทุกที่ที่เดินผ่าน
ทุกอย่างที่ได้เห็น ทุกเมืองที่ได้ไป และทุกลมหายใจที่ได้ใช้ในเวียตนาม
     ผ่านมานานเกือบปี แต่ความทรงจำดีๆ ที่มีต่อเวียตนามยังคงออกมา
วิ่งเล่นเพ่นพ่านให้จิตใจพลุ่งพล่านอยากผ่านไปเยือนอีก (หลายๆ) ครั้ง
     นอกจากความอิ่มเอมในบรรยากาศและความประทับใจทั้งหลาย
ที่รินแรงเร้าวิญญาณที่โรยล้า การเดินทางท่องเวียตนามของผมครั้งนี้
ยังซ่อนบทเรียนดีๆ ให้ได้เรียนรู้
     และห้องเรียนของผมในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ถึงขนาด UNESCO ยกให้เป็น
มรดกโลกทางธรรมชาติในปี 1994
     “Halong Bay”

Halong Bay in the Mist
     การไปเที่ยว Halong Bay นั้นดูลำบากและเสียเวลาเกินกว่าจะแบกเป้
เดินโง่ๆ หน้ามึนๆ หารถหาเรือจัดการทั้งหมดด้วยตัวเองได้ แม้จะไม่ค่อยชอบ
แต่ก็ตัดสินใจซื้อทัวร์ล่อง Halong Bay แบบ 2 Days 1 Night และให้ทัวร์
จัดการทุกอย่างสำหรับการเดินทางสู่ฮาลองและกลับมาฮานอยเท่านั้น
เพราะยังศรัทธาการเที่ยวมั่วๆ ให้ทั่วๆ ด้วยตัวเองอย่างแรงกล้า
     คนของทัวร์มารับในเช้าวันที่ 2 ที่แหวกคราบขี้ตาตื่นมาในฮานอย
ไอ้หนุ่มที่ทำหน้าที่ไกด์มีปากเสียงถกเถียงกับเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ราคาถูก
ที่ผมพักอยู่นิดหน่อยเพราะผมไม่ยอมซื้อทัวร์ Halong Bay กับเค้า
     Checkout ออกจากเกสต์เฮ้าส์ราคาถูกในย่านที่คล้ายถนนข้าวสารของ
ฮานอย เพราะคืนนี้ต้องย้ายนิทราสถานไปนอนบนเกาะ Cat Ba เกาะใหญ่
ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวฮาลอง
     เดินฝ่าเม็ดฝนที่ร่วงหล่นปรอยๆ (มันตกได้ตลอดเวลาจริงๆ)
ไปขึ้นรถบัสเล็กๆ ที่รออยู่บนถนนอีกเส้น รถตระเวนรับคนที่ซื้อทัวร์
มาเหมือนกันจนเต็มคัน ส่วนใหญ่เป็น Backpacker ฝรั่ง ในขณะที่ส่วนน้อย
เป็น Backpacker ญี่ปุ่น Backpacker เกาหลี และ Backpacker ไทย
     รถวิ่งยาวข้ามเมือง แวะพักเข้าห้องน้ำ 15 นาทีในที่ที่เป็นเหมือนศูนย์ฝึกอาชีพ
และศูนย์ขายเครื่องปั้นเซรามิค มีของกินดีๆ และเป็นสากล (คือไม่ใช่อาหารพื้นบ้าน)
จำพวกช็อคโกแลต สแน็ค บิสกิต กาแฟ ไอศครีม ขายให้ Backpacker ผู้อดอยาก
และหิวโหยหาอาหารที่คุ้นลิ้นได้โปรยตังค์กันซะหน่อย วิวระหว่างทางทั่วไปคล้าย
ชนบทเมืองไทย ทุ่งนา บ้านเก่าๆ แต่สภาพอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนตอนนี้
ชวนให้ห่วงทัศนียภาพของ Halong Bay ว่าอาจงามได้ไม่เต็มที่นัก
     รถออกวิ่งยาวอีกครั้ง ผมนั่งหลับๆ ตื่นๆ มึนๆ เบลอๆ จนมาถึงท่าเรือ
ใหญ่มาก เต็มไปด้วยเรือใหญ่สำหรับล่อง Halong Bay ก่อนมามีคนรู้จัก
ที่แบกเป้มาก่อนหน้าบอกว่าซื้อทัวร์ Halong Bay สิ่งสำคัญคือจับตาไกด์
ของเราไว้ให้ดีๆ เพราะไกด์ชอบหายแล้วเราจะเคว้งเพราะจะหาเค้าไม่เจอ
อีกเลย?!

Halong Bay Pier
     นอกจากที่นี่เรือจะเยอะเบียดเสียดกันเต็มท่าด้านล่างแล้ว คลื่นนักท่องเที่ยว
ยังหลั่งไหลมาเต็มท่าด้านบนจนทำให้สภาพโกลาหลใช้ได้
     แล้วไกด์ผมก็หายกลืนไปกับคลื่นคนจริงๆ!
     แล้วก็โผล่กลับมา!
     แล้วก็หายไป!
     แล้วก็โผล่กลับมา!
     แล้วก็หายไป!
     แล้วก็โผล่กลับมา!
     ขยันสร้างความตื่นเต้นเป็นระยะๆ
     ไม่ใช่ตื่นเต้นเพราะกลัวไปไม่เป็น ยังไงถ่อมาถึงท่าแล้วก็คงวิ่งเต้น
หาทางลงเรือไปล่องอ่าวจนได้ แต่ตื่นเต้นเพราะเสียตังค์ค่าทัวร์ ค่าเรือ
ค่าอาหาร ค่าที่พักไปแล้วมิใช่น้อย เกิดไกด์หายไปเงินกูก็หายไปด้วยสิวะ
     สุดท้ายไกด์คนเดิมที่พาผมมาจากฮานอยบอกว่าเค้าต้องไปดูแลนักท่องเที่ยว
ที่ซื้อ Package แบบ 1 Day Tour ให้ผมอยู่ภายใต้การดูแลของไกด์อีกคน
ผมเลยต้องเอาภาพหน้าไกด์คนเดิมออกจากหัวแล้วเริ่มบันทึกหน้าไกด์
คนใหม่ลงไปแทน จะได้จับตาถูก
     ไกด์คนใหม่เป็นชายชาวเวียตนามธรรมดาๆ แต่งตัวธรรมดาๆ บ้านๆ
เชยๆ แต่พูดภาษาอังกฤษคล่องใช้ได้ สื่อสารกันง่ายหน่อย เป็นคนที่รักในอาชีพ
และทำงานด้วยท่าทีจริงจังแข็งขันสุดยอด บริการทุกคนอย่างดี มีคุยเล่นเป็นกันเอง
พูดขำเล่นมุขลูกล่อลูกชนแพรวพราว ดูจริงใจใสซื่อดี
     ผมยืนชะเง้องงไปงงมาถามมาถามไปอยู่หลายนาน ไกด์วิ่งวุ่นผ่านไปผ่านมา
อยู่หลายหน ก่อนจะได้ตั๋วมาเดินชิลล์อยู่บนดาดฟ้าเรือด้วยความสบายใจ
และไม่ลืมที่จะสร้างมิตรภาพใหม่ๆ แชร์ประสบการณ์ในโลกใบใหญ่กับ
เพื่อนร่วมทางนานาชาติที่ชะตาชีวิตถูกลิขิตให้มาลงเรือลำเดียวกัน
     ฝนทิ้งช่วงไปนิดหน่อยแต่กลุ่มหมอกขาวยังลอยเอื่อยอยู่เต็มอ่าว
ท้องฟ้าก็เป็นสีขาวอมเทาทั้งผืน แม้ไม่สวยนักแต่ก็ยังพอได้เห็นว่า Halong Bay
มีเกาะผุดพรายอยู่หลายพันเกาะจริงๆ
     เรือดีไซน์เท่ลำใหญ่ค่อยๆ ล่องไหลถอยออกจากท่า กลับเรือมุ่งหน้าสู่ผืนน้ำ
กว้างใหญ่ ผมยกกระป๋องกระดกเบียร์ฮานอย (BIA HA NOI) อึกสุดท้ายให้รินไหล
ลงคอ เป็นสัญญาณบอกตัวเองว่า Halong Bay อยู่ตรงหน้าแล้ว! Enjoy Your Life!

Bia Ha Noi

On the Deck 1

On the Deck 2
     เรือใหญ่ค่อยๆ ล่องเอื่อยไปบนผืนน้ำเรียบสงบ ทุกคนบนเรือขึ้นมายืนรับลม
ชมความงามของมรดกโลกทางธรรมชาติบนดาดฟ้าเช่นเดียวกับผู้โดยสารบนเรือ
ลักษณะเดียวกันอีกหลายลำที่ลอยตามกันมา
     ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าเรือลำไหนเกิดซวยโคตรๆ ล่มลงทะเลลึกกลางอ่าว
เราคงไม่ได้เห็นข่าวว่ามีคนตาย เพราะยังมีขบวนเรือใหญ่อีกหลายลำ
ที่แล่นตามกันมาติดๆ จนน่าจะช่วยชีวิตได้ทัน
     ชื่นชมหมู่เกาะหินปูนกันยังไม่ทันอิ่ม ฝนเริ่มโปรยหนักขึ้นอีกครั้ง
ไล่ทุกคนลงไปรวมตัวกันในห้องกินข้าวชั้นล่างของเรือ
     เปิดโอกาสให้ได้นั่งชิลล์ดูวิวผ่านแผ่นกระจกหน้าต่างและพูดคุยแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์กับเพื่อนร่วมโต๊ะที่ประกอบไปด้วยสามีภรรยาสูงอายุชาวออสเตรเลีย
ที่ยังตะลอนเดินทางด้วยกันยังกับคู่รักวัยรุ่นหนุ่มสาว คู่รักชายชาวอังกฤษ
และสาวชาวออสเตรเลียวัยทำงาน กับอีกหนึ่งหญิงสาวชาวจีนจากคุนหมิง
วัยไล่เลี่ยกับผมที่แบกเป้ฉายเดี่ยวออกท่องโลกคนเดียวด้วยความมาดมั่น

Halong Bay from Window

Lulu on the Ship
     เราทั้งโต๊ะพูดคุยกันสนุกสนาน ผมฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก็พอรับรู้ว่า
เพื่อนนานาชาติที่นั่งร่วมโต๊ะมีทัศนคติและมุมมองชีวิตที่ดีมากๆ ทุกคนรัก
การเดินทางเปิดหน้าต่างชีวิตไปเจอสิ่งใหม่ๆ บนโลกใบนี้ ไม่มีใครดูถูกชาติพันธุ์ใด
ไม่มีใครมองคนไทยอย่างผมว่าล้าหลัง ต่ำต้อย หรือด้อยพัฒนา (แม้ว่าในความเป็นจริง
นักการเมืองบางพันธุ์จะไม่ได้สร้างความก้าวหน้าใดๆ ให้ประเทศเราเลยก็ตาม!)
แต่ละคน “เข้าใจ” และ “เปิดใจ” ยอมรับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม
ในทุกๆ ที่ที่เดินผ่านอย่างให้เกียรติ
     ครั้นถึงเวลาเสิร์ฟอาหาร ไม่มีใครทำท่าโชว์พาวทำเก๋ากักขฬะใส่บริกรชายชาว
เวียตนาม มีเพียงความถ้อยทีถ้อยอาศัยยิ้มคุยทักทายอย่างเป็นมิตร
     เป็นภาพที่ผมปรารถนาจะได้เห็นในทุกที่บนโลกใบนี้เหลือเกิน ภาพที่ทุกคนคิดว่า
มนุษย์เราล้วนเท่าเทียม ไม่มีการเหยียด เกลียด ชิงชัง แม้แตกต่างกันในเรื่องภาษา
วัฒนธรรม สังคม ความคิด ฐานะ และเศรษฐกิจ แต่ทุกชาติพันธุ์ล้วนมีเกียรติ
และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนเหมือนกัน
     ฝรั่งไม่ดูหมิ่นคนเอเชีย คนไทยเลิกดูแคลน เลิกทำตัวเหนือ เลิกหัวเราะใส่คนลาว
คนเขมร คนพม่า คนเวียตนาม ที่มาเป็นแรงงานอยู่ในบ้านเรา
     หลุดจากภวังค์ความคิดกลับมาสู่ชีวิตบนเรืออีกครั้ง
     อาหารมื้อเที่ยงบนเรือเป็นกับข้าวสไตล์เวียตนามหน้าตาละม้ายคล้ายกับข้าวไทย
ประมาณ 5-6 อย่างวางไว้กลางโต๊ะ เสิร์ฟมาพร้อมข้าวสวยที่มีกันคนละจาน
กับเบียร์ฮานอยของผมอีก 1 กระป๋อง…Enjoy Your Life!
     ฝรั่ง คนไทย และคนจีน ทานข้าวด้วยกัน แบ่งกับข้าวกินด้วยกัน พลางพูดคุย
แกล้มอาหารกลางวันด้วยความเอร็ดอร่อย กับข้าวที่กำลังหมดก็ตักแบ่งให้กัน
เอื้อมไม่ถึงก็ยื่นให้กัน
     ภาพที่เห็นในโต๊ะกินข้าวเล็กๆ บนเรือล่อง Halong Bay ลำใหญ่ทำให้ผมเห็นว่า
มีเพียงคนคลั่งบางกลุ่ม ผู้นำบางประเทศ หรือแม้แต่อดีตผู้นำบางประเทศ
และเส้นขีดแบ่งเขตแดนเท่านั้น ที่แยกมนุษย์ทุกคนบนโลกออกจากกัน
     แท้จริงหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ทุกคนบนโลกก็อยู่ร่วมกันได้ดั่งที่โต๊ะกินข้าว
ของนักเดินทางโต๊ะนี้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว
     สิ่งที่ผมรู้สึกตอนนี้คงเหมือนที่ John Lennon เคยถวิลหา
     เสียงเพลงอมตะลอยลิ่วพริ้วกระซิบซึมแทรกมาในสายลมหนาว
กลางอ่าวฮาลอง…
     Imagine there’s no country
     It isn’t hard to do
     Nothing to kill or die for
     And no religion, too
     Imagine all the people
     Living life in peace…
     You may say I’m a dreamer
     But I’m not the only one
     I hope someday you’ll join us
     And the world will be as one
     …
     ก่อนจะแล่นลอยลำฝ่าเวิ้งน้ำไปถึงเกาะ Cat Ba อันเป็นเกาะที่ผมต้องขึ้นฝั่ง
ไปซุกกบาลนอนคืนนี้ เรือใหญ่แวะมาจอดยังท่าด้านหน้าเกาะใหญ่เกาะหนึ่ง
ซึ่งรวมอยู่ใน Package ทัวร์แบบ 2 Days 1 Night ของผมด้วย
     จุดท่องเที่ยวสำคัญที่ทำให้เรือล่อง Halong Bay ทุกลำต้องพาผู้โดยสาร
มาแวะชมเกาะนี้คือถ้ำขนาดมหึมาที่ผม…เอ่อ…จำชื่อไม่ได้

To the Cave

My Ship
     ผมเดินเกาะกลุ่มไปกับสมาชิกจากเรือลำเดียวกันภายใต้การนำอย่างรวดเร็ว
ของไกด์ที่บรรยายทุกพื้นที่ได้อย่างแคล่วคล่อง
     ภายในถ้ำโอ่โถงกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาสวยงาม
ระคนลึกลับ สิ่งเดียวที่ดูขัดหูขัดตาจนเสียอารมณ์คือแสงไฟหลากสีที่นำมาติดประดับ
จนลดความเข้มขลังและยิ่งใหญ่ไปพอสมควรในความรู้สึกผม

Big Cave in Halong Bay
     ไกด์ของเรานำทางไปเรื่อย ชี้ชวนอธิบายหินแต่ละมุมว่ารูปร่างหน้าตาเหมือนอะไร
เงาของหินที่ถูกแสงสาดไปพาดบนผนังก็ยังเอามาผูกเป็นเรื่องราวในตำนานได้
พร้อมทั้งสาธยายการค้นพบถ้ำ ตำนานของถ้ำ ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเวียตนาม
ในขณะที่เร่งฝีเท้าให้เราเดินตาม
     บางครั้งผมอยากหยุดเสพซับบรรยากาศ ค่อยๆ ละเลียดความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
เลยปล่อยให้ไกด์บรรยายและนำคนอื่นล่วงหน้าไปก่อน เพราะยังมีไกด์กับนักท่องเที่ยว
อีกนับร้อยค่อยๆ ทยอยเดินตามมาและเดินผ่านไปในเส้นทางเดียวกัน ยังไงก็ไม่หลง
     ผมออกมาพบไกด์ของผมอีกทีตรงที่หยุดพักด้านนอกถ้ำกำลังชี้มือชี้ไม้บรรยาย
ตำนานความเป็นมาอะไรบางอย่างให้เพื่อนร่วมเรือของผมฟัง เห็นสีหน้าทุกคนสนใจ
ผมจึงเดินเข้าไปร่วมกลุ่ม
     ไกด์บอกเล่าตำนานความเป็นมาของ Halong Bay ทำไมเรียกกันว่า Halong Bay
แปลว่าอะไร ตำนานที่มาเป็นยังไง สำคัญยังไงกับชาวเวียตนาม โยงไปถึงต้นกำเนิด
ความลำบาก และชีวิตที่ต้องต่อสู้ตลอดเวลาของชาวเวียตนาม
     ฝรั่งตั้งใจฟังและถามความรู้เพิ่มเติมอย่างสนใจ ไกด์คนเก่งตอบทุกคำถามได้กระจ่าง
และฉะฉาน
     บังเอิญในตำนานส่วนใหญ่ที่ไกด์กำลังเล่ามีการพาดพิงถึงประเทศจีนในทางลบอยู่ด้วย
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างเวียตนามกับจีน การรุกรานของชาวจีน
ที่ทำให้ชีวิตของชาวเวียตนามลำบากยิ่งขึ้น
     “Did you mean China or Mongolia or Mongol? (ที่กำลังพูดเนี่ย คุณหมายถึงจีน
หรือมองโกเลียหรือมองโกลกันแน่)” สาวมั่นชาวจีนที่ผมรู้จักบนเรือเอ่ยถามไกด์
     ไกด์หันมาแล้วพบว่ามีสาวจีนยืนฟังอยู่ ยิ้มเป็นมิตรก่อนตอบ
     “Oh! Sorry! I mean Mongol (โอ้ ขอโทษที ผมหมายถึงมองโกลน่ะครับ)” ไกด์หัวเราะ
สาวจีนยิ้มผ่อนคลาย
     “You are from China, right? (คุณมาจากเมืองจีนใช่มั้ย)” ไกด์ถามสาวจีนเหมือนรู้ทัน
     “Yeah. Kunming (ค่ะ มาจากคุนหมิง)” เธอตอบยิ้มๆ อารมณ์ดี ไม่ได้ถือโทษโกรธไกด์
ที่เผลอว่าร้ายประเทศเธอ
     “Because I think it was Mongol who fought with Vietnam. Not China (เพราะชั้นคิดว่า
จริงๆ แล้วมองโกลนะที่ทำสงครามกับเวีตนาม ไม่ใช่จีน)” เธอแจ้งไกด์
     “Oh yeah yeah yeah. I know. Sorry. I will be careful (ครับๆๆ ผมรู้ ขอโทษทีครับ
ต่อไปจะพูดระวังๆ ครับ)” ไกด์รับผิดยิ้มๆ

Lulu & Guide 2

Lulu & Guide 1
     หลังจากนั้นเมื่อไกด์ต้องพูดถึงตำนานที่เกี่ยวพันกับมองโกลก็จะเน้นย้ำชัดๆ
ว่า “Mongol” พร้อมกับยิ้มให้สาวจีน เธอยิ้มตอบขำๆ
     แต่บางครั้งที่เล่าแล้วเผลอหลุดพูดว่า “China” ออกมา เสียงสาวจีนจะเปล่งคำว่า
“Mongol” มาตอกย้ำและแก้ให้อยู่บ่อยๆ พร้อมรอยยิ้ม
     ผมดูๆ ฟังๆ แล้วก็ขำๆ ดี
     สาวจีนจากคุนหมิงที่พูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อลื่นลิ้นด้วยสำเนียงราวฝรั่ง
ทำให้ผมรู้ว่า…
     คนเราทุกคนไม่มีใครอยากให้คนอื่นมองเราผิดๆ หรือคิดเข้าใจว่าเราเป็นคนไม่ดี
ที่ทำเรื่องเลวร้าย หากเราไม่ได้เป็นอย่างที่ใครคิด ไม่ได้ผิดอย่างที่ใครกล่าว เราพร้อม
จะทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาด
     ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมองตัวเองไม่ดี
     แต่บางทีก็ต้องมองตัวเองว่า…
     ดี…อย่างที่อยากให้คนอื่นมองว่าดี…หรือยัง
     …
     ขอบคุณมิตรภาพระหว่างทาง สาวมั่นจากคุนหมิงคนนั้นที่ทำให้ผมมองเห็น
บทเรียนบทนี้
     เธอชื่อ “ลูลู่” ครับ

Lulu in Hanoi

14 ตอบกลับที่ Lesson 19

  1. rongnamcha พูดว่า:

    “ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมองตัวเองไม่ดี
    แต่บางทีก็ต้องมองตัวเองว่า…
    ดี…อย่างที่อยากให้คนอื่นมองว่าดี…หรือยัง”

    อยากฝากให้ “อดีตนายกฯบางประเทศ”
    ที่ยังดั้นด้นดิ้นรนล่ารายชื่อถวายฎีกาขอกลับประเทศ
    ทั้งๆ ที่ศาลควานตัวให้ควั่กอยากให้กลับมาซะที!

  2. pattararanee พูดว่า:

    ชอบ “คนระหว่างทาง” แบบนี้จัง
    ทำให้การเดินทางมีบรรยากาศดีๆ

    เหมือนที่ ใครสักคน ว่าไว้
    จุดหมายอาจไม่สำคัญเท่า เรื่องราวในระหว่างทางที่พบเจอ
    เนอะ

    ^^

  3. pattararanee พูดว่า:

    ‘คนระหว่างทาง’ ที่พูดถึง
    หมายถึง ลูลู่ นะคะ ^^
    ไม่ใช่ อดีตนายกฯ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

    ปล. แล้วท่านโรงน้ำชา ถามถึงมั้ยคะ
    ลาล่า ล่ะ
    ไม่มาด้วยกันเหรอ ฮะๆๆ

  4. rongnamcha พูดว่า:

    ถ้าลูลู่มาพร้อมลาล่า
    คงมีแต่ “ฮา…ฮา…ฮา…” ลองเบย์ แน่ๆ ครับ

  5. muay พูดว่า:

    ปีนี้ไปเที่ยวไหนคะ?

  6. rongnamcha พูดว่า:

    นั่นน่ะสิครับ ปีนี้ไปเที่ยวไหนดี
    เขมรก็ไม่น่าไปแล้ว
    จะไปไกลๆ ก็ไม่มีตังค์
    ก็น่าจะอยู่ในเมืองไทย
    ไม่ก็ไปลาวหรือเวียตนามอีกที…ก็ดีนะ

  7. muay พูดว่า:

    ไปเกาหลี หรือพม่า หริือพัทยา…

  8. rongnamcha พูดว่า:

    จากตัวเลือกที่ให้มา
    เกาหลีน่าจะดีครับ อยากลองไป “หลง” อีกที (ถ้าไม่เข้าใจลองคลิกไปอ่าน Lesson 8 นะครับ)
    ไม่รู้ตอนนี้ค่าเงินเกาหลีถูกลงรึยัง

  9. pattararanee พูดว่า:

    คิดออกหรือยังคะว่าจะไปที่ไหน
    เผื่อจะลอกการบ้าน (ถ้ามีเวลาพอนะ)
    ^^
    ขอบคุณค่ะ

  10. rongnamcha พูดว่า:

    ยังคิดไม่ออกเลยครับ
    ตอนนี้ขอทุ่มกบาลคิดงานที่ประดังกันเข้ามา
    จนแทบอ้วกแบบไม่ต้องพึ่งสุรา
    ให้กลุ่มพายุงานมันผ่านพ้นไปให้หมดก่อนดีกว่าครับ
    แล้วคงได้เริ่มคิดเรื่องว่า “ปีนี้ไปไหนดี?”

    ปล. รูปการณ์เป็นเช่นนี้
    เห็นทีผมต้องขอลอกคุณ Pattararanee แล้วละครับ

  11. pattararanee พูดว่า:

    ฮุฮุฮุ
    ที่จะมาขอลอกการบ้านท่าน
    ก็เพราะงานสุมรุมรักเหมือนกันค่ะ 555+

    เอาไงดีล่ะ ทีนี้
    อดลอกเลยเรา อิอิ

    ปล. เรียกป้าเอี้ยงก็ได้ค่ะ โฮะโฮะโฮะ เรียกเต็มยศ รู้สึกเหมือนเป็นคุณหญิง 555+

  12. NIDZHY พูดว่า:

    ไปหนีตามกาลิเลโอมาเหรอค่ะ

    หนีเมืองไทยไปย่ำโลกเล่น

    นุ่นถามเชอรี่ว่า จะไปต่างประเทศ ไม่กลัวเหรอ

    “กลัวสิวะ..กลัวมากด้วยแต่ถ้าเราผ่านสิ่งที่เรากลัวที่สุดไปได้ ต่อไปนี้เราจะไม่ต้องกลัวอะไรอีก”

    อีกหน่อยคงเอาประสบการณ์ชีวิตการเดินทางของคุณโรงน้ำชาไปทำหนังได้แล้วสินะ อิอิ^^

  13. โรงเกลือ พูดว่า:

    บนผืนน้ำที่เรียบสนิทของฮาลองเบ

    ในสายหมอกหม่นที่ดูเลือนลาง

    จะบ่มจิตให้สงบได้ ไม่ร่าน ทุรน

    วาน “โรงน้ำชา” สื่อสารให้ ฮุนเซน – ทักษิน หน่อยดิ !!!

    โรงเกลือ
    12/11/09

  14. rongnamcha พูดว่า:

    ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะผ่านมาจิบชาด้วยกันครับ
    คุณ NIDZHY – อยากหนีตามกาลิเลโอเหมือนกันครับ
    แต่หลักทรัพย์เท่าที่มีไม่เอื้อให้ตะลอนไปไกลขนาดนั้นได้
    เศร้าโคตร…
    คุณ “โรงเกลือ” – เม้นท์ได้จี๊ดใจมากครับ
    นิ่งเนิบ สุภาพ ราบเรียบ
    แต่รุนแรงและ “สะใจ” ในความรู้สึก…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: