Lesson 28

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (10/7/2553)
Lesson 28 : คนใบ้
     “…พูดกันให้น้อยลงหน่อย แล้วก็ทำการบ้านให้มากขึ้นหน่อย
มันจะดี ชีวิตการแต่งงานมันก็จะดี ไม่รู้นะจากที่ผมประสบ
กับตัวเองมาและเคยคุยกับเพื่อนๆ พบว่าเวลาที่คุณอยู่กับใคร
ไปนานๆ พอเรื่องเซ็กซ์มันหมดปั๊บ เดี๋ยวก็เลิกกัน เดี๋ยวก็มี
ปัญหาอื่นๆ ตามมา อายุเกิน 35 ขึ้นไปก็จะรู้ๆ กันดี”
     (ถาม) “การพูดกันไม่ได้ทำให้เข้าใจกันมากขึ้นหรือ?”
     “ไอ้นั่นมันเป็นคำโฆษณา มันถูกคิดขึ้นโดยก๊อปปี้ไรเตอร์
ซึ่งมันหลอกได้แต่คนโง่น่ะ ผมว่ายิ่งพูดกันมากยิ่งไม่รู้เรื่อง
แล้วก็ยิ่งทะเลาะกัน มันต้องสัมผัสฮะ เอากัน กอดกัน จูบกัน
ตรงนั้นไม่มีการผิดพลาดแน่ๆ…”
     “…อย่าไปเชื่อนะไอ้คำพูด ยิ่งคุยกันมาก ยิ่งเข้าใจกันมาก
บริษัทโฆษณามันคิดขึ้นมากันเองหมดทั้งนั้น มันหลอก
ปาเลสไตน์กับอิสราเอล เราเห็นพูดกันมานานแค่ไหนแล้วล่ะ
เกิดมาก็ได้ยินแล้ว พูดกันเรื่อยเลย เดี๋ยวๆ มันจัดพูดกันอีกแล้ว
ซัมมิตอะไรของพวกเขาก็ว่าไป คือเวลาคุณมาพูดกัน
คุณหลอกได้ไง ยิ่งนัดวันพูดเนี่ย คุณยิ่งมีเวลาเตรียมตัว
มาหลอกน่ะ”
     นี่คือบางส่วนจากนิตยสาร HAMBURGER ฉบับที่ 108
ประจำเดือนมิถุนายน ปี 2007 ในคอลัมน์บทสัมภาษณ์
“เป็นเอก รัตนเรือง” ผู้กำกับหนังที่หลายคนบ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง
ซึ่งเจ้าตัวพยายามพร่ำบอกว่าหนังของเขาไม่เคยต้องการ
การตีความและพยายามคิดอะไรให้มันลึกซึ้งหรือมากไปกว่า
ภาพที่กำลังเห็นวิ่งเต้นไปบนจอ
     ผู้กำกับหนุ่มโสดที่ไม่เคยเข้าใจเหตุผลในการห้ามขายเบียร์
หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายตอนบ่าย 2
ไม่ใช่เพราะติดเหล้าหรือเป็นแอลกอฮอลิค แต่เป็นเอกมั่นใจว่า
เขาไม่ใช่เด็กอนุบาลและมีสมองคิดเองได้ว่าควรดื่มเมื่อไหร่
หรืออย่างไรไม่ให้ชีวิตเดือดร้อน เขาคิดว่าทางแก้ที่ถูกไม่ใช่
ออกกฎห้ามขายตอนบ่าย 2 แต่คือการให้การศึกษาที่ถูกต้อง
เกี่ยวกับของเหล่านี้แก่คนที่คิดจะดื่มน่าจะดีกว่า…ซึ่งผมว่า
ผมก็เห็นด้วยกับพี่แกนะ


     ที่ผมยกบทสัมภาษณ์ของ เป็นเอก มาร่ายให้อ่านซะยาวเหยียด
เพราะอ่านแล้วชวนให้นึกถึงวันหนึ่งบนรถเมล์ที่ทำให้รู้สึกว่า
บางทีบางปัญหาบนโลกป่วยๆ ใบนี้มันอาจจะเกิดมาจากการ
พูดจริงๆ
     ผมเจอคนใบ้คู่หนึ่งบนรถเมล์แบบธรรมดาไม่ปรับอากาศครับ
ทั้งคู่นั่งเคียงข้างอยู่บนม้านั่งตัวเดียวกัน ส่วนผมนั่งอยู่
ด้านหลังคนทั้งคู่ ถัดมาสัก 2 ที่นั่ง
     แรกเห็น ผมนึกว่าทั้งคู่กำลังยกมือยกไม้ป่ายปัดขึ้นมา
ตบตีทะเลาะกัน
     แต่ดูอีกที มันห่างจากคำว่าทะเลาะตบตีไกลโข เค้ากำลัง
คุยกันอย่างมีความสุขครับ ถึงอ่านภาษามือไม่ออกแต่ผม
รับรู้ได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าของคนใบ้ทั้งคู่
     ผมนั่งมองคนใบ้ 2 คนคุยกันโดยไม่ต้องใช้เสียง
หน้าที่ของปากคือยิ้มแย้มใส่กัน
     ดูไปดูมาเหมือนจะเข้าใจกันได้มากกว่าภาษาพูดเสียอีก
     ผมนั่งคิดเข้าใจว่าภาษาใบ้น่าจะเป็นภาษาสากล ภาษาใบ้
ของไทยกับภาษาใบ้ของอเมริกาและภาษาใบ้ของอัฟกานิสถาน
ก็น่าจะเป็นภาษาเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยกให้แตกต่างจนบางที
สื่อสารเข้าใจผิดพลาดเหมือนภาษาพูด เชื้อชาติไหนก็คง
เข้าใจกันได้ด้วย “ภาษามือ” เดียวกัน


     พลางนึกสงสัยต่อไปว่า…คนใบ้จะมีการทะเลาะกันบ้างมั้ย
เค้าจะทะเลาะกันยังไง จะใช้ภาษามือทุ่มเถียงกันยังไง
และรวมไปถึงเค้าจะด่ากันยังไง
     ผมไม่เคยเห็นคนใบ้ทะเลาะกัน ภาษามือที่ใช้ด่าเท่าที่ผมรู้
ก็เหมือนที่ทุกคนรู้คือการยกนิ้วกลางขึ้นมาใส่หน้าคนที่เรา
ต้องการด่า ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยเห็นเจ้าของภาษาเค้าใช้กัน
มีแต่คนพูดได้อย่างเรานี่แหละที่ชอบยกนิ้วกลางใส่กัน
     บางทีที่คนใบ้ไม่ทะเลาะกันอาจเป็นเพราะเค้ารู้สึกว่าการด่ากัน
เถียงกัน มันไม่เห็นจะเกิดประโยชน์ตรงไหน เค้าต้องใช้ทักษะ
และความพยายามมากมายเพียงเพื่อพูดภาษามือกันให้เข้าใจ
แล้วจะเสียเวลามาแกว่งมือแกว่งไม้ด่าเถียงกันให้ชีวิตมันยาก
ขึ้นไปอีกทำไม


     แต่เราบางคนที่พูดได้กลับไม่ค่อยคิดอย่างนั้น
     เราพูดกันได้ง่ายๆ เราขยับแค่ลิ้นและริมฝีปากก็ด่ากันได้ง่ายๆ
เราใช้คำพูดที่บางครั้งสุภาพแต่สามารถแฝงการทำร้ายกันได้ง่ายๆ
เราเอาชนะด้วยวาจาเชือดเฉือนกันได้ง่ายๆ
     ความไม่เข้าใจและความบาดหมางเคืองแค้นจึงมักเกิดขึ้น
ได้ง่ายๆ เช่นกัน
     เรื่องยากๆ บางทีก็เกิดจากคำพูดที่ “มักง่าย”
     แม้พูดไม่ได้…
     แต่ คนใบ้ “สอน” ผมไว้อย่างนั้น!

7 ตอบกลับที่ Lesson 28

  1. mom พูดว่า:

    ถูกต้องแล้วคร้าบ…………….

  2. DAWIN พูดว่า:

    ช่วงนี้โรงน้ำชาแห่งนี้เงียบๆเหงาๆนะคะ เมื่อใหร่จะผลิงานเขียนมาให้อ่านกันอีกล่ะ รออยู่น้าาาา

    • rongnamcha พูดว่า:

      ขอเวลานิดนึงนะครับ
      จริงๆ เรื่องนี้ (Lesson 28) ก็เพิ่งโพสต์ไปเอง
      มีอีกหลายบทเรียนเลยครับ จะค่อยๆ เค้นออกมาเขียนนะครับ
      ขอบคุณอีกครั้ง (หลังจากหลายๆ ครั้ง) สำหรับกำลังใจครับ
      ว่าแต่รู้จักโรงน้ำชาแห่งนี้จากที่ไหนครับ อยากรู้จัง
      ยังไงก็ขอบคุณมากที่แวะเวียนมาจิบชากันบ่อยๆ ครับ ^^

  3. โรงธรรม พูดว่า:

    มุมมอง “เปิดปาก” กับ “ปิดปาก” ของ โรงน้ำชา คราวนี้ น่าคิด แฮะ
    “นิ่งเสีย” บางครั้งก็เป็นตำลึงทองนะ
    ฉะนั้น..เพศชาย – แต่งงานแล้วมักยึดทฤษฎีนี้….อิอิ!
    ว่าแต่ “โรงน้ำชา”จัดอยู่ประเภทไหน?
    รึว่า อยู่ประเภท ใช้มือ ..มิใช้ปาก ….ฮ่า!

    • rongnamcha พูดว่า:

      เอิ่ม…ประเด็นแรก ผมยังไม่ได้แต่งงานนะครับ (แม้บางคนมองว่ามันอาจจะถึงเวลาที่ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้ได้แล้ว)
      ประเด็นที่สอง…ใช้ทั้งมือ (เขียนเรื่องเรื่อยเปื่อย) ใช้ทั้งปาก (ดื่มและพูดจาเฮฮาเรื่อยเปื่อย) ครับ!

  4. muay พูดว่า:

    คิดถึง ความจริง เเละ ความรู้สึก ของผู้ฟังก่อนพูดน่าจะดีที่สุดเนอะ ^^

  5. pattararanee พูดว่า:

    ถ้ามนุษย์เปลี่ยนมาใช้ภาษาเขียนกับภาษามือแทนภาษาพูด โลกคงจะเงียบดี นะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: