Lesson 33

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (9/1/2554)
Lesson 33 : ดอนเดดอัสดง
     “สิ่งที่มีตอนนี้ : ตั๋วรถทัวร์ไป-กลับ กรุงเทพฯ-อุบลฯ
     สิ่งที่จะทำตอนนี้ : แบกเป้ตะลอนลาวใต้
     ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจ…ขอบคุณเจ้านายที่ให้ลา…”
     …
     นั่นเป็นข้อความสุดท้ายของปีพุทธศักราช 2553
ที่ผมโพสต์ข้ามปีทิ้งไว้ทั้งใน Facebook และ Twitter ส่วนตัว
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553
     แล้วพาชีวิตออกไปใช้ตะลุยตะลอนอย่าง “ทรหดโหดห่าม”
ในดินแดน “ลาวใต้” ตั้งแต่ 28 ธันวาคม 2553 ถึง
3 มกราคม 2554
     ทริปที่ทั้ง “หฤโหด” และ “หฤหรรษ์”
     …
     หลังจากแบกเป้ลากแตะดุ่ยๆ ไปเตาะแตะที่หลวงพระบาง
เมืองเล็กๆ น่ารักทางเหนือของลาวเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว
     28 ธันวาคม 2553 พ่อที่ไม่ได้เจอกันมานานเอื้อนเอ่ยอัญเชิญ
ให้ไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันที่ที่ทำงานของแกแถวเทเวศร์
พร้อมเปิดไวน์ขวดเล็กเก่าเก็บฉลากปรุเปื่อยมาให้ผมซด
แกล้มกับข้าวมื้อเที่ยงแบบไทยๆ
     ที่พ่อกำชับว่าต้องมาเจอกันให้ได้เพราะรู้ว่าผมกำลังจะแบกเป้
ตุปัดตุเป๋ไปท่องลาวใต้ แกมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ย้ำนักย้ำหนาว่า
ผม “ต้องอ่าน” ก่อนไป ผมเห็นขนาดหนังสือที่จำนวนหน้า
ไม่น่าจะน้อยกว่าสมุดหน้าเหลืองแล้วอึ้ง คงอ่านไม่จบก่อน
ออกเดินทางคืนนี้แน่นอน
     “ไม่เป็นไร งั้นติดเป้ไปอ่านด้วยละกัน” พ่อบอกแล้วซดยาดอง
     “ก็ดี เพราะกะหาหนังสือไปอ่านฆ่าเวลาช่วงรอต่อรถต่อเรือ
หรือช่วงว่างๆ อยู่แล้ว” ผมบอกแล้วซดไวน์แดง
     …
     เกือบ 3 ทุ่ม รถทัวร์ถึงได้ฤกษ์ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
พาผมสู่อุบลราชธานี ด้วยสิ่งที่มีตอนนี้ก็ยังแค่…เอ่อ…
ตั๋วรถทัวร์ไป-กลับ กรุงเทพฯ-อุบลฯ
     ตั๋วรถต่อ…ไม่มี, ที่พัก…ไม่มี, เส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไง…ไม่รู้
     รู้แค่ว่าเดินทางถั่วๆ มั่วๆ โง่ๆ แบบนี้แม่ง…สนุกและลุ้นดี!
     ผมไปถึงสถานีขนส่งอุบลฯ ตอนเช้าเกือบแปดโมงครึ่ง
รถทัวร์ที่วิ่งข้ามฝั่งจากอุบลฯ ผ่านด่านช่องเม็กมุ่งตรงเข้าเมืองปากเซ
เต็มแล้ว มีแต่ตั๋วยืน ซึ่งคะเนคำนวณจากระยะทางแล้วคงยืนจนข้อเสื่อม
เลยหันไปพึ่งบริการรถตู้วิ่งพาไปด่านช่องเม็ก ซึ่งจริงๆ ก็ส่งไม่ถึงด่าน
ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปอีกต่อ
     ข้ามด่านช่องเม็กออกมาฝั่งลาวผมจัดการเปลี่ยนเงินบาทใบเล็ก
เป็นเงินกีบฟ่อนใหญ่แล้วจับรถสองแถวแบบบ้านๆ วิ่งหวานเย็น
ต่อเข้าเมืองปากเซทันทีเพราะวันนี้ต้องหารถจากปากเซดิ่งลงใต้ต่อไปอีก
จนเกือบถึงชายแดนลาว-กัมพูชา และค้างคืนในที่ที่เรียกว่า “นากะสัง”
     คงเพราะไม่มีนักเดินทางชาวไทยคนไหนพิสมัยการเดินทางแบบนี้
ระหว่างนั่งสองแถวผมจึงได้สืบเสาะข้อมูลการเดินทางจากพี่น้องชาวลาว
ที่นั่งอยู่เต็มคันรถไปด้วย เลยได้รู้ว่าต้องต่อรถไปนากะสังที่ท่ารถ
ซึ่งชาวปากเซเรียกกันว่าหลักแปด รถสองแถวจากด่านชายแดนคันนี้
จะจอดที่หลักสอง ผมต้องลงแล้วหารถต่อไปหลักแปด โชคดีที่บนรถ
มีน้องผู้หญิงวัยรุ่นสาวชาวลาวซึ่งอัธยาศัยดี ยิ้มเก่ง และพูดไทยชัดมาก
แต่พูดลาวชัดกว่ากับเพื่อนอีกสองคนจะไปลงเลยหลักสอง เธอจึงช่วย
เจรจาให้คนขับเลยไปส่งจนถึงหลักแปดโดยเพิ่มเงินเพียงไม่เท่าไหร่
แล้วเธอก็อธิบายเส้นทางและวิธีการเดินทางมาให้เสร็จสรรพ…น่ารักจริงๆ
     นี่แหละเสน่ห์ของการเดินทางแบบถั่วๆ มั่วๆ โง่ๆ ที่จะพาเรา
ไปเจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ หลายหลากมากมายรายทาง
     ท่ารถหลักแปดร้อน แล้ง และแดงไปด้วยฝุ่นดินลูกรัง มีคนลาวปรี่
มาถามจุดหมายของผมตั้งแต่ทางเข้า พอรู้ว่าจะไปไหนทุกคนชี้ไปยัง
รถสองแถวโทรมๆ ที่ดูไม่น่าพาผมไปถึงนากะสังซึ่งห่างไปอีกร้อยกว่ากิโลฯ ได้
สองแถวคันนี้มีคิวออกเดินทางตอนบ่ายโมงครึ่ง ยังพอเหลือเวลาให้ผม
ซับไอแดดร้อนๆ ตอนเกือบเที่ยง นั่งสูดฝุ่นลูกรัง กินข้าว
และซดเบียร์ลาวชิลล์ๆ ที่ท่ารถหลักแปด…


     ผมนั่งด้านหน้าในห้องคนขับ ตื่นๆ หลับๆ (แต่ส่วนใหญ่จะหลับ)
เพราะห้องคนขับไม่มีแอร์ มีแต่ไอแดดแผดจนเพลียคอพับบนรถสองแถว
ที่วิ่งแบบเรื่อยๆ เอื่อยๆ สู่นากะสัง แวะรับแวะส่งทั้งคนทั้งของตลอดเส้นทาง
กว่าจะถึงปลายทางก็ห้าโมงกว่า เกือบมืด
     จากข้อมูลที่ถามมาระหว่างเดินทาง เมื่อถึงนากะสังผมต้องนั่งเรือ
ข้ามไปยัง “ดอนเดด” หนึ่งในบรรดา “สี่พันดอน” (ดอน แปลว่า เกาะ)
กลางแม่น้ำโขง


     “แล้วที่นากะสังมันมีที่พักมั้ยครับ” ช่วงหนึ่งที่ไม่ได้หลับ ผมถามคนขับ
รถสองแถวที่นั่งอยู่ข้างๆ
     “ก็มีอยู่ แต่ไม่มาก ที่นากะสังมันไม่ค่อยมีอะไรเที่ยว” คนขับตอบ
ด้วยภาษาลาวชั้นสูงฟังยาก
     “อ๋อ แต่บนดอนเดดก็มีที่พักใช่มั้ยครับ”
     “ดอนเดดมีเยอะ ฝรั่งไปพักเยอะ มีร้านอาหารมีอะไรเยอะกว่า”
     “คือพรุ่งนี้ผมจะไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็งน่ะ”
     “ก็ข้ามเรือไปนอนบนดอนเดดก็ได้ แล้วพรุ่งนี้ก็ข้ามเรือกลับมานากะสัง
เช่ารถจักรไปเบิ่งคอนพะเพ็ง”
     “มันไม่ไกลใช่มั้ยครับนากะสังกับคอนพะเพ็งเนี่ย ขี่มอ’ไซค์ไปได้?”
     “ไม่ไกล ก็ประมาณ 5 หลัก” แกหมายถึง 5 กิโลฯ
     ผมได้ตั๋วเรือหางยาวข้ามจากนากะสังไปดอนเดดตอนประมาณ 6 โมง
เพราะต้องช่วยเป็นล่ามให้คู่รักชาวญี่ปุ่นที่มารถเที่ยวเดียวกับผม
แต่ลงรถมาแล้วสื่อสารภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นกับคนขายตั๋วเรือ
ที่ใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงลาวกันไม่ค่อยเข้าใจ
     ยืนรอเรือที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง…ผืนฟ้าที่ถูกฉาบระบายป้ายสีด้วยแดดอัสดง
สวยงามจับใจ
     ความล้าเมื่อยเหนื่อยหน่ายตลอดทั้งคืนทั้งวันที่ผ่านมาราวถูกละลาย
ด้วยความพิไลพิลาสแห่งธรรมชาติ


     …
     ผมเดินแบกเป้กับหน้ามันๆ มึนๆ หาที่พักบนดอนเดดซึ่งเต็มไปด้วย
เกสต์เฮ้าส์และร้านอาหารบรรยากาศดีริมแม่น้ำโขง เทียบราคา เทียบสภาพ
จนมาตกลงปลงใจกับเกสต์เฮ้าส์สภาพโทรมเกือบเน่าแต่พออยู่ได้ ไม่สะดวกสบาย
ไม่เริ่ดหรู ไม่มีแอร์ ไม่มีตู้เย็น ไม่มีทีวี ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่มีความแข็งแรง
และดูเหมือนจะไม่มีความปลอดภัย แต่คืนนึง 30,000 กีบ คิดเป็นเงินไทย
แค่ร้อยกว่าบาท แถมมีเปลผูกกับเสาไว้ให้นอนแหงนดูเดือนดาว
ซดเบียร์ลาวชิลล์ๆ ที่หน้าห้อง


     ผมค้างที่เกาะดอนเดด 2 คืน คืนแรกได้ดื่มด่ำแดดอัสดงจากริมฝั่งโขง
และบนเรือที่ข้ามมาดอนเดด
     วันที่สอง…หลังจากข้ามฝั่งมานากะสัง เช่ามอเตอร์ไซค์ฝ่าวิบากกรรม
สู่คอนพะเพ็ง (ซึ่งคิดว่ามอเตอร์ไซค์คันนี้น่าจะกลายมาเป็นบทเรียนบทต่อไป)
แล้วกลับมาเช่าจักรยานปั่นจากดอนเดดข้ามสะพานโบราณไปดอนคอน
เพื่อเชยชมน้ำตกหลี่ผี
     เย็นค่ำย่ำโพล้เพล้ของวันที่สอง ผมเดินไปฝังตัวอยู่ที่ Sunset Bar
บนดอนเดดริมฝั่งโขง
     ตามชื่อ…ระเบียงร้านนี้ชวนเราผ่อนกายปล่อยใจละเลียดระรื่นชื่นชม
ธรรมชาติในบรรยากาศอัสดงจนสิ้นแสงสุดท้ายที่ค่อยๆ เลือนลับไปกับผืนน้ำโขง


     ผืนฟ้าสีส้มอมแดงสะท้อนกับผืนน้ำยามเย็นที่ค่อยๆ ขับเค้นความมืด
ให้คืบคลานตามมาแม้จะเจือไปด้วยความหม่นเหงาระคนเคล้ามากับอารมณ์เศร้าซึม
แต่ก็ยังงดงามน่าอัศจรรย์ราวถูกระบายด้วยฝีพู่กันของจิตรกรเอก
     เป็นสองอารมณ์ สองความรู้สึกที่คนละขั้วตรงกันข้ามแต่คุกคามมาคลี่คลุม
จิตใจไว้พร้อมกัน


     ความเหงาแสนงามฉ่ำใจในยามนั้นสอนให้รู้ว่า…
     แม้ในบางช่วงของชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับความ “เหงา” อย่าไปร่ำเศร้า
รันทดให้กำลังใจถดถอย
     เพราะหลายครั้งที่หลายคนได้ดำดิ่งทิ้งตัวให้จมอยู่ในอารมณ์ “เงียบๆ เหงาๆ”
กลับกลายเป็นห้วงภวังค์ให้เราได้พิเคราะห์พิจารณาและค้นพบ “แง่งาม”
อันน่าอัศจรรย์ที่ผ่านมาและกำลังเกิดขึ้นในชีวิตไปพร้อมๆ กัน
     “เหงา” แต่ “งาม”
     เหมือนความรู้สึกที่ดอนเดด…ตอนแดด…อัสดง…

5 ตอบกลับที่ Lesson 33

  1. albeto พูดว่า:

    ขงจื๊อกลาวไว้ว่า สถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดในโลก
    มนุษย์เพียงต้องการแค่ใช้สอย space ในนั้นเท้านั้น
    และโรงน้ำชาก็ได้ใช้ space บนโลก กับ ตัวเองได้คุ้มค่าจริงๆ

  2. pattararanee พูดว่า:

    โอย อ่านแล้วอยากโดดไปจิบแดดเย็นที่ริมโขง

  3. Sathing. พูดว่า:

    ประสบการณ์จริงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว

  4. Tarika พูดว่า:

    So amazing about what you done, would like to have those experience too

  5. kumbha-monday พูดว่า:

    ท้องฟ้าสวยจังนะคะ อยากเหนท้องฟ้าแบบนี้บ้าง คงรุสึกโล่ง โปร่ง สบายใจมากกกแน่ๆเลย : D

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: