Text-Symbol 33

ประโยคสัญลักษณ์ (Text-Symbol) โดย โรงน้ำชา (21-6-2557)
ประโยคสัญลักษณ์ที่ 33 – ฝนเอยทำไมจึงตก…

     “ฝนเอยทำไมจึงตก…ฝนเอยทำไมจึงตก…”
     ชายหนุ่มอายุประมาณ 20 ปลายๆ พึมพำเป็นทำนอง
เพลงสอนเด็กอนุบาลอันแสนคุ้นหู น้ำเสียงที่เล็ดลอดผ่าน
ออกมาจากอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันบ่งบอกว่าเขากำลังอยู่ใน
อารมณ์ขึ้งเคือง
     เม็ดฝนฉ่ำใสค่อยๆ พรมพรายอย่างบางเบาลงมาจาก
เมฆทะมึนดำก้อนอิ่มอ้วนผืนกว้างที่ครืนคำรนอยู่เบื้องบน
ลงสู่พื้นถนนคอนกรีตอันร้อนผากเบื้องล่าง
     “หา? ไอ้สัตว์! ทำไมมึงถึงตก หา!” เขาระเบิดอารมณ์โถม
ใส่สายฝนที่โปรยหล่นลงมาหนักขึ้น หยดน้ำฉ่ำเย็นเม็ดโต
นับล้านเม็ดกระหน่ำทิ้งตัวลงปะทะร่างของเขาที่กำลังจ้ำอ้าว
เดินอย่างเร็วจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง
     สะพายเฉียงพาดบ่าคือกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
รุ่นใหม่สเปคสูง ใต้รักแร้ด้านขวาซุกม้วนกระดาษที่บรรจุ
อยู่ในกล่องใส่ทรงกระบอกอย่างดีอีก 5-6 ม้วน
     เขาเป็นสถาปนิกหนุ่มที่ต้องนั่งรถเมล์มาลงป้ายรถเมล์
ป้ายหนึ่งบนถนนสาทร จากป้ายรถเมล์ต้องเดินเท้าต่อ
อีกประมาณ 5 นาทีถึงจะเข้าสู่อาคารสำนักงานทรงสี่เหลี่ยม
กระจกรอบด้านสูงใหญ่ระฟ้า
     เช้าวันนี้มวลเมฆเทาคล้ำดำทมิฬเลื้อยทะลักมาคลี่คลุม
บดบังท้องฟ้าที่เคยสดใสไว้หมดสิ้นตั้งแต่เขานั่งรถเมล์มาได้
เพียงครึ่งทาง และสะบัดละอองฝนบางเบาลงมาก่อนเขา
ก้าวขาลงจากรถเมล์เพียงไม่กี่นาที
     ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่ฝนบ้านี่มันดัน
ตกลงมาก่อนที่เขาจะก้าวขาเข้าสู่อาคารสำนักงานอันนับว่า
เป็นเกราะกำบังห่าฝนที่แข็งแกร่ง
     โทสะยิ่งทวีความร้อนรุ่มราวจะเผาหยดฝนที่ตกกระทบ
ร่างกายให้เดือดระเหยไปได้ภายในบัดดล เมื่อสายฝน
ถาโถมโหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงระหว่างทางที่ชายหนุ่ม
กำลังเดิน
     เขาสบถบ่นก่นด่าด้วยผรุสวาทวาจาออกมาอีกหลาย
ประโยคยาวติดกันด้วยความไม่พอใจในระดับความดัง
ที่ให้พอได้ยินเพียงตัวเอง
     “แม่งจะตกมาทำห่าอะไรนักหนาวะ คนเค้าลำบากฉิบหาย
มึงเห็นมั้ยเนี่ย”
     “ตกเข้าไป แล้วก็เสือกมาตกตอนนี้ให้คนเค้าลำบาก”
     “กระเป๋าโน้ตบุ๊กกูเปียกหมด! กล่องใส่แปลนกูเปียกหมด!”
     “ตอนตากผ้าแม่งก็ชอบตก”
     “จะตกอะไรของมันนักหนาวะ แม่ง!”
     “โว้ย! ฝนห่านี่น่ารำคาญฉิบหาย ไอ้สั…”
     วูบ!
     …
     …
     …
     …
     …
     อีกไม่ถึงนาที เขาก็จะถึงอาคารสำนักงานหลังโต
     แล้วเขาก็จะพาตัวที่เปียกมะลอกมะแลกกดลิฟท์ลอยละลิ่ว
ขึ้นไปชั้น 16 อันเป็นชั้นที่ออฟฟิศของเขามาเช่าพื้นที่ตั้งอยู่
     ใช้กระดาษทิชชูเช็ดหน้าเช็ดตัว แล้วจะได้ตรวจสอบดูว่า
คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กกับแบบแปลน 5-6 ม้วนนั้นเสียหาย
บ้างหรือเปล่า
     แต่เรื่องเหล่านั้นยังไม่ทันจะได้เกิด…
     เขากลับต้องมาติดอยู่ในนี้เสียแล้ว!
     …
     เขาบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร
     เท่าที่สมองของเขาจะระลึกนึกถึงได้คือมันเป็นเหมือน
หยดฝนเม็ดใสขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทิ้งตัวร่วงหล่นลงมาจาก
ซอกเมฆเทาทึมที่ครึมครืนอยู่เบื้องบน
     มันตกลงมากลางกระหม่อมของเขาพอดิบพอดี แต่แทนที่
จะแตกกระเด็นกระเซ็นซ่านเหมือนปกติวิสัยของหยดน้ำทั่วไป
     ฝนยักษ์หยดนั้นตกลงมาใส่และเคลือบคลุมเขาไว้ภายใน
อย่างเงียบเชียบที่สุด!
     แล้วสรรพสำเนียงก็เงียบเสียงหายไป…
     ในความเงียบงันรอบกาย สิ่งที่ชายหนุ่มรู้สึกตอนนี้คือ
เหมือนเขาเข้ามาอยู่ในลูกโป่งยักษ์ผิวใสที่ข้างในใส่น้ำไว้จน
บวมเป่ง
     และเขาติดอยู่ในกึ่งกลางของมัน ใจกลางของหยดน้ำฝนยักษ์!
     แม้จะเคว้งคว้างเวิ้งว้างอยู่ในหยดน้ำฝนยักษ์อันแปลก
ประหลาด สิ่งที่เขาพบว่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ…
     เขายังหายใจได้!
     หายใจได้แม้ที่ห่อหุ้มไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้าคือน้ำ!
     เขายังมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่รอบตัว เพียงแต่
ภาพเหล่านั้นฟุ้งเบลอเป็นช่วงๆ ตามแรงกระเพื่อมของผิวหยดน้ำ
เม็ดนี้
     แม้ชายหนุ่มจะสามารถมองออกไปเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ภายนอกหยดน้ำยักษ์นี้ได้ แต่ดูเหมือนทุกคนภายนอกกลับไม่มีใคร
มองเห็นเขา…
     หรือถ้าพูดให้ถูก…ไม่มีใครแม้เพียงสักคนที่จะเห็นว่าขณะนี้
มีหยดน้ำฝนประหลาดเม็ดใหญ่ยักษ์ขนาดโอบอุ้มชายคนหนึ่ง
ไว้ภายในได้ มาวางกองอยู่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่แห่งนี้!
     ผู้โดยสารบนรถเมล์ที่วิ่งผ่านไปมายังตื่นบ้างสัปหงกบ้าง
ตามปกติ ผู้คนยังคงเดินเร่งรีบขวักไขว่ไม่มีใครสนใครตามปกติ
วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั่งเหม่อมองสายฝนเซ็งๆ อยู่ในเพิงพัก
ตามปกติ และฝนที่ตกมาตั้งแต่เมื่อกี้ก็ยังตกตามปกติ
     ชายหนุ่มเดือดดาล ไม่ว่าเหตุการณ์ประหลาดผิดธรรมชาตินี้
จะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม แต่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและ
แบบแปลนทั้งหมดของเขาคงพินาศย่อยยับเพราะมวลน้ำที่
ล้อมร่างเขาไว้ในตอนนี้แล้วแน่ๆ
     เขาเอื้อมมือออกไปหาผนังด้านหนึ่งของหยดน้ำ ตั้งใจจะเจาะ
ทะลวงมันออกไป
     แต่แล้วก็ต้องชะงัก!
     เสียงพูดเย็นยะเยือกราวเปล่งขึ้นมาจาก้นหุบเหวกังวานเข้ามา
ในโสตประสาต!
     “เจ้า…จะไปไหน!”
     เขาพยายามหันหาต้นเสียงอย่างเชื่องช้า อยู่ในมวลน้ำแบบตอนนี้
ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกนัก
     “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!” เขาตะโกนถามออกไปอย่าง
เกรี้ยวกราดโดยที่ก็ยังไม่รู้ว่าคำถามนั้นถูกยิงไปหาใครหรือสิ่งใด
กันแน่
     “เจ้าสบถด่าข้าพเจ้าเป็นอันมาก” เสียงทุ้มยะเยือกน่าเกรงขามนั้น
ตอบกลับมา
     “ข้าพเจ้าเห็นเจ้าไม่พอใจและโกรธเคืองข้าพเจ้าเป็นอันมาก
ข้าพเจ้าจึงอยากบอกอะไรเจ้าสักหน่อย”
     “อะไรของมึงวะ มาเจ้าๆ ข้าพเจ้าๆ อยู่ได้ กูชักงงแล้วเนี่ย
แล้วอยู่ในน้ำยังเสือกหายใจได้อีก บ้าอะไรกันวะเนี่ย” สถาปนิกหนุ่ม
ตกอยู่ในโทสะจนลืมที่จะสะพรึงกลัวในเหตุการณ์อันสุดพิสดาร
เหนือธรรมชาติทั้งหมดเหล่านี้
     เขาระเบิดคำถามออกไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
     “แล้วนี่ ‘ข้าพเจ้า!’ กำลังเสวนาอยู่กับใครไม่ทราบ!”
     “ข้าพเจ้าคือ…ฝน”
     ชายหนุ่มงวยงุนอย่างหนักไปกับคำตอบ แต่ความพิศวง
ไม่อาจกดทับความโมโห
     “ฝน? ไอ้ห่า! ตลกว่ะ เออ เจอก็ดี กูอยากถามหน่อย
มึงจะตกมาทำห่าอะไรนักหนาวะ ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนรู้มั้ยเนี่ย”
     “ข้าพเจ้าต้องตก” เสียงเย็นเอ่ยอ่อนโยน
     “เออๆ ต้องตก แต่ทำไมกูซักผ้าไม่ตก พอซักเสร็จจะเอา
ไปตาก ต้องตก ลงรถเมล์มาเดินก็ต้องตก ออกจากออฟฟิศไป
กินข้าวเที่ยงก็ต้องตก เลิกงานจะกลับบ้านมึงก็ต้องตก
รู้ว่าต้องตก แต่ทำไมต้องมาตกตอนกูอยู่ข้างนอกด้วย”
     “ช่วยไม่ได้ ข้าพเจ้าต้องตก” เสียงเย็นๆ ตอบราบเรียบ
     “ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก” ชายหนุ่มร้องเพลง
ยียวน
     “ข้าพเจ้าต้องตก มันเป็นกฎ ข้าพเจ้าต้องตก ข้าพเจ้าต้องทำ”
     “กฎ? เลี่ยงบ้างไม่ได้เหรอ โกงบ้างสิ ไปตกที่เค้าทำนา ทำสวน
ทำไร่ ไปตกในภูเขาที่ต้นไม้มันต้องการสิวะ มาตกในเมืองทำห่าไร
คนเค้าเดือดร้อน ฝนตกรถก็ติดอีก” ชายหนุ่มเสนอแนะ
     “ข้าพเจ้าแค่ตกไปตามกฎ”
     “เคยไม่อยากตกบ้างมะ”
     “แม้ไม่อยากตกแต่ข้าพเจ้าก็ต้องตก มันเป็นกฎที่ข้าพเจ้า
ต้องทำตาม เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”
     “ท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องว่ะ”
     “ข้าพเจ้าต้องทำตามกฎ ตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดอย่างเที่ยงตรง
ข้าพเจ้าไม่เคยบิดพลิ้วมาเป็นล้านๆ ปี นั่นทำให้ทุกอย่างยังคงอยู่ได้”
     “เหรอ…อ…” ชายหนุ่มลากเสียงยาวอย่างประชด แต่น้ำเสียง
เจือความเอนอ่อนลงอยู่ในที
     “แต่พวกเจ้ากลับมาโกรธเกลียดข้าพเจ้า สบถสาปแช่งข้าพเจ้า
โดยไม่เคยเฉลียวจิตพินิจมองเลยว่านี่คือกฎที่มันต้องเป็น
คือหน้าที่ที่ข้าพเจ้าต้องทำ”
     เจ้าของเสียงเยือกเย็นที่บอกว่าตัวเองเป็นฝนพูดราบเรียบต่อไป
     “หน้าที่ของเจ้า คือการอยู่ร่วมกับกฎที่มันต้องเป็นเหล่านี้ให้ได้
ไม่ใช่หรือ”
     ชายหนุ่มสะอึก กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากราวมีก้อนอะไร
สักอย่างติดอยู่ที่ลำคอ
     เขาเป็นสถาปนิกแท้ๆ มีหน้าที่ต้องออกแบบสิ่งก่อสร้างทั้งเล็ก
ทั้งใหญ่ให้เหมาะสมกับการใช้งานใช้ชีวิตของมนุษย์โดยอิงจาก
พื้นที่และภูมิอากาศของโลกใบนี้แท้ๆ
     แต่ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้กลับมาก่นด่าโทษฟ้าโทษฝนต่างๆ นานา
ทั้งๆ ที่นั่นคือ “กฎ” ที่มันต้องเป็น
     หน้าที่ของเขาคือปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับมัน
     “เออ…” เขาเอ่ยกับเสียงยะเยือกนั้น
     “แล้วเนี่ย…วันเนี้ย มึงจะตกไปถึงเมื่อไห…”
     ฟุ่บ!
     คำถามยังไม่ทันถูกเปล่งออกมาจนหมดประโยค ชายหนุ่ม
พบตัวเองในเสื้อผ้าชุดเดิมที่สะอาดเอี่ยมแห้งสนิท กระเป๋า
โน้ตบุ๊กและกระบอกใส่แบบแปลนใต้รักแร้ไร้ร่องรอยละอองฝน
     เขายืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ใกล้บ้าน รถเมล์สายที่เขาต้องขึ้นไป
ทำงานกำลังคลานมาเข้าจอดเทียบป้าย
     ชายหนุ่มเบิกตาโพลง! ภาพตรงหน้าทั้งหมดล้วนคุ้นตา
คนขับรถเมล์คนเดิม กระเป๋ารถเมล์คนเดิม รถเมล์คันเดิม
ที่กระจกด้านหน้ามีรอยร้าว กลุ่มคนที่กำลังไปยืนออรอขึ้นรถ
คือคนกลุ่มเดิมที่ขึ้นรถเมล์พร้อมกับเขาเมื่อเช้า ทุกคนแต่งตัว
เหมือนเดิม!
     ทุกอย่างที่กำลังปรากฏแก่สายตาตอนนี้ทำให้เขาขนลุก
และหนาวเยือก! มันช่างเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเช้า
ตอนที่เขาออกจากบ้านมารอรถเมล์ที่ป้ายนี้ ก่อนที่จะโหนไปลงรถ
ที่ป้ายรถเมล์บนถนนสาทรและโดนหยดฝนยักษ์เบียดแทรก
สายฝนที่เทกระหน่ำลิ่วหล่นลงมาเคลือบคลุมเขาไว้ทั้งตัว!
     รถเมล์จอดเทียบป้าย เขาปล่อยให้คนเหล่านั้นที่เมื่อเช้า
เคยโดยสารรถเมล์คันนี้พร้อมกับเขาเดินขึ้นไปก่อน ตัวเอง
กลับยืนนิ่งอยู่ที่ป้าย จ้องมองรถเมล์คันเดิมและผู้คนที่คุ้นตา
เหล่านั้นเคลื่อนตัวออกไปจนลับตา
     ชายหนุ่มกระชากตัวเองออกมาจากหุบภวังค์แห่งความพิศวง
ค่อยๆ เดินตรงไปยังร้านค้าที่อยู่ในห้องแถวบริเวณป้ายรถเมล์
     แล้วซื้อร่มมาหนึ่งคัน…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: