Lesson 34

outside teaching : บทเรียนนอกตำรา / โดย…โรงน้ำชา (12/2/2554)
Lesson 34 : รถจักรเช่า
     หฤโหด…และหฤหรรษ์
     เซ็งจิต…และซึ้งใจ
     ตะลอนลาวใต้เมื่อ 28 ธันวาคม 2553 ถึง 3 มกราคม 2554
ผมได้เสพซับซึมซ่านพบพานมาหลายอารมณ์
     บทเรียนบทนี้ยังคงมี “ลาวใต้” เป็นห้องเรียน
      และมี “รถจักรเช่า” เป็นครู…
      …
     “รถจักร” ในภาษาลาวแปลเป็นคำไทยที่คุ้นเคย (ซึ่งมีที่มา
จากภาษาอังกฤษอีกที) ได้ว่า “มอเตอร์ไซค์” พาหนะที่ผม
เช่ามาขี่ควบจากนากะสังไปน้ำตกคอนพะเพ็ง แก่งหินใหญ่ยักษ์
กลางลำน้ำโขงเชี่ยวกรากที่ได้ชื่อว่า “ไนแอการ่าแห่งเอเชีย”
(Niagara of Asia)


     ผมข้ามฝั่งจากเกาะดอนเดดมายังนากะสังตอน
ช่วงสายๆ ไอแดดอุ่นๆ ติดต่อเช่ามอเตอร์ไซค์แถวท่าเรือ
แล้ววิ่งฝ่าเส้นทางมหาฝุ่นจากนากะสัง กินลมอมฝุ่นน่าจะ
ประมาณ 2 กิโลฯกว่าจะออกมาถึงถนนใหญ่


     จากตรงนี้ “บึ่ง” มอเตอร์ไซค์เลนขวาผ่านทางลาดยาง
ที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าอีกประมาณ 4-5 กิโลฯ
ผมก็จะได้ “เบิ่ง” ความยิ่งใหญ่ของ “คอนพะเพ็ง” แล้ว!
     การได้ขับมอเตอร์ไซค์ในดินแดนที่ไม่รู้จักและในเลนที่ไม่คุ้นเคย
โคตรสนุกตื่นเต้นตื่นตา ระหว่างทางที่กำลังห้าวห้อมอเตอร์ไซค์
อารมณ์ติสต์แตกสะกดจิตสะกิดใจให้ผมคลายมือคืนคันเร่ง
ค่อยๆ นำรถเข้าข้างทาง ดับเครื่อง จอดริมถนน
     แล้วลงไปถ่ายรูป…หลักกิโลฯลาว
     ไม่อะไรหรือสัญญาณใดๆ เป็นลางบอกเหตุเลยว่า
การตัดสินใจจอดมอเตอร์ไซค์ข้างถนนครั้งนี้…
     จะนำพาชีวิตผมไปพบกับอะไรบ้าง!


     …
     ผมถ่ายรูปเสร็จ ยกขาคร่อมรถ บิดกุญแจ แล้วถีบคันสตาร์ท
     นิ่ง…
     ถีบคันสตาร์ทอีกที!
     นิ่ง…
     อีกที! สองที! สามที!
     นิ่ง… นิ่ง… นิ่ง…
     “อ้าว… เหี้ยแล้ว”
     บิดกุญแจปิด แล้วบิดเปิดใหม่
     สตาร์ท!
     นิ่ง…
     ผมใช้นิ้วโป้งดันปุ่มโช้คอัพ แล้วสตาร์ทอีกที!
     นิ่ง…
     ผมตัดสินใจลองใช้ไม้ตาย ลงมาซอยขาวิ่งเข็นรถจนได้ความเร็ว
ระดับหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นนั่ง กระแทกเท้าตบเกียร์หนึ่งทันที!
     มีเสียงเครื่องยนต์กระตุกให้ใจชื้นก่อนที่จะ…
     นิ่ง…
     “ชิบหายแล้วไง! แม่งเอ๊ย!”
     ลองทำทุกวิธีทั้งหมดอีกหลายครั้งก็ยังไม่มีวี่แววว่ารถจักร
เจ้ากรรมจะส่งเสียงคำรามดับความร้อนรน
     โบกรถขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่นานๆ จะขี่
มอเตอร์ไซค์ผ่านมาซักคัน ทุกคนลงมาลองสตาร์ทแล้วส่ายหัว
ยิ้มหมดหวังก่อนจากไป
     โชคดีที่ถามไถ่จนได้ความว่าแถวนี้มีร้านรับซ่อมมอเตอร์ไซค์
อยู่ไม่ไกล ให้ผมลองเข็นย้อนกลับไป
     แล้วถามหาคนที่ชื่อ…“ไสว”
     …
     หลังจากเข็นรถที่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก
ฝ่าเปลวแดดแผดผ่าวบนถนนลาดยางที่สองข้างทางโคตรร้อนแล้ง
ย้อนกลับมาได้ประมาณ 1 กิโลฯในสภาพเหงื่อชุ่มโชก ปากแห้ง
น้ำลายเหนียว…
     ผมมาถึงเพิงขายของชำเล็กๆ ข้างโรงเรียนสภาพโทรมๆ
     หอบไปถามไปถึงรู้ว่าต้องเข็นต่อไปอีกหน่อยเพราะช่างกลับบ้านไปแล้ว
     ผมเข็นต่อไปจนถึงที่ที่ “น่าจะ” เป็นบ้านของช่างที่ชื่อไสว
     ทุกอย่างในบริเวณบ้านไม้ชั้นเดียว เล็กๆ เก่าๆ โทรมๆ
สร้างประกอบขึ้นมาแบบง่ายๆ ของช่างไสว…เงียบ…สงบ…
     “สะบายดี” ผมหน้าด้านตะโกนเรียก ช่างคนนี้เป็นความหวังเดียว
ของผมตอนนี้ เพราะผมไม่สามารถเข็นมอเตอร์ไซค์บ้านี่กลับไปนากะสัง
ได้แน่ๆ ไม่ต้องนับระยะทางลาดยางหรอก แค่คิดถึงเส้นทางมหาฝุ่น
ที่ขับผ่านมาก็ท้อแล้ว
     ผมเดินเข้าไป บริเวณบ้านไม้ที่ดูคล้ายกระต๊อบหลังนี้มีบริเวณ
กว้างพอให้เจ้าของได้ปลูกต้นไม้กระจายแบบไร้ระเบียบไว้หลายต้น
     “สะบายดี ช่างไสวอยู่มั้ยครับ” ความหวังช่างเลือนราง
เหมือนเสียงตอบรับอันวังเวง
     ผมเดินผ่านบ้านไม้ที่คล้ายกระต๊อบด้านหน้าลึกเข้าไปในบริเวณ
สวนฝุ่นๆ แล้งๆ
     “สะบายดี”
     “จ้ะๆ” มีเสียงผู้หญิงลอยลอดออกมาจากบ้านไม้ด้านหน้า
ผมหันมองหาต้นเสียง ใจชื้นขึ้นมาทันที!
     ผมเดินมารอที่หน้าบ้าน ประตูไม้ที่เคยปิดสนิทเงียบค่อยๆ เปิดออก
หญิงชาวลาววัยกลางคนงัวเงียเดินออกมา
     ความรู้สึกเกรงใจท่วมโถมอย่างบอกไม่ถูก เค้าคงกำลังนอนกลางวัน
แล้วดันมีไอ้หนุ่มดวงตกชาวไทยมาโวยวายขอความช่วยเหลือ
     “เอ่อ…ขอโทษครับ ช่างไสวอยู่มั้ยครับ” ผมเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม
     “อ๋อ อยู่ๆ นอนอยู่ เดี๋ยวตามให้จ้ะ” เธอบอกเป็นภาษาลาวแล้วยื่น
ฝักมะขามที่ถือติดมือมาให้เหมือนจะรู้ว่าผมมาถึงที่นี่ด้วยอาการปากแห้ง
น้ำลายหนืด
     “กินเลย กินก่อน มะขามหวาน อร่อย”
     “อ๋อๆ ขอบใจหลาย ขอบใจหลาย” ผมยิ้ม ยกมือไหว้เธอแล้วรับมะขามมา
แต่ยังไม่กล้าแกะกิน ตั้งตัวไม่ทันกับไมตรีและความใจดีที่มากเกินคนเพิ่งเจอหน้า
จะมีให้กัน
     “เดี๋ยวไปตามให้” เธอเดินกลับเข้าไปอีกครั้งแล้วปลุกคนข้างใน
     ช่างไสว ชายลาววัยกลางคน สะลึมสะลือออกมา ตามด้วย
หญิงวัยกลางคนคนเดิมที่คงเป็นเมียแก
     “สะบายดี” ผมยกมือไหว้ทักทายแล้วบอกอาการ
     “ขอโทษครับ คือรถมันสตาร์ทไม่ติดน่ะครับ”
     “ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้พ่อเค้าลองดู พ่อเค้าซ่อมได้” เมียแกบอกผม
ผมยังงงกับความสนิทสนมที่ทั้งช่างและเมียมีให้คนแปลกหน้าต่างชาติสักคน
ทั้งที่เพิ่งผ่านมาพบกัน
     ผมมองบ้านไม้ที่ดูคล้ายกระต๊อบของทั้งคู่ ห้องเล็กๆ ที่นอนเมื่อกี้
ไม่ได้มีแค่ 2 คน ยังมีลูกสาวและลูกชายที่ยังไม่วัยรุ่นนอนอยู่และเพิ่ง
เดินตามออกมา ลูกชายตัวเล็กอีกคนในชุดนักเรียนเก่าๆ มอมๆ
ก็เพิ่งเดินกลับมาจากโรงเรียนที่ผมเข็นรถผ่านมา
     ช่างลองสตาร์ท ไม่ติด ลองเปิดโช้คอัพ ก็ไม่ติด แกก้มลงดูหน้าแทบติดดิน
แล้วสันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะมาจากหัวเทียน
     แกลงมือถอดหัวเทียนมาเป่าเช็ดขัดล้าง ระหว่างที่ช่างง่วนกับการ
หาวิธีซ่อมรถอย่างจริงจัง ผมนั่งคุยกับเมียแกที่ให้มะขามหวานผมในตอนแรก
     เธอบอกว่าเจอกับช่างไสวที่เมืองไทย ทั้งคู่เป็นแรงงานกรีดยางที่ภาคใต้
อยู่หลายปีก่อนย้ายกลับมาสร้างบ้านและปักหลักอยู่ที่นี่ ลูกชายคนหนึ่งของเธอ
ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่เมืองไทย ท่าทางเธอจะรักคนไทยและเมืองไทยไม่น้อย
     ผมเริ่มแกะเปลือกมะขามหวานที่ได้รับมาตั้งแต่แรกเจอ
รสชาติหวานอมเปรี้ยวของมะขามหวานธรรมดาๆ ในยามนี้
ช่างกลมกล่อมและเสกสร้างความสดชื่นได้มหาศาลอย่างคาดไม่ถึง
     เธอบอกลูกสาวให้หยิบน้ำในถังแช่มาให้ผม 1 ขวดพร้อมแก้ว
เป็นน้ำเปล่าแบบขวดพลาสติกขุ่นราคาถูกที่มีคุณค่าเหลือเกินในยามนี้
ผมเปิดเทแล้วซดโฮกราวกับอูฐใกล้ตาย
     ผมบอกว่าน้ำขวดนี้ขอจ่ายเงินซื้อเพราะเกรงใจ เธอปฏิเสธ
แล้วยิ้มแย้มคุยเป็นกันเองต่อไป
     ระหว่างการพูดคุย เธอแทนตัวเองว่า “แม่” และแทนตัวช่างไสวว่า
“พ่อ” ทุกคำ
     …เหมือนมะขามถูกกะเทาะเปราะเปลือก…
     ความช่วยเหลือที่ทุ่มมาอย่างเต็มใจ การดูแลด้วยน้ำใจ
อัธยาศัยไมตรีที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
     คุยไปคุยมาผมเลยเรียก “พ่อไสว” กับ “แม่นิดา” ได้อย่างสนิท…ใจ


     “เออ…ไม่ติด เหมือนมันไม่มีไฟนะ เหมือนไฟหมด” พ่อไสวบ่น
เป็นภาษาลาวหลังจากลองสตาร์ทอีกที
     “เช่ามาจากใครล่ะ”
     ผมตาโต! คว้าใบเสร็จรับเงินขึ้นมาดู…มีปากกาเขียนชื่อ
และเบอร์โทรศัพท์คนให้เช่าอยู่บนนั้น!
     “คนเนี้ยครับ ที่นี่ครับ”
     “ลองโทรไปดูซิ” พ่อไสวบอกแม่นิดาที่กำลังหยิบโทรศัพท์มือถือ
ขึ้นมากดเบอร์
     แม้ไม่รู้ว่าค่าโทรศัพท์ในลาวนาทีละเท่าไหร่ โปรโมชั่นแบบไหน
แต่ผมโคตรซึ้งใจที่ทั้งคู่ช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันขนาดนี้
     “เดี๋ยวเจ้าของรถเค้าจะเอารถมาเปลี่ยนให้ นั่งเล่นรอแป๊บนึง” แม่นิดา
บอกผมหลังจากวางสาย
     ประมาณ 15 นาที เจ้าของรถซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาถึง
ลงมาลองสตาร์ทรถตัวเองที่เสียอยู่
     “บรื้น…น…!” เครื่องคำรามสนั่นในการสตาร์ทแค่ครั้งเดียว!
     ผมงง! พ่อไสวงง! แม่นิดางง!
     เจ้าของรถยินดีรับผิดชอบโดยการขับพาผมไปน้ำตกคอนพะเพ็ง
ด้วยตัวเอง!
     …
     ไอแดดและลมลาวกระพือพัดเข้าหน้าระหว่างทางมุ่งสู่คอนพะเพ็ง
ผมนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ทบทวนเรื่องราวในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า
     แม้จะเคยโมโหมอเตอร์ไซค์เกเรคันนี้จนอยากถีบกระทืบมันให้สะใจส้นตีน!
     แต่คิดอีกที ผมอยากขอบคุณมัน…
     ขอบคุณที่มันนำพาผมให้มาพบกับคนลาวดีๆ จริงใจ อย่างพ่อไสว
แม่นิดา และครอบครัว ที่เมตตาคนแปลกหน้าอย่างผมขนาดบอกว่า…
     “ทีหลังมาก็ไม่ต้องไปเช่าโรงแรมเช่าเฮือนพักหรอก มันแพง
มาพักกับพ่อกับแม่ก็ได้ ไม่ต้องเสียตังค์ อยู่ได้สบายๆ ง่ายๆ
มาเมื่อไหร่ก็ได้ ชวนเพื่อนๆ มาก็ได้”
     ขอบคุณที่มันช่วยตอกย้ำซ้ำความเชื่อที่ผมมีมาตั้งแต่ลากแตะ
ไปตะลอนหลวงพระบางเมื่อหลายปีก่อน จนถึงวันนี้ก็ยังเชื่อว่า
“ลาว” ไม่ใช่คำที่สมควรถูกเรามักง่ายนำมาใช้เป็นคำประณามหยามเหยียด
     และขอบคุณที่มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า…
     บางครั้งที่ชีวิตคนเราจำต้องจรผจญไปบนเส้นทางที่แร้นแค้น
ในช่วงเวลาที่แล้งไร้ซึ่งความหวัง
     เพียงหยดน้ำเล็กๆ แต่บริสุทธิ์และฉ่ำใส
     ก็มีค่าพอที่จะพยุงชีวิตเราให้ก้าวเดินได้…ต่อไป!

2 ตอบกลับที่ Lesson 34

  1. pattararanee พูดว่า:

    วาว วาว วาว *O*

    แม้เราเจริญวัตถุกว่าเขา ใช่ว่าใจเราเจริญดีเนาะ

    เรียบง่ายแบบนี้ สุข แท้ แท้ จะไปไหนเสีย

  2. panda พูดว่า:

    นั่นแหละคือสิ่งที่เราจะได้เจอะเจอในดินแดนที่ไร้ความศิวิไลซ์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: