Text-Symbol 37

ประโยคสัญลักษณ์ (Text-Symbol) โดย โรงน้ำชา (29-11-2557)
ประโยคสัญลักษณ์ที่ 37 – ลานประหาร

     ลมร้อนระอุอ้าวกระพือพัดไอผะผ่าวโชยกลิ่นต้นข้าว
แตกรวงมากระทบนาสิกประสาทของทุกคนที่ยืนล้อม
เป็นวงรอบลานดินแดงแห้งแตกขนาดใหญ่
     สายลมสะบัดธุลีฝุ่นสีน้ำตาลอ่อนลอยคลุ้งขึ้นมาบางเบา
ดูราวม่านหมอกสีขุ่นที่ลอยเอื่อยปกคลุมอยู่เหนือลานดิน
โล่งกว้างกลางแจ้งแห่งนั้น
     ฝูงชนที่ยืนรายล้อมรอบเป็นวงใหญ่นั้นรูปลักษณ์
หน้าตาผิวพรรณและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ห่มคลุมร่างกายอยู่
บ่งบอกได้ชัดเจนว่าคนทั้งหมดบนลานดินแห่งนี้เป็น
ชนชาติในเผ่าพันธุ์ร่วมสังคมเดียวกัน
     มันคือประเทศสยามในสมัยโบราณกาลย้อนกลับไป
หลายร้อยปี!
     และที่นี่…คือลานประหาร!
     กลางลานขณะนี้ยังว่างเปล่าไร้เงานักโทษ มีเพียง
หลักประหารที่ตั้งเด่นรอผู้คุมนำนักโทษมาผูกพันธนาการ
     ผู้คนที่รายรอบอยู่ส่งเสียงซุบซิบพึมพำระหว่างกัน
เบาๆ
     เวลาล่วงผ่านไปอีกไม่นาน เสียงเล็กเสียงน้อย
ที่กระซิบกระซาบกันอยู่เหล่านั้นเริ่มทวีความดังขึ้น
เซ็งแซ่
     ทางด้านหนึ่งของลานประหาร ผู้คุมร่างยักษ์
ฉุดกระชากชายชราผอมเกร็งท่าทางอิดโรย
พุ่งตรงมายังหลักประหารกลางลานดิน
ผู้คนรอบด้านชะเง้อคอมองด้วยความอยากเห็น
ให้เต็มตา
     นักโทษเป็นเพียงชายชราร่างเล็กผิวคล้ำ
เกรียมกร้าน ผมและหนวดเคราหงอกขาว
ไม่ได้รับการตัดโกนมาเป็นเวลานานเนื่องจาก
ถูกคุมขังรอฤกษ์วันประหาร
     แผ่นหลังของชายชรายามนี้มีแมลงวันบินตาม
ตอมหึ่งเพราะมันเต็มไปด้วยรอยถูกกระหน่ำเฆี่ยน
เลือดสดแดงฉานไหลอาบเป็นผืน อันเป็นสิ่งที่
นักโทษต้องถูกกระทำก่อนถูกนำออกสู่ลานประหาร
     ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นเหม่อลอย ไร้ซึ่งแวว
ความรู้สึกใดๆ คล้ายกับยอมรับในสิ่งที่ต้องเป็นไป
ในเวลาไม่นานข้างหน้านี้
     เสียงลือหึ่งในหมู่คนรอบด้านลานแห่งนั้น
เริ่มเงียบซาสงบลงเมื่อนักโทษถูกพาไปนั่งมัด
ติดกับหลักประหารและดินเหนียวถูกนำมายัดอุดหู
รวมทั้งป้ายกำหนดจุดลงดาบไว้ที่ต้นคอ
     ผู้คุมที่นำนักโทษมาทรุดตัวลงคุกเข่า หันหน้า
ไปทางปะรำที่อยู่ด้านหนึ่งของลานนั้น ยกมือพนม
วาดโค้งขึ้นไหว้จบหัวหนึ่งทีแล้วยืนขึ้น
เดินออกจากลานแห่งนั้นไปในทางเดิมที่พา
นักโทษเข้ามา
     ปะรำไม่ใหญ่มากนักและปลูกสร้างไว้ชั่วคราว
หลังนั้นตั้งเด่นอยู่ด้านหนึ่งของลานประหาร
ห่างไปจากหลักประหารพอสมควร มีทหาร
ในเครื่องแต่งกายเต็มยศและอาวุธครบมือ
ยืนควบคุมไม่ให้มีชาวบ้านคนใดเข้าไปใกล้ได้
     ในปะรำอันร่มเย็นมีคนสามคนนั่งอยู่
     ตรงกลางคือตัวแทนผู้พิพากษาชาวสยามผู้ตัดสิน
ประหารชีวิตชายชรา
     ขนาบข้างด้วยฝรั่งต่างชาติผมทองสองคนแต่งกาย
คล้ายมิชชันนารีที่มานั่งสังเกตดูความเป็นไป
ในลานเบื้องหน้า
     เสียงฝูงชนฮือขึ้นเบาๆ อีกครั้งเมื่อร่างกำยำสูงใหญ่
ของชายฉกรรจ์อีกสามคนเยื้องย่างเข้ามาในวงล้อม
ของลานประหาร
     สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาไร้แววใดๆ ให้อ่านความรู้สึก
     คนกลุ่มนี้คือเพชฌฆาตดาบหนึ่ง ดาบสอง และดาบสาม!
     ทั้งสามเดินเข้ามายืนเรียงแถวหันหน้าไปทางปะรำ
หลังนั้น หันหลังให้นักโทษเฒ่า นั่งลงคุกเข่า พนมมือ
แล้ววาดโค้งขึ้นไหว้จบศีรษะหนึ่งครั้งเป็นการแสดง
ความเคารพ แล้วลุกขึ้นเดินไปยังปะรำแห่งนั้น
     ทั้งสามเดินมาถึงด้านหน้าปะรำที่ซึ่งมีแท่นไม้
สลักลงยาสวยงามสามแท่นวางเรียงกัน บนแท่น
เป็นดาบประหารเล่มใหญ่ ต่างขนาดกันเพียงเล็กน้อย
ที่ความยาวและความหนาของใบดาบ
     สามเพชฌฆาตนั่งคุกเข่าประจำแท่นวางดาบ
ของตัวเอง พนมมือขึ้นทำปากขมุบขมิบบวงสรวง
และร่ายอาคมลงบนดาบประจำมือตามพิธีปฏิบัติ
     ฝรั่งต่างชาติผมทองสองคนที่นั่งอยู่คนละฝั่ง
ของตัวแทนผู้พิพากษาชาวสยามมองพฤติกรรม
เหล่านั้นด้วยความตื่นตาและพิศวงใจ เป็นความ
แปลกใหม่ทางวัฒนธรรมที่ทั้งสองไม่เคยพานพบ
มาก่อน
     ว่ากล่าวมนต์พิธีจบ ทั้งสามวาดแขนขึ้นโค้ง
ไหว้จบศีรษะอีกครั้งแล้วรวบมือกระชับกำด้ามดาบ
ยกขึ้นจากแท่นอย่างพร้อมเพรียง เดินออกสู่
ลานประหารเบื้องหน้า
     เปลวแดดแผดร้อนระอุ สายลมอุ่นยังโชยเอื่อย
กรุ่นกลิ่นต้นข้าวแตกรวงจากทุ่งนาใกล้ๆ พัดพา
ผงธุลีบนพื้นให้ลอยคลี่คลุมลานดินสีแดงอยู่เบาบาง
     หมู่เพชฌฆาตเดินมาล้อมนักโทษเฒ่าไว้สามมุม
ก่อนที่เพชฌฆาตดาบหนึ่งจะปักปลายดาบลงพื้นดิน
ตรงหน้านักโทษ เอื้อมไปปลดคลายผ้าดิบผืนเล็ก
ที่มัดไว้หลวมๆ กับหลักประหารออกมา
     การปักปลายดาบลงดินเหมือนเป็นสัญญาณ
ให้เพชฌฆาตดาบสองและดาบสามเริ่มควงดาบ
ร่ายรำไปรอบๆ หลักประหารอย่างแช่มช้าสง่างาม
     เพชฌฆาตดาบหนึ่งสะบัดผ้าดิบสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ที่ดึงออกมาผืนนั้น เตรียมผูกปิดตานักโทษประหาร
วัยชรา
     ตาประสานกันในชั่วแวบหนึ่ง ระหว่าง
นักโทษเฒ่าและเพชฌฆาตหนุ่ม
     แววตาอาทรฉาบประกายไปในดวงตาผู้ถูกมัด
ติดกับหลักประหาร
     แววตาสับสนและลังเลเปล่งออกมาจากดวงตา
เพชฌฆาตดาบหนึ่ง
     รอยยิ้มน้อยๆ สร้างรอยยับย่นบนใบหน้า
ของชายชราผู้กำลังนั่งรอวาระสุดท้าย
     “เอ็งรู้ดี…ว่าสิ่งที่พ่อทำ มันไม่ผิด!” นักโทษชรา
กระซิบเสียงแหบแผ่วพอได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้น
     เพชฌฆาตดาบหนึ่งมองนักโทษตรงหน้าผู้เป็นบิดา
อย่างกระอักกระอ่วนใจ!
     …
     …
     …
     ชายชราต้องโทษประหารชีวิตด้วยคดีอุกฉกรรจ์
ร้ายแรง
     เขาฆ่ามิชชันนารีฝรั่งต่างชาติตายในค่ำคืนหนึ่ง
     เพราะผ่านไปพบมิชชันนารีฝรั่งคนนั้นกำลัง
ปลุกปล้ำขืนใจผู้หญิงไทย!
     ไม่มีใครเชื่อคำให้การของชายชรา เหตุผลหลัก
มันเนื่องมาจากไม่มีใครยอมทำใจให้เชื่อได้ลงว่า
ฝรั่งต่างชาติผู้เจริญแล้วที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา
ด้วยไมตรีและภูมิปัญญาสูงส่งเหล่านี้จะมีพฤติกรรม
เถื่อนถ่อยด้อยอารยธรรมเช่นนั้น
     หญิงสาวที่ชายชราช่วยเหลือแก้ไขให้รอดพ้น
ออกมาจากเหตุการณ์คับขันจัญไรในวันนั้นก็ไม่รู้ว่า
เป็นใคร มีตัวตนอยู่ที่ไหน เนื่องจากไม่มีหญิงสาว
คนใดออกมาแสดงตัวฟ้องร้องอันอาจจะเพราะอับอาย
และตรอมใจ อีกทั้งผู้เฒ่าก็จำหน้าเธอไม่ได้ ทันทีที่
ช่วยให้หลุดพ้นออกมาจากการข่มเหงทำร้ายได้
หญิงสาวคราวลูกก็เผ่นหนีหายไปในความมืดแห่งราตรี
ด้วยความตื่นกลัวสุดขีด ชายชราในขณะนั้นก็มัวแต่
ระบายโทสะอยู่กับมิชชันนารีหื่นกามคนนั้น ไม่ได้
ติดตามและสนใจว่าหญิงคนนั้นเป็นใคร
     มันเป็นความโกรธเกรี้ยวที่พลุ่งพล่านจาก
ความรักและทะนงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน
ของเพื่อนร่วมชาติพันธุ์ที่ถูกเหยียดหยามย่ำยี
โดยผู้ที่หลงคิดว่าตนเองอยู่ในสถานะที่เหนือกว่า
จะทำจะเอาอะไรจากใครในดินแดนแห่งนี้ก็ย่อมได้
โดยไม่มีใครหาญกล้าขัดขวาง ชายชราบันดาล
โทสะจนชายต่างชาติคนนั้นถึงแก่ความตาย!
     ในการตัดสิน ไม่มีใครคิดว่าฝรั่งต่างชาติจะทำ
เรื่องบัดซบบัดสีเช่นนั้นได้
     และโดยไม่ต้องสืบสวนสอบความอะไรกันให้วุ่นวาย
มากมายนัก
     ชายชราโดนตัดสินประหารชีวิตทันที!
     …
     …
     …
     เพชฌฆาตดาบหนึ่งประสานสายตากับนักโทษชรา
     เขารู้ดีว่าพ่อที่นั่งตรึงนิ่งอยู่กับหลักประหารตรงหน้า
เป็นคนอย่างไร
     ทุกคนในละแวกนี้ก็รู้จักดี
     พ่อเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ แต่เป็นนักเลงคนจริง
คนหนึ่ง ชอบช่วยเหลือไม่ว่าใครไหว้วานขอแรงให้ทำ
เรื่องใดตั้งแต่ช่วยลงแขกเกี่ยวข้าว ช่วยลงเสาปลูกเรือน
ยันช่วยลุยจับโจรป่าที่มาลักควายในหมู่บ้าน
     คนที่รู้จักพ่อไม่มีใครเชื่อได้ลงว่าอยู่ดีๆ พ่อจะลุกขึ้นมา
ทำร้ายถึงขั้นสังหารมิชชันนารีฝรั่งถ้ามันไม่ได้ทำอะไรเลวๆ
ร้ายแรง
     แต่บางคนกลับเชื่อในความเป็นฝรั่งมากกว่าคนไทย!
     “เอ็งก็รู้ว่าพ่อพูดจริง!” นักโทษชราพูดแผ่วเบามา
อีกครั้งก่อนที่เพชฌฆาตดาบหนึ่งผู้เป็นลูกชายจะค่อยๆ
เอาผ้าดิบคาดปิดตาแน่นสนิทแล้วผูกเป็นปมไว้ด้านหลังศีรษะ
     แม้แววตาจะถูกบดบังไว้ภายหลังผืนผ้าดิบ แต่รอยยิ้มน้อยๆ
ระบายใบหน้าชายชรา
     “ถึงต้องตาย…พ่อก็ไม่เสียดาย เพราะรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำไป
มันถูกต้อง!” เสียงนักโทษยังแหบแผ่วแต่หนักแน่นที่สุด
     เพชฌฆาตดาบหนึ่งเพ่งพิศโครงหน้าที่ถูกคาดปิดตาไว้
ด้วยผืนผ้าดิบนั้นอีกครั้งแล้วค่อยๆ ยืดกายลุกขึ้นอย่างแช่มช้า
เสียงผู้คนที่มามุงล้อมดูอยู่รอบด้านเงียบสงบไปหมดสิ้น
ยินเพียงเสียงสายลมร้อนที่ยังพลิ้วแผ่ว
     เขายืนสงบนิ่งดิ่งความคิดอยู่ในห้วงภวังค์ท่ามกลาง
เพชฌฆาตดาบสองและดาบสามที่ยังควงดาบล้อประกายแดด
วับวามฟ้อนวนไปรอบๆ
     เขาไม่ได้ลังเลสับสนในการลงดาบประหารเพียงเพราะว่า
นักโทษคนนี้มีศักดิ์เป็นพ่อ แม้นเป็นพ่อผู้บังเกิดเกล้า
แต่ถ้าต้องอาญาร้ายแรงเขาย่อมไม่ลังเลที่จะประหาร
ไปตามโทษทัณฑ์
     แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจให้พะว้าพะวังในตอนนี้คือ…
     เขาเองก็คิดว่าสิ่งที่พ่อทำลงไปนั้นถูกต้องแล้ว!
     เพชฌฆาตดาบหนึ่งตระหนักขณะนี้ว่าสิ่งที่เขาทำได้มีอยู่
สองทาง
     ทางแรก ทำตามหน้าที่และกฏหมายที่บัญญัติไว้
ลงดาบประหารชายชราผู้เป็นบิดาตามคำพิพากษาความผิด
ที่ค้านกับมโนสำนึก
     อีกทาง…แม้จะเสี่ยงถึงชีวิต…
     คือวิ่งสุดฝีเท้าตรงไปยังปะรำหลังนั้น ฟันฉับไปที่ต้นคอ
ของตัวแทนผู้พิพากษาชาวสยามคนนั้นผู้สรุปความผิด
เพียงเพราะเทิดทูนและศรัทธาในชาติพันธุ์ที่ทึกทักเอาว่า
เจริญกว่า!
     ให้ทุกคนประจักษ์ว่าการพิพากษาประหารชีวิตครั้งนี้
มีความอยุติธรรมเจืออยู่
     ชั่วแวบที่สบประสานสายตากับฝูงชนที่รุมล้อมมุงดูเป็น
วงกลมใหญ่รอบลานประหาร เขามองเห็นว่าทุกคนก็ต้องการ
เช่นนั้น!
     เพชฌฆาตดาบหนึ่งยืนเขม้นมองนักโทษชราที่นั่งสงบนิ่ง
อยู่ตรงหน้า ดินเหนียวที่ต้นคออันเป็นจุดที่คมดาบต้องฟันลง
กระทบเริ่มแห้งกรัง
     เขาเงื้อดาบเล่มใหญ่ขึ้นมาควง
     ยกเท้าร่ายรำอย่างแช่มช้าตีวงห่างหลักประหารออกมา
แล้วเร่งเร้าจังหวะเร็วขึ้น
     ฉับ!
     …

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: