Text-Symbol 42

ประโยคสัญลักษณ์ (Text-Symbol) โดย โรงน้ำชา (18-4-2558)
ประโยคสัญลักษณ์ที่ 42 – เรือด่วน

     สายลมอุ่นๆ กลางฤดูร้อนพัดพลิ้วมาสัมผัสผิวกายนวลเนียน
แต่เหนอะหนะของเธอ
     ระลอกคลื่นลูกเล็กๆ ริ้วระริกล้อสายลมสะท้อนแสงจันทร์
ขาวนวลกระจ่างตาบนท้องฟ้าและแสงไฟจากตึกสูงใหญ่ที่เรียงราย
อยู่สองฝั่งแม่น้ำสายหลักของกรุงเทพมหานคร เกิดเป็น
จุดเรืองแสงวิบวับวูบวามกระจัดกระจายอยู่ทั่วท้องน้ำสีดำมืด
     แสงจันทร์ซีดนวลจากท้องฟ้ากระจ่างใสไร้ปุยเมฆสาดอาบ
ผืนน้ำเจ้าพระยาเบื้องหน้าและผืนโลกรอบกาย ฉาบทาทัศนียภาพ
ให้สวยงามและสงบเยือกเย็นบรรเทาอากาศอันร้อนเร่าอบอ้าว
ในยามนี้
     “ชนกพร” เหม่อมองไปข้างหน้าโดยไม่ได้เพ่งสายตา
ไปจับจ้องเพ่งมองที่จุดใดจริงจังมากนัก
     ดวงตาหรี่โรยและท่าทางอ่อนระโหยเป็นลักษณะอาการ
ธรรมดาของเธอเมื่อมายืนรอคอยเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าเรือ
แห่งนี้ในช่วงเวลาสิ้นสุดการทำงานในแต่ละวัน ชนกพรก็เป็น
พนักงานบริษัทตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เป็นฟันเฟืองตัวเล็ก
กระจ้อยร่อยในเครื่องจักรเครื่องใหญ่ที่ชื่อ “กรุงเทพมหานคร”
     เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเข้ารูปกับกระโปรงสีเทาควันบุหรี่
และเส้นผมดำขลับยาวสลวยของเธอปลิวไสวล้อแรงลมร้อน
เธอกระชับกระเป๋าสะพายที่พาดสายอยู่บนร่องไหล่ให้แน่นขึ้น
สูดหายใจเอาอากาศอันสดชื่นริมฝั่งน้ำเข้าไปจนสุดปอด
มองทิวทัศน์รอบกายด้วยความแช่มชื่นขึ้น
     หลังเลิกงาน ถ้าไม่มีธุระต้องไปที่ไหนต่อ ชนกพรมักมารอ
ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าเรือแห่งนี้ มันเป็นท่าเรือที่ในเวลา
ค่ำๆ เช่นนี้มักจะมีคนมารอไม่เยอะ แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวนัก
การเดินทางด้วยเรือด่วนที่ล่องลิ่วไปในแม่น้ำเจ้าพระยา
ช่วยย่นย่อเวลาให้เธอเดินทางได้เร็วกว่าการใช้บริการ
ขนส่งมวลชนที่แล่นบนพื้นถนนมากนัก อากาศและ
บรรยากาศก็ดีกว่า
     เสียงเครื่องยนต์ชนิดหนึ่งดังเวี่ยแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง
อันห่างไกล
     ชนกพรจำได้ในทันทีว่านั่นคือเสียงเรือด่วนที่เธอกำลัง
รอคอยอยู่
     เธอเหลียวมองไปยังทิศทางที่เรือด่วนของเธอกำลัง
แล่นมา…
     แต่มองไม่เห็นเรือลำใดในแม่น้ำเจ้าพระยา
แล่นเข้ามาหาท่าที่เธอกำลังยืนรอ!
     อาจจะเป็นเพราะอุปาทานหวั่นไหวด้วยจิตใจส่วนลึก
เธอรู้สึกว่าสายลมที่เคยอุ่นอ้าวตอนนี้กลับเจือด้วยไอ
เย็นเยือก
     แสงนวลจากพระจันทร์เต็มดวงเลือนลับหลบหาย
เข้าไปในเงาเมฆทึบทะมึนก้อนมหึมาที่คลี่เคลื่อน
เข้ามาบดบังแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติในยามค่ำคืน
จนดับสิ้น
     เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยยังคงดังอยู่…และดังใกล้
เข้ามาทุกที
     แล้วเรือด่วน…อยู่ที่ไหน!
     เธอหรี่ตาเพ่งฝ่าความมืด
     เรือด่วนเจ้าพระยาลำหนึ่งค่อยๆ เด่นชัดขึ้นในสายตา
ราวกับมันพุ่งผ่านออกมาจากม่านหมอกสีดำที่คลี่คลุม
เป็นฉากขวางหน้า
     สายลมโลมไล้ผิวกายของชนกพรด้วยอุณหภูมิที่ยิ่ง
เย็นยะเยือกลงอีกจนแทบไม่ใช่ลักษณะของลมที่พัด
กลางฤดูร้อน
     เสียงเครื่องยนต์ลดเสียงคำรามที่เคยกระหึ่มลง
ส่งเรือด่วนให้ค่อยๆ ลอยเอื่อยๆ โคลงขยับขึ้นลง
ตามจังหวะโยนตัวของริ้วคลื่นล่องเข้ามาหาท่าเรือช้าๆ
     “ชักจะแปลกๆ” ชนกพรบอกตัวเองอยู่ในใจ
เมื่อมองเห็นเรือด่วนลำที่กำลังลอยเลื้อยเข้ามาได้ถนัดตา
     เรือด่วนลำนั้นทั้งลำมืดสนิท!
     ไม่มีแสงไฟจากที่ใดบนเรือส่องประกายออกมาให้เห็น
ทั้งๆ ที่ถ้าวิ่งในเวลากลางคืนแบบนี้ต้องเปิดไฟให้
แสงสว่างโร่แล้ว ทั้งแสงไฟสัญญาณภายนอกและแสงไฟ
ในตัวเรือ
     แต่กลับไม่มีไฟดวงใดบนเรือด่วนลำนี้สว่างเลย!
     เสียงนกหวีดจากเด็กประจำเรือกระชากเธอออกจาก
ห้วงภวังค์แห่งความพิศวง
     แต่มันไม่ใช่เสียงนกหวีดที่เธอและใครก็ตามที่เคย
ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาคุ้นเคย!
     ตามปกติเด็กประจำเรือจะห้อยนกหวีดติดตัวเพื่อเป่า
เป็นสัญญาณให้คนขับเรือสำหรับการนำเรือเข้าเทียบท่า
หรือไม่ก็เป็นสัญญาณให้ผู้โดยสารที่กำลังจะก้าวจากเรือ
ขึ้นท่าหรือผู้โดยสารที่อยู่บนท่าและกำลังจะลงเรือ
ได้เตรียมตัวและระมัดระวังตัว
     เมื่อใกล้ถึงท่าก็จะเป่าเป็นสัญญาณสั้นยาวสลับกันไป
ตามเรื่อง
     แต่ที่ชนกพรได้ยินอยู่ตอนนี้…
     มันไม่ใช่แบบนั้น!
     ให้เธอไปสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนก็ได้
     เด็กประจำเรือด่วนลำนี้เป่านกหวีดเป็นเสียงนกร้อง!
     และในความคิดของชนกพร เสียงนกหวีดที่เธอได้ยิน
เด็กประจำเรือเป่าอยู่ตอนนี้เป็นเสียงนกร้องที่เจื้อยแจ้วใสแจ๋ว
ไพเราะเกินกว่าที่นกตัวไหนบนโลกใบนี้จะเคยร้องออกมาได้!
     เธอมองไปยังเรือด่วนที่ค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ลำนั้น
ด้วยความทึ่งระคนสงสัยประหลาดใจ
     “จุดขายใหม่มั้ง” เธอคิด
     เด็กประจำเรือยังคงเป่านกหวีดตัวนั้นอย่างไพเราะน่าฟัง
อยู่เช่นเดิมอีกอึดใจก่อนถอดนกหวีดออกจากริมฝีปากแล้วหัน
มามองประสานสายตากับชนกพรด้วยรอยยิ้ม
     “ขึ้นมาเลยครับ” เด็กประจำเรือเอ่ยเสียงเรียบ
เชื้อเชิญมาด้วยกิริยาสุภาพผิดแปลกไปจากปกติ
     “นี่ใช่เรือด่วนเจ้าพระยารึเปล่า” เธอตะโกนถาม
สวนกลับไปเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
     “ก็…ใช่ครับ”
     “แล้วปิดไฟมืดทำไม เรือเสียรึเปล่า”
     “มันเป็นเรือด่วน ‘พิเศษ’ น่ะ”
     ชนกพรเหลือบหางตามองไปบนเรือด่วนที่มืดสนิทลำนั้น
แสงไฟนีออนที่ส่องสว่างอยู่บนท่าเรือสาดลงไปจนเธอพอจะ
มองเห็นในลำเรือได้ มีผู้โดยสารอยู่ประมาณ 10 กว่าคน
ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนแก่ แยกกันนั่งกระจายกันไป
บนม้านั่งทั่วทั้งลำเรือ
     ทุกคนก็ดูเป็นผู้โดยสารปกติธรรมดา เป็นคนธรรมดา
ทั่วไปที่อาศัยเดินทางด้วยเรือด่วน
     “แล้วทำไม ไฟเสียเหรอ” เธอถามเด็กประจำเรือต่อ
ยังไม่ค่อยสนิทใจนัก
     “เปล่า ไฟไม่ได้เสีย แต่มัน…ไม่ต้องเปิดครับ”
     ขณะนี้ทุกคนที่นั่งนิ่งอยู่บนเรือรวมทั้งคนขับเรือ
หันมามองเธอเป็นตาเดียวด้วยสายตาอันว่างเปล่า
และสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น
     “จะไปรึเปล่า” เด็กประจำเรือร้องเร่งมาด้วยน้ำเสียงปกติ
ใบหน้าและแววตายังยิ้มพรายอยู่อย่างนั้น
     เธอยังงงๆ พะว้าพะวังลังเลกับเรือด่วนที่ลอยเทียบท่า
อยู่ในความลึกลับดำมืดตรงหน้าอันดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่นัก
     “มาเถอะน่า” เด็กประจำเรือตะล่อม “ไม่ต้องกลัวหรอก
ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว”
     “คืออะไร?” ชนกพรถามเสียงห้วน เธอชักจะหงุดหงิด
กับความไม่ชอบมาพากลของเรือด่วนลำนี้และคำพูดแปลกๆ
ของเด็กประจำเรือ
     เด็กประจำเรือและทุกคนที่อยู่บนเรือถอนหายใจยาว
พร้อมกันราวกับนัดกันไว้
     “วันนี้คุณถูกกำหนดให้มารอเรืออยู่ตรงนี้ เรือลำนี้
ถูกกำหนดให้มารับคุณตรงนี้ และคุณก็ถูกกำหนดไว้ว่า
ควรจะไปกับเรา” เด็กประจำเรือบอกกับเธอด้วยน้ำเสียง
ปกติเช่นเดิม
     “ไปไหน?” เธอยิ่งงงงวยหนักขึ้นไปอีก
     “ไปจากที่แห่งนี้ ไปยังดินแดนสุขาวดี ดินแดนที่
ดีกว่าที่นี่ ดินแดนที่มีแต่ความสุข ที่ที่คุณสามารถใช้ชีวิต
ที่เหลืออยู่ได้อย่างสุขสบายแบบไม่ต้องกริ่งเกรงกังวล
กับเรื่องใดๆ อีกเลย”
     “บ้า!” เธอลั่นออกมาอย่างฉุนเฉียว
     “ไม่บ้าหรอก เรารู้ว่ามันออกจะน่าตกใจอยู่สักหน่อย
แต่คุณถูกเลือกแล้วที่เราจะพาไปสู่ดินแดนสุขาวดี
ด้วยความดีและความเหมาะสมหลายๆ อย่าง มาเถอะ!”
เด็กประจำเรืออธิบายด้วยความสุภาพพลางยื่นมือ
ไปให้เธอจับเพื่อก้าวลงเรือ
     “บ้า! บ้า! บ้าแล้ว! นี่คิดว่าใครจะเชื่อ! คิดว่าโง่
หลอกง่ายนักหรือไง! นิทานบ้าอะไรเนี่ย จะหลอกชั้นไปไหน
เรือก็ปิดไฟมืด พวกนายแอบอ้างมาเป็นเรือด่วนรึเปล่าก็ไม่รู้
เลขประจำเรือก็ไม่มี ธงอะไรก็ไม่มีติดอยู่บนเรือสักอย่าง
เรือเถื่อนรึเปล่า ผู้โดยสารคนอื่นคงไม่รู้สินะ แต่ชั้น
ไม่ไปหรอก!” ชนกพรร่ายยาวเสียงสั่นด้วยความโมโห
     “อย่าเพิ่งตัดสินว่าสิ่งที่เห็น คือสิ่งที่จะต้องเป็น”
เด็กประจำเรือกล่าวมาอย่างเป็นปริศนา
     “ไปเถอะ! ชั้นรอลำอื่นดีกว่า!”
     “ผมว่าคุณมากับเราดีกว่า”
     “ชั้นจะแจ้งตำรวจล่ะนะ” เธอว่าพร้อมควานหา
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพาย
     “งั้นก็…ตามใจ” เด็กประจำเรือดึงมือที่ยื่นมากลับ
และกระชากตัวเข้าไปในลำเรือ ยกนกหวีดขึ้นประทับ
ริมฝีปาก เป่าเป็นเสียงเจื้อยแจ้วไพเราะของนกในราวป่า
เช่นเดียวกับตอนที่เคยแล่นเข้ามาเทียบท่า
     “บ้าจริง! เจอคนบ้า” ชนกพรยังบ่นพึมพำอยู่คนเดียว
“ไม่เอาแล้ว ไปขึ้นรถเมล์ดีกว่า”
     เธอหันหลังกลับ ค่อยๆ เดินผละออกมาจากท่าเรือ
พร้อมกับเหลียวไปดูเป็นระยะๆ ด้วยความยังไม่ไว้วางใจ
มากนัก ปากก็ยังงึมงำอยู่คนเดียว
     “มันคิดว่าเราหลอกง่ายนักหรือไง จะพาไปไหนก็ไม่รู้
แดนสุขาวดีบ้าบออะไรกัน จะบ้าตาย นี่มันวันอะไรกันเนี่ย
ต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ด้วย อันตรายจริงๆ โลกนี้มัน
ชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวั…”
     เสียงบ่นแหบเหือดขาดหายไปได้แค่นั้นเมื่อเธอ
เหลียวกลับไปเห็นภาพในแม่น้ำ
     ดวงจันทร์ผุดโผล่พ้นขอบเมฆดำทะมึน
มาตั้งแต่เมื่อไหร่เธอไม่ได้สังเกต แต่ตอนนี้แสงขาวนวล
จากดวงจันทร์สาดฉาบทาบทาไปทั้งแผ่นน้ำอีกครั้ง
ภาพกลางลำน้ำกระจ่างชัดเจนอยู่ในดวงตาทั้ง 2 ข้าง
     เรือด่วนไร้แสงไฟลำนั้นแล่นห่างออกไปจากท่าที่เคย
แวะจอดรับเธอแล้วค่อยๆ เชิดส่วนหัวยกตัวขึ้นจากผิวน้ำ
เรือทั้งลำลอยล่องขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ น้ำที่ยังเกาะค้าง
อยู่ใต้ท้องเรือหยดไหลลงสู่ผิวน้ำเบื้องล่างเป็นทาง
     มันลอยค้างอยู่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น แล้วค่อยๆ
เคลื่อนตัวไปข้างหน้า เป็นเงาพาดผ่านดวงจันทร์สีขาวนวล
ดวงกลมโตที่ลอยสว่างเด่นอยู่ด้านหลังดูคล้ายภาพเด็กน้อย
ปั่นจักรยานผ่านดวงจันทร์ในภาพยนตร์เรื่อง E.T.
     เพียงชั่วกะพริบตานั้นเอง ชนกพรคิดว่าเธอเห็น
รอยยิ้มอันตีความได้ยากของทุกคนที่อยู่บนเรือซึ่งมอง
ลงมาที่เธอ ก่อนที่เรือด่วนทั้งลำจะลอยลับเลือนหาย
เข้าไปในม่านเมฆสีดำ
     แล้วทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: