Lesson 22

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (23/1/2553)
Lesson 22 : กล้อง Digital จากปันนาบุรีถึงเชียงคาน

     “เฮ้ย! เสาร์อาทิตย์ไปเที่ยวมาเหรอ ไปไหนมาวะ” พี่ในที่ทำงาน
ร้องถามผมเช้าวันจันทร์ ฉีกยิ้มแปล้
     “ไปปันนาบุรีมาพี่”
     “ห๊ะ? ที่ไหนนะ?”
     ทุกคนที่ได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกมักขมวดคิ้วหลิ่วตาสงสัย
เข้าใจไถลเตลิดไปว่า “ปันนาบุรี”  คือชื่อเมือง ชื่ออำเภอ ชื่อจังหวัด
หรือชื่อเขตแคว้นแดนโบราณที่ไหนสักแห่ง เพราะคำลงท้ายว่า “บุรี”
     หลังจากที่ผมบอกใครก็ตามว่าไปปันนาบุรีมา จึงต้องมีการ
ขยายความต่อว่าที่นี่คือรีสอร์ทเล็กๆ น่ารักๆ แห่งหนึ่งกลางอ้อมกอด
ของทิวเขาใหญ่ ไปง่าย ขับรถสบายๆ แบบไม่ต้องรีบประมาณ 2 ชั่วโมง
ก็ถึง


     ทางเข้าไปสู่ปันนาบุรีอยู่ตรงทางขึ้นเขาใหญ่และที่ตั้งรีสอร์ท
ก็แสนจะใกล้กับทางเข้าอุทยานแห่งชาติดงพญาไฟที่กินพื้นที่
กว้างไกลถึง 4 จังหวัด
     ผมคงไม่รู้จักและคงไม่ได้ไปปันนาบุรีถ้าไม่มีคำบอกเล่าของ
“พี่หมู” ผู้กำกับหนังโฆษณาชื่อดังที่ผมใช้บริการอยู่บ่อยๆ
     และเป็นเจ้าของ “ปันนาบุรี”
     “คอนเซ็ปท์มันคือลิตเติ้ลปาย” แกเล่าให้ผมฟังในวันหนึ่ง
ที่เราทำหนังโฆษณาด้วยกัน
     “ยังไงอ่ะครับ” ผมถามต่อ
     “คือไปอยู่สบายๆ อยู่กับธรรมชาติเงียบๆ เรียบๆ ง่ายๆ
นอนฟังเสียงนกเสียงน้ำ…” พี่หมูตอบเสียงเรียบ ช้า ตามสไตล์
ยิ้มสุขใจเมื่อได้พูดถึงสถานที่ที่แกโปรดปราน
     “บ่ายๆ กินเบียร์ อากาศเย็นๆ มีแม่น้ำเล็กๆไหลผ่าน
เย็นๆ ก็โดดน้ำเล่น พี่ทำศาลาริมน้ำไว้ พวกที่ไปเค้าก็
โดดน้ำกันตู้ม! ตู้ม! โคตรมันเลย”
     “โอ้โห โคตรชิลล์เลย” ผมนึกภาพตาม อยากไปขึ้นมาตะหงิดๆ
     “ชิลล์มากนะ ลองไปดู ไอ้ความรู้สึกที่ได้นั่งริมน้ำสบายๆ
กระดกเบียร์ตั้งแต่บ่าย 3 เนี่ย โคตรมีความสุขเลย คือถ้าวันไหน
ได้นั่งกินเบียร์ตั้งแต่บ่าย 3 นะ รู้เลยว่าวันนั้นแม่งสบายแล้ว
ไม่มีอะไรให้เครียดหรือวุ่นวายแล้ว ว่างๆ ลองมาดู โทรมาจอง
ก่อนก็ได้ บ้านมีแค่ 10 หลัง มันชอบเต็ม”
     หลังจากลองเข้าไปดูในเว็บไซต์และโทรจองห้อง
     ผมก็ได้ขับรถสู่ปันนาบุรีสมใจ
     และเพิ่งได้รู้ว่า “ปันนา” คือชื่อลูกสาววัย 3 ขวบของพี่หมู
ที่น่ารักน่าหยิกเหลือเกิน
     ปันนาบุรี (เมืองของน้องปันนา) มีบ้าน 10 หลัง
แบ่งเป็น 6 แบบ 6 สไตล์ ทั้งแบบปาย แบบ Glass (บ้านที่มี
บานหน้าต่างกระจกเยอะ) แบบ Jungle แบบบาหลี แบบลาว
และหลังใหญ่สุดสำหรับมากันเป็นกลุ่มใหญ่คือแบบอินเดีย
     ผมได้อยู่ในบ้านแบบ Glass เป็นบ้านไม้ต่อประกอบขึ้นมาง่ายๆ
แต่แอบใส่สไตล์ด้วยบานกระจกใหญ่ด้านหน้าบ้าน ในห้องมีแค่
พัดลมเล็กๆ 1 ตัว ผ้าห่ม ฟูกที่นอน หมอน มุ้ง และห้องน้ำ
แบบ Open ท่ามกลางบรรยากาศสงบ เงียบ สบายของปันนาบุรี


     ที่นี่ไม่มีอะไรให้ทำมากนักนอกจากนั่งเล่นนอนเปลที่ศาลาไม้
มุงจากริมแม่น้ำ อ่านหนังสือ หลับตาฟังนกร้องน้ำไหล ซด
เบียร์ไทยเย็นๆ ขับรถหรือปั่นจักรยานเล่นแถวหมู่บ้านใกล้ๆ
หรือไปซื้อไส้กรอกสูตรโฮมเมดรสเยี่ยมที่อยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ท
มากนัก ถ้ามีเวลา ขับรถขึ้นไปเที่ยวเล่นบนเขาใหญ่ก็ยังไหว
     วิวสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย ปันนาบุรีช่วยให้ผมได้
พักผ่อนแบบไม่มีทีวีและใช้ชีวิตแบบขี้เกียจๆ ได้อย่างเต็มที่
     ที่ทำไปพร้อมๆ กันคือการควักกล้องถ่ายรูป Digital ขึ้นมา
เก็บภาพสวยๆ ที่ประทับใจไว้ด้วยแทบจะตลอดเวลาที่ชิลล์อยู่ใน
ปันนาบุรี


     …
     “เฮ้ย! ลาพักร้อนตั้ง 2 วัน จะไปไหนวะ” พี่ในที่ทำงาน
ร้องถามผมเมื่อรู้ว่าผมกำลังจะขอเจ้านายลาพักร้อนเป็นครั้งแรก
ในปีนี้ ฉีกยิ้มแปล้เหมือนเดิม
     “จะไปเชียงคานพี่”
     “ห๊ะ? ที่ไหนนะ?”
     ทุกคนที่ได้ยินชื่อนี้มักทำเหมือนตอนได้ยินชื่อปันนาบุรี
ขมวดคิ้วหลิ่วตาสงสัยว่า “เชียงคาน” มันคือที่ไหน ใกล้ๆ หรือ
เหมือนกับเชียงรายและเชียงใหม่มั้ย
     หลังจากที่ผมบอกใครก็ตามว่าจะไปเชียงคาน จึงต้องมีการ
ขยายความต่อว่าเชียงคานคืออำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเลย
ที่หลายคนที่เคยได้ไปเยือนบอกว่ายังมีวิถี บ้านเมือง และผู้คนที่น่ารัก
สวย สงบ อารมณ์คล้ายหลวงพระบางของลาวและอำเภอปาย
ของแม่ฮ่องสอนในยุคก่อนบูมเป็นเมืองท่องเที่ยวแบบปัจจุบัน
     หลายคนที่เคยได้ไปเยือนหวั่นๆ ว่าเชียงคานอาจกำลังเปลี่ยนไป
เหมือนที่ปายเปลี่ยนจนหลายคนไม่อยากกลับไป
     ผมยังไม่เคยไปปายและยังอยากไปปายแม้ว่าปายจะเปลี่ยนไป
แต่ได้ยินอย่างนี้ผมเลยเลื่อนหมุดรีบแบกเป้ไปเชียงคานก่อน
     เพราะกลัวเชียงคานจะไม่เหมือนเดิมอย่างที่หลายคนหวั่นเกรง


     ผมออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 25 ธันวาคม 2552
ไม่มีอะไรเลยนอกจากตั๋วไปขึ้นรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-เชียงคาน
ที่ขนส่งหมอชิตกับข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับเชียงคาน ยังไม่รู้ที่นอน
ยังไม่มีที่พัก ยังไม่มีตั๋วรถกลับ
     รถทัวร์เที่ยว 7 โมงครึ่งพาผมมาหย่อนลงข้างถนน
ในแหล่งชุมชนที่คนรถบอกว่าคือ “เชียงคาน” ตอนเกือบ
5 โมงเย็น
     มองไปรอบตัว ไม่ใช่ภาพเชียงคานที่เคยได้เห็นผ่านอินเตอร์เน็ต
จนไม่แน่ใจว่านี่มันที่ไหนกันแน่
     “ขอโทษครับ” ผมเดินทุลักทุเลแบกเป้กับแบกหน้ามึนๆ งงๆ
เข้าไปถามกลุ่มคุณป้าที่นั่งจับกลุ่มคุยออกรสกันอยู่หน้าบ้านริมถนน
     “ถนนชายโขงไปทางไหนครับ”
     “โอ๊ย…ย…ถนนชายโขงเหรอลูก” คุณป้ายิ้มแฉ่งอย่างเป็นมิตร
ชี้มือชี้ไม้ “เดินไปเจอแยกไฟแดงนั่นนะ เลี้ยวขวาแล้วเลี้ยวซ้าย
เดินตรงลงไปเรื่อยๆ ก็ชายโขงแล้วจ้ะ” เสียงแกบ่งบอกว่าง่ายจริงๆ
     “เลี้ยวขวาตรงไฟแดง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงซอยไหนครับ”
     “ซอยไหนก็ได้จ้ะ มันก็ลงไปชายโขงทุกซอยน่ะแหละ อยากเลี้ยว
ซอยไหนก็เลี้ยวเลยลูก” คุณป้าไม่บังคับ แกให้อิสระผมในการ
เลือกทางที่อยากเดินด้วยตัวเอง แมนมากๆ
     ผมเดินไม่นานก็เข้ามาสู่ถนนชายโขงที่เต็มไปด้วยบ้านเก่า
เรียงรายเป็นแถวตลอดเส้น แซมสลับด้วยร้านกาแฟน่ารักๆ
ร้านขายโปสต์การ์ดเก๋ๆ ร้านขายของที่ระลึกเท่ๆ และเกสต์เฮาส์
หลายแบบหลายระดับ
     “หรือเชียงคานกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ วะ” แวบหนึ่งผ่านเข้ามา
ในความคิดระหว่างที่เดินผ่านร้านเหล่านั้นเพื่อหาที่พัก


     ผมเดินเข้าๆ ออกๆ หลายที่ ถามราคา ดูสภาพห้อง ดูวิว
ดูทำเล แต่ก็ยังไม่โดน หรือไม่ก็โดน…แต่เต็ม
     “หาที่พักเหรอ! มีที่พักหรือยัง!” เสียงแหบๆ ตะโกนดังๆ ดุๆ
ลอยมากระแทกหูตอนที่ผมเดินออกมาจากเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง
     “ครับ?” ผมขานงงๆ ไปยังเจ้าของเสียง คุณตาใส่แว่นหน้าดุ
ไม้แพ้เสียง ใส่เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งเก่าๆ กับกางเกงเล รองเท้าแตะหนีบ
ยืนจังก้าอยู่ริมถนนหน้าบ้าน หันหน้ามาจ้องเขม็ง
     “หาที่พักอยู่รึเปล่าล่ะ” แกลดระดับจากตะโกนเป็นพูดเสียงดัง
     “ก็…หาอยู่อ่ะครับ” ผมตอบแบบลังเลเพราะแรกที่เหลียว
ไปมองบ้านไม้ 2 ชั้นของคุณตาก็เป็นเพียงบ้านไม้ธรรมดาๆ
ของชาวเชียงคาน ไม่มีป้ายอะไรบ่งบอกว่าบ้านแกเป็นที่พัก
ไม่มีการตกแต่ง ไม่มีการเติมสไตล์ให้เท่ เก๋ แนว ชิลล์
แบบเกสต์เฮาส์ส่วนใหญ่ที่ผมเข้าไปดู เป็นบ้านของชาวบ้านจริงๆ
     “แล้วที่นั่นเค้าไม่บอกเหรอว่าบ้านตาก็เป็นที่พัก เค้าไม่บอก
อะไรเลยเหรอ” แกพูดฉุนๆ สายตาใต้กรอบแว่นส่อแววเอาเรื่อง
มองไปยังเกสต์เฮ้าส์ที่ผมเพิ่งออกมาซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านแก
     “ไม่นี่ครับ บ้านตามีห้องด้วยเหรอครับ”
     “เอ๊า! มีสิ มีตั้ง 2 ห้อง เข้ามาดูก่อนมั้ยล่ะ” แกกวักมือชวน
พร้อมออกเดินนำ “ดูแล้วไม่เอาก็ไม่เป็นไร มาดูก่อนก็ได้”
     “เอ่อ…ก็…ได้ครับ” ผมเดินตามแกเข้าบ้านอย่างเสียไม่ได้
ปฏิเสธไม่ทัน ดูภายนอกแล้วที่นี่ยังไม่ใช่เท่าไหร่
     เข้ามาในบ้าน ตาส่งผมต่อให้ยาย…เมียของแก เป็นคนพาผม
ขึ้นไปดูห้องที่ชั้น 2 ของบ้าน แม้บ้านไม้หลังใหญ่ของตาและยาย
จะเก่าได้บรรยากาศบ้านแบบเชียงคานมาก แต่ไม้ประตูและ
ไม้ฝาห้องยังใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งต่อเติม สภาพดีใช้ได้
ในห้องมีแค่พัดลมเล็กๆ 1 ตัว เสื่อปูพื้นสีเจ็บ ผ้าห่ม ฟูกที่นอน
หมอน น้ำดื่ม แก้วน้ำ แต่ไม่มีมุ้งและห้องน้ำในตัวแบบปันนาบุรี
     แขกทุกคนต้องใช้ห้องน้ำรวมที่อยู่ชั้นล่างซึ่งก็เป็นห้องน้ำ
ที่เจ้าของบ้านใช้เหมือนกัน
     ราคาคิดเป็นหัว หัวละ 150 บาทต่อคืน
     “ห้องข้างๆ ก็มีคนมาพัก” ยายเอ่ยบอกผมด้วยเสียงสุภาพ
และอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มจริงใจ “เป็นผู้ชาย 2 คน มาจาก
กรุงเทพฯเหมือนกัน นี่เค้าก็เช่ามอเตอร์ไซค์ไปขี่เที่ยวเล่นกัน”


     ผมเดินสำรวจดูรอบบ้านว่าตรงตามสิ่งที่อยากได้สำหรับ
การพักอาศัยในเชียงคานหรือไม่โดยการนำทัวร์ของตาและยาย
     อยู่ติดแม่น้ำโขง มีที่ให้นั่งชิลล์กินดื่มดูวิวริมแม่น้ำโขง ห้องสภาพดี
อยู่สบาย ราคาไม่แพง แม้ไม่มีห้องน้ำในตัวอย่างที่ต้องการแต่ดูสภาพ
ห้องน้ำแล้วก็ไม่มีปัญหา
     ผมจึงฝาก 2 คืนที่เหลือในเชียงคานไว้ที่นี่…คำไดโฮมสเตย์
     “เมื่อก่อนตาขึ้นป้าย แต่เค้าบอกให้ปลดออก เค้าจะทำป้าย
ให้ใหม่จะได้เป็นป้ายแบบเหมือนๆ กัน ตาเลยเอาป้ายเดิมมาเก็บไว้
หลังบ้าน” ตาเล่าให้ฟังตอนผมบอกแกว่าบ้านแกไม่มีป้ายบอก
ผมเลยไม่รู้ว่าเป็นที่พักแต่พอได้มาพักแล้วผมชอบ ประทับใจ
และมีความสุขมาก ตอนนี้เสียงแกนุ่มแหบ ไม่ดังไม่ดุแล้ว
“นี่ตาก็รอป้ายใหม่อยู่”


     เย็นวันแรกในเชียงคาน หลังได้ที่พักที่คำไดโฮมสเตย์
เก็บของ พักผ่อนนิดหน่อย ผมลงมาชั้นล่าง กะไปเดินชิลล์
ชมวิวริมโขงยามเย็นที่ถนนหลังบ้าน
     พร้อมทั้งไม่ลืมพกกล้อง Digital คู่ใจมาเก็บภาพ
พระอาทิตย์ตกสวยๆ
     “เอ้า! เร็วๆ!” ตาตะโกนเสียงดังมาจากประตูรั้ว
ตั้งแต่ก่อนผมจะทันก้าวขาออกจากบ้าน แกกลับมาสู่
โหมดดุดันอีกครั้ง
     “จะดูพระอาทิตย์ตกไม่ใช่เหรอ ดูพระอาทิตย์ตกรึเปล่า”
     “ครับ ก็ว่าจะลงมาดู”
     “เอ้า! เร็วๆ สิ จะตกแล้ว เดี๋ยวก็ไม่ทัน ช่วงนี้ตกเร็วด้วย
แป๊บๆ ก็หมดแล้ว” ตาเร่งเร้า กลัวผมจะพลาด
     ผมเดินออกไปหลังบ้านสู่ริมโขง พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยจริงๆ
ผมคว้ากล้องขึ้นมากดเก็บภาพอย่างมันมือเหมือนอีกหลายคน
ที่ออกมายืนรัวชัตเตอร์กล้อง Digital เก็บภาพพระอาทิตย์ตก
ทั้งกล้อง Digital แบบ Compact กล้อง Digital แบบ SLR
อย่างมืออาชีพ ทั้งใช้มือ ทั้งมีขาตั้งกล้องครบชุด
ทั้งถ่ายพระอาทิตย์ ทั้งถ่ายคนกับพระอาทิตย์
ทั้งถ่ายคนจนไม่เห็นพระอาทิตย์
     แต่ละคนรีบถ่าย รีบย้ายมุม รีบย้ายกล้อง ก่อนที่แสงสุดท้าย
จะหายลับไปหลังเขา


     …
     26 และ 27 ธันวาคม 2552 ผมใช้เวลาในเชียงคาน
ไปกับการเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ฝ่าเปลวแดดเที่ยวร่อนไปเรื่อยเปื่อย
ตระเวนดูร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านขายโปสต์การ์ดเก๋ๆ ร้านขายของ
ที่ระลึกเท่ๆ ที่กระจุกชุกชุมกันอยู่บนถนนชายโขง ขับเลยไปกิน
ไข่กระทะกับกาแฟชิลล์ๆ ที่ “สุวรรณรามา” โรงหนังเก่าแก่
ของเชียงคานที่เปิดเป็นร้านกาแฟผสมพิพิธภัณฑ์อยู่แถว
ตลาดสด ไปนั่งซดเบียร์แกล้มกุ้งเต้นเป็นมื้อกลางวันติดริมน้ำโขง
ที่แก่งคุดคู้ แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อซึ่งห่างจากถนนชายโขงไปแค่
2-3 กิโลฯ
     “ไอ้ความรู้สึกที่ได้นั่งริมน้ำสบายๆ กระดกเบียร์ตั้งแต่
บ่าย 3 เนี่ย โคตรมีความสุขเลย คือถ้าวันไหนได้นั่งกินเบียร์
ตั้งแต่บ่าย 3 นะ รู้เลยว่าวันนั้นแม่งสบาย ไม่มีอะไรให้เครียด
หรือวุ่นวายแล้ว” คำพูดพี่หมูแห่งปันนาบุรีวนมาแว่วในหู
     เพียงแต่วันนี้ผมซดอย่างสบายใจได้ตั้งแต่เที่ยง ชิลล์โคตร
     เช้าๆ ก็ออกมารอตักบาตรข้าวเหนียวในสายหมอกขาวเย็น
เช่ากระบะให้พาขึ้นไปดูปุยขาวนวลหนาของทะเลหมอกบนภูทอก


     บางวันก็ได้นั่งกินอาหารท้องถิ่นกับตายายที่หลังบ้าน
ริมแม่น้ำโขง กับลูกสาวและลูกเขยของแกที่ทำงานอยู่ที่
ตัวเมืองเลยและกลับมาช่วยงานที่บ้านเสาร์อาทิตย์
     ผมใช้ชีวิตสนิทสนมราวกับเป็นลูกเป็นหลานของ
บ้านไม้เก่าแก่หลังนี้ด้วยอีกคน ลงมาตอนเช้าจะควบมอเตอร์ไซค์
ออกไปเที่ยวตากับยายก็เรียกไปนั่งกินข้าวด้วยกัน ลูกสาว
ของตากับยายเป็นผู้หญิงยิ้มเก่ง คุยเก่ง น่ารัก มนุษยสัมพันธ์ดีมาก
ลูกเขยก็คุยเก่ง กินเหล้าเก่งเลยสนิทกันได้ไม่ยาก บางวันหลังกลับจาก
ตะลอนเที่ยวผมยังหิ้วเบียร์หิ้วของสดจากตลาดสดกลับมาชวน
ยายกับลูกสาวแกมาช่วยกันทำกับข้าวนั่งกินดื่มกับตาและสมาชิก
ในครอบครัวคำไดโฮมสเตย์ที่หลังบ้านริมแม่น้ำโขงได้อย่างสนิทใจ
สบายใจ…และสุขใจ


     ไม่ว่าจะไปที่ไหน กล้อง Digital คู่ใจจะได้ทำหน้าที่ของมันอยู่ตลอดเวลา
     …
     วันหนึ่ง
     ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง
     ผมเห็นคนคนหนึ่ง
     เอากล้อง Digital แบบ Compact ขึ้นมาส่องถ่ายรูปอาหาร
ในจานตรงหน้าด้วยแววตาจริงจัง
     การถ่ายรูปอาหารที่น่ากินเก็บไว้ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมก็เคยทำ
     แต่วินาทีนั้นดันฉุกสงสัย…
     “ช่วงเวลาแห่งความสุขคือตอนไหน?”
     ผมพาตัวเองย้อนกลับไปในหลายช่วงของชีวิต
     ที่หลวงพระบาง ที่เขมร ที่เวียตนาม ที่เสม็ด ที่ปันนาบุรี ที่เชียงคาน
     ผมมีความสุขกับเวลาและสถานที่เหล่านั้น “ที่สุด” หรือยัง
ผมเก็บกวาดความสุขในช่วงชีวิตเหล่านั้นได้ “ครบถ้วน” หรือยัง
     หรือเอาแต่ถ่ายรูปเก็บความสวยบางมุมจนมองข้ามความงาม
ทั้งมวลที่ควรได้สัมผัส
     ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เหนือน้ำโขงเมืองเชียงคานกำลัง
เลื่อนคล้อยลอยต่ำอย่างรวดเร็ว ผมควรเพ่งมองผ่านเลนส์
รัวนิ้วลิ่วสับถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพแดดอัสดงที่สวยที่สุด
เข้ามาอยู่ในรูปแบบ Digital File
     หรือผมควรดื่มด่ำกำซาบละเลียดซึมซับบรรยากาศความงาม
แห่งยามเย็น ปล่อยใจให้ค่อยๆ พริ้มพรายรื่นละไมเหมือนสายน้ำโขง
เพราะไม่ใช่เพียงพระอาทิตย์ตกเท่านั้นที่งามละมุน รอยยิ้ม
ของคุณตาเจ้าของบ้านที่เห็นผมได้มายืนดูพระอาทิตย์ตก
ทันตามที่แกตั้งใจอยากอวดให้ดู รอยยิ้มของคนหาปลาที่ได้เวลา
กลับบ้าน เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่ออกมาวิ่งเล่นริมโขงยามเย็น
รอยยิ้มของคู่รักที่ได้กุมมือเดินเล่นอยู่ในบรรยากาศดีๆ ด้วยกัน
     มันสวยงามไม่แพ้แสงสุดท้ายที่ชายโขงเลยแม้แต่น้อย
     รูปอาหารจานเด็ดที่ผมบรรจงถ่ายเก็บไว้คงไม่ได้ทำให้ผม
มีความสุขเท่ากับการได้เห็นมันจริงๆ ตรงหน้า ได้กลิ่นและได้กินมัน
ในบรรยากาศที่เอื้อให้รสชาติอร่อยขึ้นเป็นร้อยเท่า


     ผมไม่ได้เป็นคนประเภทต่อต้านเทคโนโลยี แอนตี้นวัตกรรม
     เพียงแต่กล้อง Digital และที่ที่ได้ไปเที่ยวมาสอนผมว่า…
     ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าชีวิตได้สบายใจอยู่ในบรรยากาศดีๆ
ความสุขกำลังเทโถมท่วมท้นล้นปรี่
     คงดีกว่าถ้าเราประทับความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดเอาไว้ให้เต็มใจ…
ก่อนบันทึกลงเป็น File
     เพราะ File แค่บอกให้รู้ว่าเราไปไหนและที่นั่นสวยแค่ไหน
     แต่ใจจะช่วยเราระลึกว่า ณ ขณะนั้น…
     เรามีความสุขมากขนาดไหน

5 ตอบกลับที่ Lesson 22

  1. pattararanee พูดว่า:

    อ่านแล้วนึกถึง “การเก็บภาพประทับความทรงจำ”
    เกิดขึ้นที่ห้วยน้ำดัง ผากิ่ว -อะไรสักอย่าง
    เช้ามืดวันนั้น
    ผู้คนนับสิบ พากันจับจองที่ว่าง เพื่อขาตั้งกล้องและกล้อง
    ไอเราก็ไม่มีกล้องใหญ่กล้องเล็กสักตัว
    มีแค่กล้องของเพื่อนที่เขาก็กดชัตเตอร์รัวแล้วรัวเล่า

    ผ่านมาก็สาม-สี่ปีแล้วมั้ง
    ฟ้ามืด หมอกมัว หมอกหลายสีตรงจุดที่พระอาทิตย์ขึ้นแบบพาโนรามา
    ปุยหมอกเมฆละลานตา
    ช็อตนั้นยังเหนียวแน่นอยู่ในความทรงจำ
    พร้อมความรู้สึก สวย สุข เต็มอิ่ม โดยไม่ผ่านเลนส์อะไร (นอกจากเลนส์แว่นตาที่สวมอยู่)

    กับเชียงคานรอบสอง
    เราก็ปล่อยเพื่อนกดชัตเตอร์ไป
    ส่วนเรายืนมองพระอาทิตย์ลับขอบเขาเพลินๆ
    มองดูคนหลายอิริยาบทเพลินดีแท้

    สุขดีจริงๆ ด้วยค่ะ ^^

    ปล. ขอบคุณสำหรับข้อมูลปันนาบุรี นะคะ

  2. mom พูดว่า:

    บทเรียนจากชีวิตจริง
    นั่นแหละ..คือ
    สิ่งมีค่าที่สุด

  3. โรงเตี๊ยม พูดว่า:

    อืม!……..
    เห็นคุณโรงน้ำชา”ตะลอน” แล้วอิจฉาว่ะ
    แต่…เห็นมีแต่ ดวดเบียร์ ไม่ถึงอารมณ์ แถม เฟือยตะหาก
    บรรยากาศนี้ ต้อง “ยาดอง”.. แฮ่ม !
    ชอบ บทเรียนนอกตำรา ที่คุณสรุป

  4. kumbha-monday พูดว่า:

    รูปท้องฟ้าสวยอีกแล้วนะคะ อยากไปปันนาบุรีบ้าง ไปนอนอ่านนิยายเงียบๆ ชิวๆ ฟังเสียงน้ำไหล และให้ลมพัดเล่นเยนๆ ไม่ต้องคิดเรื่องอะไร แค่มีความสุขกับ.. ช่วงเวลาตรงนั้น คงสุขมากๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: