Text-Symbol 14

พฤศจิกายน 21, 2012

ประโยคสัญลักษณ์ (Text-Symbol) โดย โรงน้ำชา (19-11-2555)
ประโยคสัญลักษณ์ที่ 14 – ขาขบถ

     19.30 น.
     คืนนี้ถนนข้าวสารไม่ค่อยพลุกพล่าน
     อาจจะเพราะมันเป็นค่ำคืนวันจันทร์ วันที่เหล่าคนทำงาน
แห่งกรุงเทพมหานครร่วมลงปฏิญญาบัญญัติโดยไม่ได้นัดหมาย
ให้เป็นวันที่เลิกงานแล้วควรรีบรุดผุดเผ่นกลับบ้าน ไม่ควรถลำไถล
ไปแกร่วกรึ่มที่ไหนเพราะยังเหลือวันที่ต้องตรากตรำทำงาน
อีกตั้ง 4 วัน
     ในขณะที่คนทำงานแห่งกรุงเทพมหานครบางจำพวก
กลับร่อนร่าถลาหาแหล่งฉลองให้กับการสิ้นสุดของวันจันทร์
     เพราะนั่นหมายความว่า…สัปดาห์นี้เหลือวันให้ต้องตรากตรำ
ทำงานอีกแค่ 4 วัน!
     แต่ข้าวสารตอนทุ่มครึ่งที่ผู้คนโหรงเหรงเคว้งคว้างอย่างวันนี้
คงยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าประชากรคนทำงานแห่งกรุงเทพมหานคร
กลุ่มไหนเยอะกว่ากัน
     เมื่อคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่สมัครใจรีบกลับบ้านตั้งแต่เลิกงาน
คนเดินถนนข้าวสารวันนี้ส่วนใหญ่เลยกลายเป็นนักท่องเที่ยว
แบกเป้ชาวต่างชาติ
     และคนกรุงเทพฯส่วนน้อยส่วนนั้น!
     …
     16.30 น.
     วันนี้พลตื่นมาอาบน้ำช้ากว่าปกติ มันอาจเป็นผลของเหตุ
ที่เกิดจากการทำงานในคืนวันเสาร์และคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
นอกจากงานจะหนักลูกค้าเยอะแล้ว เลิกงานดึกดื่นพลยังฉลอง
กับเพื่อนๆ หนักไปอีกต่างหาก
     เขาโกนหนวดที่เริ่มแทงทะลุผิวหน้าสีดำคล้ำออกมารำไร
จนเนียนเกลี้ยง หวีผมปาดแปล้ เสื้อผ้าถูกรีดไว้คมเรียบ
เนี้ยบกริบ เน็คไทเส้นเล็กตามสมัยนิยมผูกตึงทิ้งปลายแหลม
ลงพอดีหัวเข็มขัดเงินวาวเรียบหรู
     เขานั่งลงกับพื้นห้องเล็กๆ ของอพาร์ทเม้นท์เช่า
ขัดรองเท้าหนังคู่เก่งจนมันวับ ยกเว้นส่วนที่หนังโดน
ถูถลอกลอกเปิดเป็นหย่อมๆ ที่ขัดยังไงก็ไม่มีวี่แววว่าจะมันขึ้น
     พลเดินไปส่องกระจกบานเก่าหน้าห้องน้ำสำรวจ
ความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนที่เขาต้องออกไปทำงาน
     กระจกสะท้อนภาพชายผิวคล้ำเข้ม ตาโตเบิกโปน
จมูกโด่งเป็นสัน โหนกกรามปูดเหลี่ยม ผมดำมันขลับ
     ถึงพลจะชื่อพล
     แต่หน้าคมเข้มของพลออกไปทางพิมพ์นิยมที่คนไทย
เรียกว่า “แขก”
     ไม่มีใครรู้ที่มาของพลแน่ชัดว่าเป็นใครมาจากไหน
     แต่พลชื่อพลเพราะเขาคิดว่าเป็นชื่อไทยที่เขาชอบ
เวลาคุยกับฝรั่ง ฝรั่งก็เรียกง่าย
     “พอล”
     พลผละจากกระจก สอดเท้าเข้ารองเท้าหนังเก่าๆ
แล้วเดินออกจากห้องไปทำงาน
     …ที่ถนนข้าวสาร
     …
     19.30 น.
     คืนนี้ถนนข้าวสารไม่ค่อยพลุกพล่าน
     พลรับแคตตาล็อกที่ร้านมาเดินเตร่บนถนนข้าวสาร
ได้ประมาณชั่วโมงครึ่งแล้ว
     ยังไม่มีใครมาตัดสูทกับเขาเลย!
     พลเป็นคนเดินถือแคตตาล็อกของห้องเสื้อตัดสูทร้านหนึ่ง
เดินเตร่ไปร่อนมาบนถนนข้าวสารพร้อมประโยคเปิดการขาย
แบบให้เอกสิทธิ์แห่งดีไซน์แก่ลูกค้าอย่างเต็มที่
     “This one is for you!”
     “Sir, made for you!”
     บางคืนขายได้มาก บางคืนขายได้น้อย บางคืนขายไม่ได้
     แต่พลยังคงต้องทำแบบนี้ทุกคืน
     นั่นเป็นเหตุที่ส่งผลให้เขาต้องพยายามแต่งตัวให้เนี้ยบ
ทุกกระเบียดเพื่อให้ตัวเองดูดี สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ามั่นใจ
     แม้ยังไม่ได้ลูกค้าสักราย แต่พลยังเดินเปิดแคตตาล็อกโชว์
ชุดสูทดีไซน์เท่ไปเรื่อยๆ
     “This one is for you!”
     “Sir, made for you!”
     “เมื่อยชิบหายเลยว่ะ!” ขาซ้ายของพลบ่นออกมาเสียงดัง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครได้ยินเสียงบ่นของมันนอกจาก
ขาขวาของพลที่ขยับสวนสลับกับมันอยู่ข้างๆ
     “เออ! นั่นดิ นี่กูจะไม่ไหวแล้วนะเนี่ย” ขาขวาเห็นด้วย
เพราะมันก็เมื่อยเหนื่อยเต็มทน
     “เดินขายอยู่ได้ ฝรั่งแบกเป้ใส่เสื้อยืดกระทิงแดงนุ่งกางเกงเล
แบบพวกนี้มันจะตัดสูทใส่ไปไหนวะ ใส่ไปเที่ยวหลีเป๊ะเหรอ บ้า!”
ขาซ้ายบ่นรัวเป็นชุด ในขณะที่มือทั้งสองยังช่วยกันเปิดแคตตาล็อก
โชว์ลูกค้า ปากของพลยังทำหน้าที่เปิดการขายไม่หยุด
     “This one is for you!”
     “Sir, made for you!”
     “หยุดมั่งก็ได้ นั่งมั่งก็ได้ นะ สมองมีน่ะ สั่งมาหน่อยดิ
กูจะได้นั่ง สั่งมาสิสั่งมา” ขาขวาพาลบ่นไปถึงสมองผู้ควบคุม
พวกมันทั้งร่างของพล
     “เออ!” ขาซ้ายเอาบ้าง เหมือนนึกขึ้นมาได้ “ไอ้สมองเนี่ยแม่งตัวดี
มันสบายไง มันไม่ต้องออกแรงอะไรเลยไง วันๆ แม่ง…ดีแต่สั่ง”
     “นั่นดิ” ขาขวาชักมัน “นี่ก็สั่งให้เดินอยู่นั่น ลองมันมาเดินเอง
มั่งมั้ยล่ะ คงเดี้ยงตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วมั้ง นี่มันสั่งให้เราเดินเรายืน
มาเป็นชั่วโมงๆ แล้วนะ”
     “กูโคตรเกลียดไอ้สมองเลยว่ะ” ขาซ้ายว่า
     “นั่นดิ เอาแต่ออกคำสั่ง เอาแต่ใช้ ลองมาทำเองมั่งมั้ย จะได้รู้ว่า
เหนื่อยชิบหายขนาดไหน”
     “กูว่าเราหยุดเหอะ!” ขาซ้ายออกไอเดีย
     “เฮ้ย! จะดีเหรอวะ” ขาขวาลังเล
     “This one is for you!” ปากของพลยังทำหน้าที่เปิดการขาย
กับนักท่องเที่ยวต่างชาติบนถนนข้าวสาร
     “สั่งสอนไอ้สมองมันไง ว่ามันจะสั่งเราต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
เราเหนื่อย เราเมื่อย เราอยากหยุด พอกันที เอามั้ย” ขาซ้ายปลุกปั่น
หาแนวร่วม
     “อือ…เอาดิ หยุดแม่งเลย!” ขาขวาชักคล้อยตาม
     ฝรั่งมาดเนี้ยบคนหนึ่งเดินตรงมาหาพลด้วยรอยยิ้ม
     “What’s your name, man?” ฝรั่งคนนั้นถามพล
     “พอล”
     ฝรั่งคนนั้นเอ่ยปากว่าอยากตัดเสื้อสูททั้งชุดพร้อมเสื้อเชิร์ต
และกางเกงที่เข้าชุด สำหรับการกินมื้อค่ำกับลูกค้าที่จะบินมาจาก
อังกฤษอาทิตย์หน้า เขาลองมาเดินหาที่นี่เพราะได้ยินมาว่าราคาไม่แพง
     “พร้อมนะ” ขาซ้ายเช็คขาขวา
     “อื้ม!”
     “เตรียมตัว!”
     พลยิ้มร่า เขามีรายได้สำหรับเลี้ยงท้องคืนนี้แล้ว
     พลผายมือเชิญฝรั่งให้ออกเดินตามเขาไปยังร้านที่เป็นห้องเสื้อตัดสูท
ตรงหัวถนนข้าวสาร
     เขายกขาซ้ายขึ้นออกเดินนำหน้า…
     “ฮึบ!” ขาซ้ายและขาขวาพร้อมใจแยกตัวออกจากการควบคุม
ของสมอง
     และหยุดทำงานพร้อมกัน!
     พลั่ก! พลทิ้งร่างร่วงทั้งยืนลงไปนอนกองกับพื้น!
     “What happened? What’s wrong with you, man?” ลูกค้าฝรั่ง
ละล่ำละลักถามด้วยความตระหนกไม่ต่างกับผู้คนรอบๆ ที่เดิน
ผ่านไปผ่านมา
     “I…I don’t know…” พลตอบงงๆ เขาชันตัวลุกขึ้นนั่งบนพื้นถนน
ข้าวสารท่ามกลางไทยมุงและฝรั่งมุง พลมองขาตัวเองด้วยความพิศวง
ร่างกายทุกส่วนของเขาใช้งานได้ตามปกติ
     แต่ขา…ไม่ขยับ!
     ขาซ้ายขาขวาไม่ทันได้รับรู้ว่ามันทำพลาดอย่างมหันต์
     เพราะมันหมดความรู้สึกไปแล้ว!
     สมองทำงานหนักหน่วง มันพยายามเชื่อมโยงเพื่อนำขากลับมา
ให้ได้อีกครั้งแต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล เมื่อขาทั้งสองเลือกตัดแล้ว
สมองจะถูกตัดออกจากอำนาจควบคุมอย่างสิ้นเชิงทันที!
     ขาทั้งสอง…ตายไปแล้ว!
     ต่อจากนี้มันคงค่อยๆ ลีบฝ่อ หรือไม่ก็โดนตัดทิ้งไป
     สร้างภาระให้อวัยวะที่เหลือต้องช่วยกันทำงานต่อด้วยความลำบาก
กว่าเดิมหลายเท่าเพื่อรักษาอวัยวะทั้งหมดให้ดำรงอยู่ได้ต่อไป
     หน้าที่หนักหน่วงน่าห่วงที่สุดตกเป็นของ “สมอง” เพราะมันต้อง
ครุ่นคิดพินิจตรองและสั่งตลอดเวลาว่าอวัยวะส่วนไหนต้องทำอะไร
เพื่อให้ทุกสมาชิกในร่างของของชายชื่อพล “รอด” ไปด้วยกัน
     จริงๆ สมองทำอย่างนี้อยู่แล้วทุกวัน ตลอดเวลา
     เพียงแต่ไอ้ขาซ้ายและขาขวามันดันคิดว่ามันฉลาดกว่า…เท่านั้นเอง!


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: