Lesson 29

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (9/8/2553)
Lesson 29 : พิซซ่า ซูชิ และซีอิ๊ว (ปันนาบุรี ครั้งที่ 2)
     หลังได้อ่านบทเรียนนอกตำรา Lesson 22 ไปแล้ว
คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ปันนาบุรี”
     นอกจาก “ปันนาบุรี” จะ “มีแต่ความสุข” ตามสโลแกนที่พี่หมู
ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณามือเก๋าและเจ้าของรีสอร์ทสไตล์
ลิตเติ้ลปายแห่งนี้สกรีนไว้บนเสื้อยืดทำมือเท่ๆ แล้ว
     ที่ปันนาบุรียังมี…
     พิซซ่า ซูชิ และซีอิ๊ว!
     กินไม่ได้ ไม่ใช่เครื่องปรุง ไม่ใช่อาหาร แต่มันคือชื่อของ
หมา 3 ตัว!
     “พิซซ่า” เป็นหมาลาบราดอร์ตัวโคตรใหญ่ ขนเกรียนสีขาว
แซมน้ำตาลอ่อน ดูสุขุม สุภาพ มีวิจารณญาณ
และรู้รับผิดชอบนอบน้อมมากที่สุดในบรรดาหมู่หมาทั้ง 3
     “ซูชิ” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ชิ” ก็เป็นหมาพันธุ์ลาบราดอร์
(ตามที่พี่หมูบอก แม้ในสายตาผมหน้าตามันจะไม่ค่อยเหมือนกับ
เจ้าพิซซ่าก็ตาม) ตัวใหญ่ไม่แพ้พิซซ่า หูยาว ขนยาวสีน้ำตาลเข้มขลับ
เป็นหมาที่ไม่เคยลังเลเฉไฉในการเสนอหน้ามาสนิทสนุกหลุกหลิก
อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ราวกับหมาไฮเปอร์
     “ซีอิ๊ว” ก็เป็นลาบราดอร์ (มั้ง?) ตัวเล็กกว่า 2 ตัวแรก
ขนดำสนิททั้งตัว เจ้านี่เล่นน้อยจ๋อยสุดเพราะขาหลังเข้าเฝือก
แบบจริงจังไว้หนึ่งข้างอันเนื่องมาจากไปฟัดกับหมาหมู่นอกรีสอร์ท
แล้วโดนรถทับซะสาหัส
     เมื่อครั้งไปนอนๆ นั่งๆ ที่ปันนาบุรีครั้งแรกผมยังไม่ค่อย
รู้จักมักคุ้นกับพวกมันเท่าไหร่นัก แถมด้วยความที่ตัวใหญ่ยังกับ
ควายย่อส่วน จะนั่งจะเหินจะเดินผ่านก็ค่อนข้างเกรงใจ
     แต่กับปันนาบุรีครั้งที่ 2 ผมได้รู้จักและได้รู้ว่าพวกมัน
เป็น “เพื่อน” ที่น่ารักทีเดียว


     …
     หลังเสร็จจากขายงานลูกค้าในช่วงเช้า ผมขับรถเดินทางออกจาก
กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายสองของวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม 2553
มุ่งตรงสู่ทางขึ้นเขาใหญ่ไปใช้ชีวิตสบายๆ ปล่อยใจไหลๆ
ราวสายน้ำในลำธารเอื่อยใส แล้วค่อยหน่ายๆ กลับเข้ากรุงเทพฯ
ในช่วงสายๆ ของวันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2553
ที่ผมได้หยุดเพิ่มอีกหนึ่งวันเนื่องจากเป็นวันเข้าพรรษา
     ไปปันนาบุรีครั้งนี้ผมเลยมีเวลาถึง 2 ค่ำคืนที่ได้ทิ้งตัวทอดกาย
ให้ลมเย็นๆ จากผืนป่าเขาใหญ่เลียโลมลูบไล้จิตใจที่โรยล้า
     คืนแรก เมาหลับสบายในบ้านปูนแบบบาหลี
     คืนที่สอง เมาชิลล์ฝันดีในเรือนไม้แบบปาย


     …
     วันที่สองของชีวิตที่จิตเย็นสงบอยู่ในปันนาบุรี
ผมหมายมั่นปั้นความคิดไว้ว่าวันนี้จะลงเล่นน้ำในลำธาร
ที่ไหลตัดผ่านปันนาบุรีให้ได้ เพราะติดค้างไว้ตั้งแต่
มาเยือนครั้งที่แล้วที่น้ำในลำธารขุ่นคลั่กยังกับชาเย็นผสมลาเต้
     คราวนี้แม้ไม่ใสมาก แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากใจที่จะจุ่มกายลงเล่น
     “นี่ถือว่าใสแล้วนะ ใสขึ้นเยอะเลย” พี่หมูยืนมองลำธาร
แล้วเอ่ยนิ่งๆ ราวนักพรต
     “งั้นวันนี้ผมลงเลยดีกว่า เดี๋ยวไม่ได้เล่นอีก”
     “เฮ้ยลงเลย” แกหันมาคะยั้นคะยอจริงจัง “เมื่อคืนตี 3 ตี 4
ฝรั่งมันยังโดดกันตูมๆ แม่งเมา”
     แดดร่มลมตกผมไม่รอช้า เปลี่ยนชุดเหลือกางเกงขาสั้น
มอมๆ ตัวเดียว หิ้ว Black Label ขวดลิตรที่ยังเหลือจาก
เมื่อคืนครึ่งขวด โซดา กระติกน้ำแข็ง และแก้วใสคู่กาย
ไปปักหลักไว้บนสะพานไม้ไผ่ที่ทอดกายเรี่ยไล้ลำธาร


     ผมลองจุ่มเท้า ความเย็นของน้ำป่าจากเทือกเขา
แล่นเข้าเส้นประสาทจนขนแขนผึงผงาด
     Black Label ผสมโซดาในแก้วถูกผมยกกระดกกลืน
ก่อนค่อยๆ หย่อนตัวลงใต้ผิวน้ำอย่างเชื่องช้า
     ลำธารที่สายน้ำไหลตลอดเวลาของปันนาบุรีเย็นเฉียบฉ่ำใจ
หลังร่างกายปรับอุณหภูมิได้ผมก็ว่ายเล่นเป็นอันสบาย
ว่ายไปขึ้นมาร่ำสุราเย็นๆ ไป ชิลล์อย่าบอกใครจริงๆ
     แล้วจู่ๆ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
     พิซซ่า ซูชิ และซีอิ๊ว วิ่งระรี้ระริกกระดิกหางชักชวน
กันมาเล่นน้ำเหมือนกัน
     ผมรีบเผ่นขึ้นก่อนเพราะยังไม่ชินกับการว่ายน้ำ
ร่วมกับ…เอ่อ…หมา
     ทั้ง 3 กระโจนแบบไม่ต้องคิด ว่ายเล่นอย่าง
รวดเร็วและคล่องแคล่ว สนุกสนานและสบายใจไม่ต่างกับคน
     เจ้าซีอิ๊วค่อยๆ เขยกโขยกโยกตัวขึ้นก่อนใครเพื่อนเพราะสภาพ
ร่างกายไม่ค่อยดีนัก พิซซ่ากับชิยังลั้นลาเริงร่ากันต่อไปขณะที่ผม
ยังทำใจลงไปแจมไม่ได้ นั่งซด Black Label รอให้เหล่าสหายสลายตัว
     ไม่นานนัก พิซซ่ากับชิก็ขึ้นฝั่งไปสะบัดขนแล้ววิ่งหายไปเล่นที่อื่น
     ผมได้ที วางแก้ว แล้ววิ่งกระโดดดีดตัวผึงจากริมตลิ่ง
     “ตูม!” น้ำในลำธารแตกกระจายพร้อมกับความรู้สึกเย็นสะใจ
ที่โอบอุ้มผมไว้
     ผมโผล่หัวพรวดขึ้นมาจากน้ำพร้อมๆ กับเสียง…
     “ตูม!”
     ผมหันมอง ใครโดดน้ำตามมาวะ?
     ไอ้ชิ!
     “เฮ้ย!” ผมร้องตกใจเมื่อไอ้ชิว่ายรี่ปรี่ปราดเข้ามา
ด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ! พยายามว่ายหนีเท่าไหร่
ก็เหมือนมันจะเร่งให้ทันให้ได้!
     ยิ่งไอ้ชิพุ่งเข้ามาใกล้ ผมยิ่งตระหนกตกใจสับแขนว่ายหนี
สุดชีวิต เสียงลมหายใจฟืดฟาด ฟืดฟาด ดังหนักหน่วงขึ้น
ทุกขณะที่มันว่ายทวนน้ำเข้ามาหา ถ้ามันอ้าปากเข้ามา
ความสยองคงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจระเข้!
     “เฮ้ยๆๆๆ! ไอ้ชิ! ไอ้ชิ!” ผมโวยวายลั่น ว่ายหนียังไงก็ไม่ทัน
ไอ้ชิมาถึงใช้ตัวใหญ่ๆ ตะกุยตะกายจนผมแทบจมน้ำตาย
     เจ้าพิซซ่าที่ยืนมองอยู่ริมฝั่งมาสักพักเริ่มแผดเสียงห้าวเห่ากร้าว
ผมหันไปมอง “นี่จะรุมกันเลยเหรอ ไอ้ชิตัวเดียวกูก็จะแย่แล้วนะ”
     ซู่ม! พิซซ่ากระโจนลงน้ำปรี่มาอีกตัว!
     “เฮ้ย!” ผมร้องทักทายสมาชิกใหม่ด้วยความตกใจ
     พิซซ่าตรงเข้าไปงับไอ้ชิที่กำลังเกาะก่ายพัลวันอยู่บนหลังและ
คอผม ทั้งงับทั้งเห่าแล้วไล่ต้อนไอ้ชิไปอยู่ใต้สะพานไม้ไผ่ เห่าขู่
เสียงดังขังไว้ไม่ให้ออกมาจนไอ้ชิซึมจ๋อย
     “อะไรๆ ทะเลาะอะไรกันอีกแล้ว” พี่หมูเดินมาริมน้ำ
ตะโกนถามราวกับเป็นเรื่องธรรมดา พิซซ่ายังคุมเชิงไอ้ชิ
อยู่ในลำธารใต้ซี่สะพานไม้ไผ่
     ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่หมูฟังด้วยความขำ เพราะสุดท้าย
ผมก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร…ก็แค่เกือบจมน้ำตาย
     “ไอ้ชิมันลงไปช่วย” พี่หมูพูดกลั้วหัวเราะอารมณ์ดี
“มันเป็นงี้แหละ สัญชาตญาณมัน พอใครโดดน้ำมันจะคิดว่า
ตกน้ำ จมน้ำ มันจะพุ่งไปช่วยเลย วันก่อนฝรั่งโดดน้ำ หลังลายเลย
เจอไอ้ชิตะกุย บางคนมันเข้าไปงับแขนแล้วลากเข้าฝั่งเลยนะ
มันพยายามช่วย”
     “แต่ไอ้พิซซ่านี่มันดุเลยนะ ดุไอ้ชิ ต้อนซะหงอยเลย” ผมยัง
ขำๆ กับพฤติกรรมหมาทะเลาะกัน
     “พิซซ่ามันเห็นว่าเราช่วยตัวเองได้ แล้วเราโวยวายไอ้ชิไง
ไอ้ชิมันก็ยังไม่ปล่อย พิซซ่ามันก็เลยสั่งสอนไอ้ชิว่ามึงไม่ต้องไปยุ่ง
เค้าไม่ได้จมน้ำ เวลาไอ้ชิทำไรผิดเนี่ยพิซซ่ามันจะคอยดุ”
     ผมฟังแล้วได้แต่ทึ่งกับความแสนรู้ของพิซซ่าและไอ้ชิจริงๆ
     แถมไอ้ชิในวันนั้นยังทำให้ผมมองเห็นบทเรียนสำคัญในวันนี้…
     “อย่าเพิ่งตัดสินใครหรืออะไรจากสิ่งที่ได้เห็นเพียงภายนอก
ดูที่การกระทำ วัดที่ความตั้งใจน่าจะดีกว่า”
     ไอ้ชิโดดตูมพุ่งมาไม่ได้เจตนาโจมตีทำร้าย แต่ผมตื่นตกใจ
เพราะเห็นท่าทางแข็งขันเอาจริงเอาจังรวมทั้งเพราะมันเป็นหมา
ทั้งๆ ที่ใจจริงมันเจตนามา “ช่วย”


     หลังจากรู้และซึ้งถึงเจตนาบริสุทธิ์ของหมู่มวลมิตรหมา
แห่งปันนาบุรี เย็นนั้นผมยังโดดน้ำแหวกลำธารเล่น
เย็นจิตสนิทใจต่อไป แต่เปลี่ยนจากดีดตัวริมตลิ่งเป็นวิ่งทิ้งตัว
โดดจากระเบียงศาลาไม้ริมน้ำซึ่งมันสะใจโคตรๆ
     “ตูม!” น้ำในลำธารแตกกระจายพร้อมกับความรู้สึกเย็นสะใจ
ที่โอบอุ้มผมไว้
     ผมโผล่หัวพรวดขึ้นมาจากน้ำ หันมองตลิ่งทันที
เผื่อไอ้ชิจะพรวดลงมา “ช่วย” อีก
     พิซซ่าวิ่งทะลุใต้ถุนศาลามายืนจังก้าดูเชิงอยู่ริมตลิ่ง
ผมว่ายตามธารน้ำไหลไปเรื่อยๆ พิซซ่าวิ่งเลาะริมฝั่ง
ตามดูตลอดทางว่าผมยังปลอดภัยไปจนถึงทางขึ้นฝั่ง
ตรงสะพานไม้ไผ่
     “ไงพิซซ่า มาช่วยดูเหรอ กลัวจมเหรอ” มันกระดิกหาง
หมอบเซื่องเมื่อเห็นว่าผมขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย
“ไป” ผมชวนมันเดินตามมา
     ผมขึ้นไปบนศาลาแล้วโดดอีกรอบ
     พิซซ่าวิ่งทะลุใต้ถุนศาลามาคอยเฝ้าระวัง
และวิ่งเลาะริมฝั่งดูแลความปลอดภัยแบบไม่ผลีผลาม
เหมือนเดิม…ทุกครั้ง


     ความมืดเริ่มคืบคลาน รัตติกาลเข้าเคลือบงำ
ไม่ต้องขับรถ ไม่ต้องกลับบ้าน ดึกดื่นคืนนั้นผมยึด
ศาลาไม้มุงจากริมน้ำไว้ดื่มด่ำ Black Label
ที่พริ้วพร่องลงไปเรื่อยๆ
     “ตูม!” หนึ่งในสามฝรั่งที่นั่งชิลล์ซดเบียร์
บนศาลาไม้หลังข้างๆ ผมทิ้งตัวกระโดดลงน้ำ
ด้วยความสะใจกลางดึก
     “ตูม!” อีกเสียงดังตามมาทันที
     ผมนั่งยิ้มกลั้นหัวเราะ กระดกเหล้าในมือไปหนึ่งอึกใหญ่
     ฝรั่งในน้ำที่พอจะพูดไทยได้ตะโกนเสียงสูง
ลั่นลำธารปันนาบุรี…
     “หม๋า…า…า…า…!”

13 ตอบกลับที่ Lesson 29

  1. tour tid พูดว่า:

    น่ารักอ่ะ

  2. tour tid พูดว่า:

    ชอบมากเลย วันก่อนได้ฟังจากปากไปแล้ว วันนี้กลับมานั่งอ่านอีกที ก็ยังชอบ

  3. เต้าเจี้ยว พูดว่า:

    ดีใจ ที่คุณพบ “ภาวะปล่อยวาง”
    ปันนาบุรี ให้บรรยากาศ “การปล่อยวาง”
    ธรรมชาติ ป่า-เขา-สายน้ำ “สอนให้ปล่อยวาง”
    ฤา…โรงน้ำชา กำลังดิ้นรน “เพื่อปล่อยวาง”
    เสมือน ซาเสี่ยวเอี้ย ของโก้วเล้ง “ผู้ปล่อยวาง”
    แท้จริงแล้ว มนุษย์โหยหา “วันปล่อยวาง”
    ทว่า สภาพจริงแล้ว เรากลับแบกสัมภาระมากมาย
    โชคดี่ที่บังเอิญหลงมาพบกัน
    จากเต้าเจี้ยว
    ขึ้น 3 ค่ำ เดือน9 ปีขาล

    • rongnamcha พูดว่า:

      ฟังดูขัดแย้งพิกล
      “ดิ้นรน” เพื่อ “ปล่อยวาง”
      อาจเป็นเพราะของบางอย่าง
      ถ้าเราจู่ๆ ปล่อยวาง อาจแตกยับเสียหาย
      เราจึงต้องขวนขวาย
      “ดิ้นรน” เพื่อ “ปล่อยวาง”

  4. pattararanee พูดว่า:

    น่ารักดีค่ะ
    เพลินๆ คุย+เล่นกันหมา
    ก็ช่วยให้ใจเราปล่อยวาง

    แต่เดี๋ยว ทำงานเผลอๆ ไป
    ก็จะคิดไปว่า คนบางคนพูดยากกว่าหมาอีกแฮะ 555+
    (อันนี้เป็นบ่อยเลย โดนบ่อย 555+)

  5. muay พูดว่า:

    ชิ กับพิซซ่า น่ารักจริงๆ ไปปันนาบุรีอีกครั้งจะซื้อขนมไปฝาก คิดถึงศาลา คิดถึงบรรยากาศสงบๆ คิดถึงหมา คิดถึงเสียงหัวเราะ เเละคิดถึงคนที่ไปด้วย 555

  6. nooddd พูดว่า:

    น่าไปจังเลยค่ะ ดูร่มรื่นธรรมชาติบรรยากาศดีมากๆ อยากไปเจอเจ้าสามตัวนี้ด้วย น่ารักจังเลยค่ะ

  7. roundshady(แป้ง) พูดว่า:

    อ่านที่พี่เขียนมันได้บรรยากาศจริง ๆๆ

    อยากไป อยากไป

  8. ครูเจี๊ยบ พูดว่า:

    สวัสดี..ตามมาอ่านจากหนังสือวิทยาจารย์ มีภาพประกอบมากกว่าในหนังสืออีก
    ชื่นชมค่ะ

  9. kumbha-monday พูดว่า:

    5555555 อ่านแล้วขำตัวงอเลยค่ะ พอนึกถึงหน้าพี่😀
    ชื่อพิซซ่าเหมือนหมาที่บ้านด้วย เลยยิ่งเพิ่มความน่ารักน่าชังเข้าไปอีก
    อืมมม จิงๆหมามันรุเรื่องนะคะ เวลาพิซซ่าที่บ้านชอบหนีออกจากบ้าน
    พอไปพากลับเข้ามา หมูแฮม(หมาอีกตัว) ก้จะไปงับ ขู่ เสมือนว่าช่วยดุให้
    บรรยากาศที่พักก้ดูร่มรื่น ร่มเย็น และอบอุ่น เพราะบรรดาหมาทั้งสาม🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: