Short Story 4

มกราคม 8, 2010

“สมาน” / โดย…โรงน้ำชา (25/12/2552)

     อาซิมนิ่งงันกลางแสงจันทร์ที่ฉายฉาบอาบพื้นโลก
ทำนบแห่งดวงตาแหลกทลายให้น้ำใสๆ ทะลักล้นไหลหล่นลงราด
โหนกแก้มตอบ ซึมหายไปในดงเคราดำครึ้ม
     …
     นาย สมาน ประสาทเสริฐ หรือ “ครูหมาน” ครูหนุ่มจบใหม่
เพิ่งได้บรรจุตำแหน่งหลังจบที่โรงเรียนประถมซอมซ่อรอให้
กระทรวงเยียวยานอกตัวเมืองยะลา ครูหมานสะพายกระเป๋า
ตบเท้าเข้าสู่ดินแดงแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ด้วยสายตามุ่งมั่น
อุดมการณ์ และวิญญาณของคำว่า “ครู”
     บ้านพักครูใต้ถุนยกสูงโทรมๆ คร่ำครึที่ถูกคลุมด้วยฝุ่นดินแดง
คือที่พักของครูหมาน แรกย้ายเข้ามา แกพัฒนาบ้านพักครูสภาพซอมซ่อ
ไม่แพ้โรงเรียนที่ต้องเข้าไปสอนจนสะอาดน่าอยู่ ดูเป็นเคหสถาน
สำหรับสิ่งมีชีวิตขึ้นมาบ้าง
     “หวัดดีคร้าบ” ครูหมานภายใต้การปกคลุมของผ้าคะม้าฉีกยิ้มแฉ่ง
ร้องทักทายชาวบ้านในชุมชนตอนเช้าตรู่วันหนึ่งขณะเดินลงมาเข้า
ห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้าน
     …
     ไร้เสียงตอบกลับ ไร้การขานรับ มีเพียงสายตาเยียบชาที่มองมา
อย่างกับครูหมานเป็นสัตว์ประหลาด
     ครูหมานยิ้มเก้อ เกาหัวแกรก นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกแปลกแยก
ตั้งแต่เรียนจบ
     “ไม่เป็นไร” เขาคิด “กูเพิ่งมานี่หว่า เดี๋ยวก็คุ้นกันไปเอง”
     …
     นอกจากบ้านพักครู ครูหมานยังแผ่ขยายการบูรณะพัฒนาไปยัง
โรงเรียน เขาทำเรื่องของบฯที่ได้มาเพียงน้อยนิด รีดเค้นเงินส่วนตัว
จากเงินเดือนต่ำเตี้ยเรื่ยดิน ใช้เวลาว่างก่อนและหลังงานสอนเข้าหาชาวบ้าน
ทะลวงทลายกำแพงแห่งเชื้อชาติศาสนาที่พอกหนาเหนือจิตใจจนได้รอยยิ้ม
เป็นผลตอบแทนความพยายาม และได้ความช่วยเหลือในการพัฒนา
โรงเรียนประถมชนบทสภาพง่อยให้ค่อยๆ สวยงาม น่าเรียน เป็นแหล่ง
แลกเปลี่ยนความรู้ เป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรมของหมู่บ้าน
     ครู นักเรียน ชาวบ้าน มีโรงเรียนที่ให้การศึกษา ให้เล่นกีฬา
ให้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์นอกตำรา
     ด้วยความริเริ่มของครูหมาน แรงประสานจากเพื่อนครู และชาวบ้าน
ที่ถูกครูนักพัฒนาอย่างครูหมาน “สมาน” ให้กลมเกลียวกลมกลืน
จนไม่มีใครในหมู่บ้านรู้สึกว่าคนต่างภาษา ต่างศาสนา คือ “คนอื่น”
     …
     “หวัดดีคร้าบ” ครูหมานภายใต้การปกคลุมของผ้าคะม้าฉีกยิ้มแฉ่ง
เหมือนเดิม ร้องทักทายชาวบ้านในชุมชนตอนเช้าตรู่วันหนึ่งขณะ
เดินลงมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้าน
     “หวัดดีครูหมาน”
     “หวัดดีครับพี่หมาน”
     “หว่าผรื่อครู่ม้าน (เป็นไงครูหมาน)”
     วันนี้ ชาวบ้านไม่ขานรับคำทักทายของครูหมานด้วยความเงียบ
และสายตาเย็นเยียบระแวงระวังไม่วางใจอีกต่อไป เพราะครูหมานใช้ใจ
พิสูจน์แล้วว่าอุดมการณ์ความเป็น “ครู” ของเขาคืออะไร
     ครูอย่าง “สมาน” ทุ่มสุดตัวกับการสอนตำราตามหลักสูตร
โดยไม่ทิ้งการแทรกสอนบทเรียนสำคัญของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า
“มนุษย์”
     นั่นคือการดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ประกอบคุณงามความดี
ตามที่กำลังตัวเองพึงมี เพื่อสังคม เพื่อแผ่นดิน เพื่อถิ่นที่เกิดและให้โอกาส
ได้มีชีวิต!
     อุดมการณ์ที่ยึดมั่นผลักดันให้ครูหมานเป็นครูที่เพื่อนครูเลื่อมไส
นักเรียนเคารพ ชาวบ้านนับถือ…
     …มาตลอด 25 ปี
     …
     ละอองหมอกขาวเย็นเลื่อนลอยอ้อยอิ่งทิ้งตัวโปรยปรายในเช้าตรู่วันศุกร์
ครูหมานค่อยๆ ลืมตาตื่นตรงเวลาแบบไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก เขาสูดไอเย็น
ให้ออกซิเจนไหลเข้าเลี้ยงเส้นเลือดที่ห่อหุ้มปอด ก่อนพับผ้าห่มวางบน
หมอนตุ่นๆ ใบเก่า รวบเก็บมุ้งบางที่เริ่มเปื่อยพรุน
     “หวัดดีคร้าบ” ครูหมานภายใต้การปกคลุมของผ้าคะม้าฉีกยิ้มแฉ่ง
เหมือนที่เคยทำมาตลอด 25 ปี ร้องทักทายชาวบ้านในชุมชนขณะเดิน
ลงมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้าน
     “หว่าผรื่อครู่ม้าน (เป็นไงครูหมาน)”
     “บ่ายดี๋มายขรับ (สบายดีมั้ยครับ)”
     “หวัดดีครู”
     “สวัสดีครับครู” เด็กชายตัวน้อยที่รีบเดินไปเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน
แต่เช้ายิ้มทักทายคุณครูกับเขาด้วย
     วันนี้ไม่มีใครในหมู่บ้านไม่รู้จักครูหมาน
     …และไม่มีใครไม่รักครูหมาน
     จัดการธุระส่วนตัว แต่งตัวเรียบร้อย ครูหมานเดินลงจากบ้าน
บันไดบ้านไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามแรงกด เขาไสเท้าเข้ารองเท้าหนังเก่าๆ เปื้อนดิน
ที่ซื้อมาจากตลาดนัดในตัวอำเภอเมื่อหลายเดือนก่อน แล้วเดินไปโรงเรียน
ตามปกติ
     “วันนี้มีสอนคณิตศาสตร์ป.3” เขาทบทวนภารกิจประจำวันศุกร์
“ภาษาอังกฤษป.5 ภาษาไทยป.4 สปช.ป.2 กพอ.ป.1 แล้วก็ สลน.ป.3”
     “แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้…” เขาคิดเลยไปเผื่องานในวันเสาร์ “…ก็ซ่อม
แปลงเกษตรที่โรงเรียน แล้วค่อยไปช่วยบังฟาทำแปลงเกษตรสาธิต
ที่หลังบ้านแก”
     เย็นย่ำวันศุกร์ แดดอัสดงส่องสาดปาดฉาบท้องฟ้าเป็นสีส้มอมแดงก่ำ
ครูหมานนั่งสานความสัมพันธ์กับชาวบ้านทั้งพุทธทั้งมุสลิมด้วยอาหารใต้
รสจัดจ้านที่ร้านเพิงไม้มุงจาก
     หัวเราะร่าฮาเฮจนทุ่มกว่าๆ จึงได้เวลาแยกย้าย รองเท้าหนังราคาถูก
ของครูหมานเยื้องย่างไปบนทางดินมุ่งสู่บ้านพักครูหลังเก่า
     ปัง!
     เสียงที่เขาไม่อยากได้ยินแผดคำรามลั่นสนั่นออกมาจากแนวป่าข้างทางเดิน
ครูหมานอยากหันไปหาต้นเสียง…แต่ช้าไป
     หยดเลือดสีแดงฉานกระเซ็นซ่านขึ้นมาบังตา หัวกระสุนเหล็กเย็นเยียบ
พุ่งพรวดทะลุต้นคอ!
     ครูหมานร่วงล้มทั้งยืน สองเท้าในรองเท้าหนังคู่เก่าดิ้นพราด เลือดอุ่นๆ
ทะลักสาดออกจากต้นคอ ไร้สุ้มเสียงใดๆ เล็ดลอดจากปาก!
     สายตาพร่าเลือนมองเห็นเพียงเดือนดาวที่วิบวาวสกาวอยู่เต็มฟ้า
ครูหมานเห็นว่าฟ้ายังสวยงามแม้ในยามคืนเดือนมืดที่เขากำลังทรมาน
แสนสาหัส
     แซ่ก…แซ่ก…
     เสียงฝีเท้าในราวป่าย่างใกล้เข้ามา
     แม้หันไม่ได้และลมหายใจเริ่มรวยริน แต่หางตาครูหมานเห็นว่าขาดำผอม
ที่สวมรองเท้าผ้าใบกำลังเดินเข้ามาใกล้
     “ครู!”
     เจ้าของขาทิ้งตัวทรุดลงมาข้างครูหมาน ท่อนแขนกำยำช้อนคอครูขึ้น
     “อาซิม…” ครูหมานเอ่ยเรียกเสียงพร่า เขายังจำอาซิมได้ ลูกศิษย์ที่เลิกเรียน
เพราะบอกว่าจะไปหางานทำในสวนยางที่ต่างอำเภอ เพราะเหตุการณ์
ความวุ่นวายทำให้ครอบครัวขาดรายได้ ไม่มีเงินพอส่งเรียน
     หลังจากวันนั้น ครูหมานไม่ได้พบศิษย์ที่ชื่ออาซิมอีกเลย…
     จนกระทั่งวันนี้
     “ครู! ครู!” อาซิมเพ้อพร่ำละล่ำละลักอย่างเสียสติ “ผมขอโทษครู!
ผมขอโทษ! ครู! ครู!” อาซิมเขย่าร่างที่กำลังอ่อนแรงของครูหมาน
     “ทำงานเก็บเงินแล้ว…กลับมาเรียน…นะ” ครูหมานยิ้ม
พยายามพูดกับอาซิม เลือดจากต้นคอไหลอาบแขนศิษย์
     อาซิมนิ่งงันกลางแสงจันทร์ที่ฉายฉาบอาบพื้นโลก
ทำนบแห่งดวงตาแหลกทลายให้น้ำใสๆ ทะลักล้นไหลหล่นลงราด
โหนกแก้มตอบ ซึมหายไปในดงเคราดำครึ้ม
     “ครู! ผมจะพาครูไปโรง’บาล ผมจะพาไปหาหมอนะครูนะ!”
อาซิมปาดน้ำตา ถอดปืนกระบอกเขื่องที่สะพายเฉียงอยู่ทิ้งลง
กระแทกทางดิน แล้วใช้สองแขนช้อนครูหมานขึ้นมา ออกวิ่งฝ่า
ความมืดสงัด
     อาซิมวิ่งไปทั้งน้ำตา ขาที่เคยแข็งแรงยามหลบซ่อนเคลื่อนไหว
อยู่ในแนวป่ากลับปลกเปลี้ยเสียศูนย์จนล้มพับทิ้งเข่าลงกระทุ้งดิน
ร่างครูหมานหล่นหลุดจากท่อนแขนที่ประคองกลิ้งลงคลุกฝุ่น
     …และนอนนิ่ง
     อาซิมนั่งก้มหน้า หยดน้ำตาของลูกผู้ชายไหลหลั่งลงดินทราย
และซึมหายไปในความมืด
     “ครู! ผมขอโทษ…ผมขอโทษ…” อาซิมร้องร่ำพร่ำเพ้อ
ถึงความผิดพลาด สองหมัดกระหน่ำซัดลงบนพื้นดิน อาซิมรัก
และเทิดทูนครูหมานตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นศิษย์ของครู ครูสอนให้เขา
มีความรู้ ครูสอนให้เขาเป็นคนดี ครูสอนให้เขาเข้าใจความแตกต่าง
ของคนในสังคม ครูสอนให้เขารู้ว่าไม่ว่าภาษาไหน ศาสนาไหน
ความเชื่อแบบไหน ถ้ามีใจที่จะทำดีเหมือนกัน…
     เราจะประหัตประหารห้ำหั่นกันเพื่ออะไร!
     เพียงแต่เขาห่างการขัดเกลาจากครูนานเกินไป
     “ผมไม่เคยลืมที่ครูสอนนะ” อาซิมเอ่ยเสียงสั่นเครือบอกครูหมาน
ที่นอนนิ่งบนกองเลือด “ผมผิดไปแล้วครู ผมขอโทษ”…
     …
     แซ่ก…แซ่ก…
     พระสงฆ์เหวี่ยงไม้กวาดด้ามใหญ่ปัดกวาดลานวัดหลังกลับจาก
เดินบิณฑบาต แสงแดดเริ่มแผดประกายทองระยับขับไล่ความมืด
แห่งราตรี
     ชายหนุ่มมุสลิมยืนนิ่งที่ประตูหน้าวัดนอกขอบเขตรั้วพัทธสีมา
พระสงฆ์หยุดมือที่กำลังกวาด เพ่งสายตาฝ่าไอหมอกยามเช้ามืด
     เขาไม่ได้ยืนคนเดียว แต่ช้อนอุ้มร่างชายโชกเลือดอีกคนไว้บนท่อนแขน
     “ไปดูหน่อยไป” พระสงฆ์เอ่ยบอกสัปเหร่อประจำวัด
     สัปเหร่อวิ่งไปหาชายมุสลิม รับศพเข้าวัดมาด้วยความเคารพ
     อาซิมมองตามร่างครูหมานที่ตอนนี้ถูกดูแลโดยสัปเหร่อและวัด
ตามความเหมาะสม
     “ผมไม่เคยลืมที่ครูสอนนะ” อาซิมเอ่ยบอกศพครูที่กำลังถูก
พาห่างไปเป็นการลาครั้งสุดท้าย “ผมผิดไปแล้วครู”
     อาซิมหันหลังกลับ เดินออกจากหน้าประตูวัด มุ่งตรงไปยัง
สถานีตำรวจ ตัวเปล่า และมือเปล่า
     เขาจะไม่ทำผิดอีก เขาจะไม่ทำให้ครูหมานผิดหวัง
     อาซิมไม่เคยคิดเลยว่า เขาต้องให้ “ศพของครู” สอนให้รู้ผิดชอบชั่วดี
     “ครู…ผมขอโทษ”

Advertisements

%d bloggers like this: