The Wound

ตุลาคม 12, 2007

แผลหาย / โดย…โรงน้ำชา (11/10/2550)

     วันนี้เพิ่งสังเกตเห็นว่าผมไม่มีแผลใหญ่ๆ
ให้เลือดอุ่นๆ สีชาดราดไหลไล้ผิวหนัง
มานานไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
     ทั้งๆ ที่เคยเป็นเด็กเล่นซุกแล่นซน
จนได้แผลถลอกปอกเปิกกลับบ้านแทบทุกวัน
แม้เดี๋ยวนี้ความห้าวเฮี้ยวเซี้ยวซนจะยังคง
มีอยู่บ้าง แต่แผล…หายไปเลย
     แผลที่หายไปเป็นตัวแปรผกผันกับ
ความระมัดระวังที่มากขึ้น เราเคยทำ
เคยลองอะไรบางอย่าง แล้วรู้ว่ามัน
ทำให้เราเจ็บ เมื่อเจ็บแล้วเราจึงได้เรียนรู้
จนไปสู่กระบวนการจดจำแล้วพยายาม
ไม่ทำแบบนั้นอีก
     ทั้งแผล “ทางกาย” และ “ทางใจ”
     แผลกายทำให้บางคนเสียเลือด
แผลใจอาจทำให้บางคนเสียน้ำตา
แผลบางแผลอาจทำให้บางคน
เสียน้ำลายก่นด่าโทษฝน โทษฟ้า
โทษห่า โทษเหี้ย ไม่ผิดถ้าเราจะรู้สึก
เจ็บกายปวดใจจนต้องใช้ปากระบายออก
     เพียงแต่เมื่อครวญคร่ำร่ำไห้จนหนำใจแล้ว
เราอาจจะต้องมานั่งคิดขบทบทวนหาหนทาง
ไม่ให้แผลแบบเดิมมาเกิดซ้ำให้เราต้องเจ็บช้ำอีก
     เมื่อนั้น…แผลจะหายไป ร่างกายและจิตใจ
ที่กล้าแกร่งขึ้นจะเข้ามาแทน
     ทั้งแผล “ทางกาย” และ “ทางใจ”
     ไม่ว่าแผลเล็กหรือแผลใหญ่ แผลกายหรือแผลใจ
แผลไม่ได้นำมาเพียงรสชาติเจ็บแปลบแสบปวด
บทเรียนดีๆ มักซ่อนอยู่ใต้รอยแผลเสมอ
     …อยู่ที่ว่าสายตาและจิตใจจะจมจ่อมอยู่กับ
ความรวดร้าวจนละเลยลืมเลือนบทเรียน
ที่แผลสอนไว้หรือเปล่า…

     เขียนเรื่องนี้แล้วทำให้รำลึกนึกย้อนไปถึง
อมตะการ์ตูนญี่ปุ่นสุดคลาสสิคเรื่อง “ดราก้อนบอล”
ผลงานขึ้นหิ้งของหนึ่งในปรมาจารย์แห่งวงการ
การ์ตูนแดนอาทิตย์อุทัย…อากิร่า โทริยาม่า
     ตัวละครเด่นๆ บางตัวในเรื่องดราก้อนบอล
เป็นมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมาไกลจากดาวไซย่า!
     ตอนหนึ่งของดราก้อนบอล โงคูและเบจิต้า
สองนักรบชาวไซย่า ต้องต่อสู้กับฟรีเซอร์
มนุษย์ต่างดาวตัวร้ายใจทมิฬประจำจักรวาล
ระหว่างการต่อสู้ โงคูและเบจิต้าผลัดกัน
บาดเจ็บปางตาย จนต้องพึ่งเครื่องฟื้นฟูพลังชีวิต
หรือไม่ก็ถั่ววิเศษ (บางคนอาจรู้จักในชื่อ “ถั่วเซียน”
หรือ “ถั่วเซ็นสึ”…เอ่อ…ช่างมันเหอะ ไม่ใช่ประเด็น)
อยู่หลายครั้งหลายครา
     ในตอนนี้เองที่นักอ่านการ์ตูนชาวโลกได้รู้ว่า
เมื่อเผ่าพันธุ์นักรบอย่างชาวไซย่าบาดเจ็บ
อยู่ในอาการสาหัสปางตายแล้วได้รับการฟื้นฟู
เยียวยาจนรอดมาได้นั้นจะ “กล้าและแกร่ง” ขึ้น
     เมื่อบาดเจ็บและรอดมาได้หลายครั้งเข้า
โงคูและเบจิต้าจึงแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถ
เพิ่มพลังกลายเป็น “ซูเปอร์ไซย่า” ได้ในที่สุด!

     ผมคิดว่าชาวโลกกับชาวไซย่ามีอะไรเหมือนๆ กัน
     นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันโคตรๆ แล้ว…
     เรายังมีความสามารถที่จะแข็งแกร่งขึ้นหลังจาก
ถูกบาดแผลทำร้ายให้บาดเจ็บได้…เหมือนกัน

     วันนี้…ในโลกและสภาพสังคมแบบนี้…เราจะ
เห็นว่าแผลทางกายหายไป แต่อาจไม่ทันสังเกต
ว่าแผลทางใจมีมากและหนักหน่วงขึ้น
     เราจึงต้องหัดเรียนรู้บาดแผลอันเจ็บปวด
จดจำความรู้สึกที่รวดร้าว เพื่อให้ชีวิตได้ก้าวต่อไป
ด้วยความกล้า…และแกร่งขึ้น!
     ในทางกลับกัน ชีวิตที่ไม่เคยผจญกับรสชาติ
ของบาดแผล…
     ทั้งแผล “ทางกาย” และ “ทางใจ”
     ซ้ำยังมัวกริ่งกลัวแขยงขยาดบาดแผลและความเจ็บปวด
จนไม่เคยกล้าเสี่ยงและคอยหลบเลี่ยงตลอดเวลา
แบบนี้จะยิ่งทำให้ชีวิตมีแต่ความอ่อนแอ ไม่มีเกราะป้องกัน
ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิธี “รับมือ” และ “เยียวยา”
บาดแผลแต่ละชนิดที่ทุกชีวิตต้องพบเจอ
     คนเราจึงต้อง “หาแผลใส่ตัว” บ้างเป็นครั้งคราว
     ถ้าไม่เชื่อ…ลองดูซักแผล!
     ไม่แน่…เมื่อแผลหาย คุณอาจจะกล้าและแกร่งขึ้น
จนกลายเป็น “ซูเปอร์ชาวโลก” ก็ได้!


%d bloggers like this: